มาตรา ๖ ให้มีคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เรียกโดยย่อว่า “คนร.” ประกอบด้วย (๑) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ (๒) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายคนหนึ่ง เป็นรองประธานกรรมการ (๓) กรรมการโดยตำแหน่ง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีอื่นซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนสองคน
ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ (๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนห้าคน ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ และข้าราชการในสำนักงานซึ่งผู้อำนวยการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเลขานุการจำนวนไม่เกินสองคน
มาตรา ๗ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้ ก. คุณสมบัติ (๑) มีสัญชาติไทย (๒) มีความรู้และประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์อันเป็นประโยชน์ต่อการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ ข. ลักษณะต้องห้าม (๑) เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (๒)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ (๓) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต (๔) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๕)
เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอันถึงที่สุดให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ (๖) เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น (๗) เป็นข้าราชการ
พนักงาน หรือลูกจ้าง ซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ (๘) เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของรัฐวิสาหกิจ (๙) เป็นกรรมการ ผู้บริหาร หรือพนักงานของนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจถือหุ้นตั้งแต่ร้อยละยี่สิบห้าขึ้นไป
มาตรา ๘ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี ในกรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) พ้นจากตำแหน่งก่อนวาระและยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) แทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ถือว่า คนร. ประกอบด้วยกรรมการทั้งหมดเท่าที่เหลืออยู่ และให้ คนร.
ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ เมื่อตำแหน่งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ว่างลงก่อนครบวาระ ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ภายในเก้าสิบวัน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เหลืออยู่ไม่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบวันจะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) แทนก็ได้
และให้ผู้ได้รับแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่างอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ขึ้นใหม่ภายในเก้าสิบวัน หากยังมิได้แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔)
ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา ๙ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกตามข้อเสนอแนะของ คนร. เนื่องจากทุจริตต่อหน้าที่ หรือมีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง โดยต้องแสดงเหตุผลในการให้ออกอย่างชัดแจ้ง (๔)
ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๗
มาตรา ๑๐ ให้ คนร. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดทำแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจเพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (๒) เสนอแนะและให้คำปรึกษาต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและแนวทางการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ และเสนอความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาของรัฐวิสาหกิจ (๓)
เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการกำกับดูแลให้หน่วยงานของรัฐหรือผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ (๔) กำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังในรัฐวิสาหกิจที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (๕)
กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่รัฐวิสาหกิจ โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (๖) เสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลภายใต้แผนพัฒนารัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘ (๗) กำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๙ (๘)
กำหนดแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีในรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๓ (๙) แต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองกรรมการรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๔ (๑๐) กำกับดูแลกระทรวงเจ้าสังกัดให้ติดตามรัฐวิสาหกิจในกำกับดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจ (๑๑) เสนอแนะให้มีการตราหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ
หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจต่อคณะรัฐมนตรี (๑๒) ออกประกาศเพื่อกำหนดแนวทางหรือหลักเกณฑ์ ตลอดจนวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ (๑๓) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของ คนร. หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย
มาตรา ๑๑ การประชุม คนร. ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุม คนร. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้เลื่อนการประชุม ในการปฏิบัติหน้าที่กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียโดยตรงหรือโดยอ้อมในเรื่องที่ คนร. พิจารณา ให้ประธานกรรมการหรือกรรมการผู้นั้นแจ้งให้ที่ประชุมทราบและให้ที่ประชุมพิจารณาว่ากรรมการผู้นั้นสมควรจะอยู่ในที่ประชุมหรือมีมติในการประชุมเรื่องนั้นได้หรือไม่
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๒ คนร. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ คนร. มอบหมาย การประชุมคณะอนุกรรมการตามวรรคหนึ่ง ต้องมีอนุกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนอนุกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะอนุกรรมการ
ถ้าประธานอนุกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้อนุกรรมการที่มาประชุมเลือกอนุกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก อนุกรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๓ ในกรณีที่ต้องมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการคัดเลือกคณะหนึ่งเพื่อพิจารณาและคัดเลือกบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว ประกอบด้วย (๑) บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงพลังงาน
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ หรือผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จำนวนห้าคน (๒) บุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือประธานสมาคมธนาคารไทย จำนวนสองคน
บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามวรรคหนึ่ง (๑) ให้หมายความรวมถึงบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตามกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติด้วย กรรมการคัดเลือกตามวรรคหนึ่งต้องไม่เป็นข้าราชการประจำ
ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และไม่มีผลประโยชน์หรือส่วนได้เสียที่ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ในขณะที่ได้รับการแต่งตั้งและในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ให้คณะกรรมการคัดเลือกตามวรรคหนึ่งพิจารณาเลือกกรรมการคนหนึ่ง เป็นประธานกรรมการคัดเลือก
ให้ผู้อำนวยการแต่งตั้งข้าราชการของสำนักงานคนหนึ่งเป็นเลขานุการคณะกรรมการคัดเลือก ให้กรรมการคัดเลือกได้รับค่าตอบแทนตามที่รัฐมนตรีกำหนด และให้ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสำนักงาน
มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการคัดเลือกออกระเบียบกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
โดยระเบียบดังกล่าวอย่างน้อยต้องกำหนดให้ผู้เข้ารับการคัดเลือกแสดงข้อมูลเกี่ยวกับความรู้และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ ระเบียบตามวรรคหนึ่ง ให้เปิดเผยต่อสาธารณชน และให้มีผลใช้บังคับต่อไป แม้คณะกรรมการคัดเลือกที่กำหนดระเบียบดังกล่าวจะพ้นจากตำแหน่งแล้ว การแก้ไขเพิ่มเติม ยกเลิก
หรือปรับปรุงระเบียบตามวรรคหนึ่งจะกระทำได้ก็แต่โดยคณะกรรมการคัดเลือกมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด
มาตรา ๑๕ การประชุมคณะกรรมการคัดเลือกต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ในการประชุมคณะกรรมการคัดเลือก ถ้าประธานกรรมการคัดเลือกไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๖ เมื่อคณะกรรมการคัดเลือกพิจารณาคัดเลือกผู้ที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) แล้ว ให้เสนอรายชื่อต่อรัฐมนตรีพร้อมเหตุผลการคัดเลือก เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ทั้งนี้ ให้เสนอเหตุผลการคัดเลือกของกรรมการคัดเลือกแต่ละคนเพื่อประกอบการพิจารณาแต่งตั้งด้วย
มาตรา ๑๗ เมื่อแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๖ (๔) ที่เสนอตามมาตรา ๑๖ แล้ว ให้คณะกรรมการคัดเลือกทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันถัดจากวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
มาตรา ๑๘ ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและรับผิดชอบเกี่ยวกับกิจการทั่วไปของ คนร. และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ศึกษา ตรวจสอบ และวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน สถานะทางการเงินและภารกิจของรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนติดตามและจัดทำผลการดำเนินการตามแผนพัฒนารัฐวิสาหกิจของรัฐวิสาหกิจ (๒) ศึกษา
วิเคราะห์ และเสนอแนะการกำหนดมาตรการและการจัดสรรเงินชดเชยให้แก่รัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๒๘ (๓) ประเมินผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๐ (๔) เสนอแนะแนวทางการกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อสร้างแรงจูงใจแก่รัฐวิสาหกิจต่อ คนร. เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ (๕) กำหนดทักษะ ความรู้ ความเชี่ยวชาญ
และสมรรถนะหลักของกรรมการรัฐวิสาหกิจตามมาตรา ๓๖ (๒) (๖) ให้คำปรึกษา เสนอแนะ และให้ความช่วยเหลือด้านวิชาการเกี่ยวกับการบริหารและพัฒนาองค์กรแก่รัฐวิสาหกิจ (๗)
ส่งเสริมการบริหารและพัฒนาทรัพยากรบุคคลของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้ (๘) เสนอแนะต่อ คนร. ให้มีการตรา แก้ไข เพิ่มเติม ยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ
หรือหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับรัฐวิสาหกิจให้เหมาะสมและสอดคล้องต่อการพัฒนาประเทศ (๙) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่และอำนาจของสำนักงาน หรือตามที่คณะรัฐมนตรี หรือ คนร. มอบหมาย
มาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ให้มีที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา ประกอบด้วยบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์เกี่ยวกับการบริหารรัฐวิสาหกิจหรือการบริหารธุรกิจ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่ คนร. หรือสำนักงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้
ในการปฏิบัติหน้าที่ของที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษาต้องกำหนดเป้าหมาย ผลสัมฤทธิ์ และระยะเวลาของการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวไว้ให้ชัดเจน หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม องค์ประกอบและวิธีการปฏิบัติหน้าที่ วาระการดำรงตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งของที่ปรึกษาหรือคณะที่ปรึกษา
ให้เป็นไปตามระเบียบที่ คนร. กำหนด
มาตรา ๒๐ ให้กรรมการใน คนร. อนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๑๒ และที่ปรึกษาตามมาตรา ๑๙ ได้รับค่าตอบแทนตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๒๑ ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งคำชี้แจง เอกสาร และข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).