ข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ พ.ศ. 2529
ประกาศ ระเบียบ และคำสั่ง · ประกาศ 19 มิ.ย. 2529 (1986-06-19) · 8 ข้อ
แท็บใหม่ ↗ข้อบังคับสภาทนายความ
ข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ
พ.ศ. ๒๕๒๙
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๒๗ และมาตรา ๓๘
และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษแห่งสภาทนายความ ตามมาตรา ๒๘
แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. ๒๕๒๘ คณะกรรมการสภาทนายความออกข้อบังคับว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความไว้
ดังต่อไปนี้
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๑
ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับสภาทนายความว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความพ.ศ.
๒๕๒๙
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๒[๑]
ข้อบังคับนี้ให้ใช้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๓
ในข้อบังคับนี้
ฝึกหัดงาน หมายถึง ฝึกอบรมหลักปฏิบัติเบื้องต้นในการว่าความ ฝึกอบรมมรรยาททนายความ
และการประกอบวิชาชีพทางกฎหมาย
ผู้เข้ารับการฝึกหัด หมายถึง ผู้เข้ารับการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ
สำนักงาน หมายถึง สำนักงานทนายความที่รับฝึกหัดงาน
คณะกรรมการ หมายถึง คณะกรรมการทดสอบการฝึกหัดงาน
ประธานกรรมการ หมายถึง ประธานคณะกรรมการทดสอบการฝึกหัดงาน
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๔
ผู้เข้ารับการฝึกหัดในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี
ซึ่งจะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนด
ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้เข้ารับการฝึกหัดต้องได้เริ่มฝึกหัดงานหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
หรืออนุปริญญาทางนิติศาสตร์ หรือประกาศนียบัตรในวิชานิติศาสตร์
ซึ่งเทียบได้ไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี หรืออนุปริญญาจากสถาบันการศึกษาซึ่งสภาทนายความเห็นว่าสถาบันการศึกษานั้นมีมาตรฐานการศึกษาที่ผู้ได้รับปริญญาตรีหรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรควรเป็นทนายความได้
(๒)[๒] (ก)
ให้ผู้เข้ารับการฝึกหัดแจ้งชื่อ ที่อยู่ พร้อมหลักฐาน
แสดงคุณวุฒิการศึกษาของผู้เข้ารับการฝึกหัด และชื่อ ที่อยู่ โดยละเอียด
ของสำนักงานทนายความที่รับฝึกหัดงาน พร้อมหนังสือรับรองของหัวหน้าสำนักงานที่รับฝึกหัดงาน
ภายในกำหนด ๑๕ วัน นับแต่วันเริ่มเข้าฝึกหัดงาน
(ข)[๓]
เมื่อผู้เข้ารับการฝึกหัดงานได้ฝึกหัดงานมาไม่น้อยกว่า ๑ ปีแล้ว จะขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
ให้ทำหนังสือรับรองการเข้าฝึกหัดงานของหัวหน้าสำนักงานและรายละเอียดการฝึกหัดงานตลอดระยะเวลา
๑ ปี มาแสดงพร้อมกับคำขอจดทะเบียนและรับใบอนุญาตให้เป็นทนายความ
(ค)
การแจ้งการเข้าฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความและการรับรองของหัวหน้าสำนักงานทนายความ
ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
(ง) ผู้เข้ารับการฝึกหัดผู้ใด
อ้างว่าได้เข้ารับการฝึกหัดงานมาก่อนแล้ว แต่มิได้แจ้งการเข้ารับการฝึกหัดงานให้สภาทนายความทราบภายในกำหนด
๑๕ วัน นับแต่วันเริ่มเข้าฝึกหัดงานให้คณะกรรมการหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายทำการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการฝึกหัดงานของผู้เข้ารับการฝึกหัดดังกล่าว
แล้วนำเสนอคณะกรรมการสภาทนายความพิจารณาผ่อนผันในเรื่องการนับระยะเวลาการเข้าฝึกหัดงานให้เป็นการเฉพาะราย
(จ) ผู้ที่ได้ฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า
๑ ปี ก่อนข้อบังคับนี้มีผลบังคับใช้
ให้ได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดใน (ก)
(๓) ผู้เข้ารับการฝึกหัดต้องฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความที่ได้ตั้งมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
๗ ปี
หรือมีหัวหน้าสำนักงานที่ได้รับใบอนุญาตให้เป็นทนายความเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่า
๗ ปี
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๕[๔]
ให้ผู้ที่ได้ฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑ ปี และได้ปฏิบัติถูกต้องครบถ้วนตามข้อกำหนดในข้อ
๔ มีสิทธิ์ขอจดทะเบียนเป็นทนายความได้ เมื่อได้ผ่านการทดสอบและสอบได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการกำหนด
ผู้สมัครเข้ารับการทดสอบตามวรรคหนึ่ง
ต้องเสียค่าลงทะเบียนสอบครั้งละ ๒๐๐ บาท
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๖ ให้ ผู้อำนวยการและคณะกรรมการ ตามข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกอบรมวิชาว่าความ พ.ศ. ๒๕๒๙
เป็นประธานกรรมการและคณะกรรมการตามข้อบังคับนี้
ประกาศ ณ วันที่ ๑๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๙
คำนวณ ชโลปถัมภ์
นายกสภาทนายความ
ข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๓๑[๕]
ข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๓๒[๖]
มณฑิตา/ผู้จัดทำ
๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓
นฤดล/ผู้ตรวจ
๒๑ มกราคม ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๐๓/ตอนที่ ๑๐๓/ฉบับพิเศษ หน้า ๑๓/๑๙ มิถุนายน ๒๕๒๙
[๒]
บทเฉพาะกาล
แท็บใหม่ ↗ข้อ ๔ (๒) แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ พ.ศ. ๒๕๓๑
[๓] ข้อ ๔ (๒)
(ข) แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ
(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒
[๔] ข้อ ๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยข้อบังคับสภาทนายความ
ว่าด้วยการฝึกหัดงานในสำนักงานทนายความ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๒
[๕] ราชกิจจานุเบกษาเล่ม
๑๐๕/ตอนที่ ๒๖/หน้า ๔๔/๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๑
[๖] ราชกิจจานุเบกษาเล่ม
๑๐๗/ตอนที่ ๓๐/หน้า ๕๕/๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓
ที่มา: ระบบกลางทางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).