我的書籤免費註冊

พระราชกำหนดการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อปฏิบัติตามความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับภาษีอากร พ.ศ. 2566 หมวด ๔ บทกำหนดโทษ

มาตรา ๒๖–มาตรา ๓๓共 8 條

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีตามมาตรา ๑๒ วรรคสอง โดยปราศจากเหตุอันสมควร ให้อธิบดีมีอำนาจพิจารณามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของอธิบดีตามมาตรา ๒๓ หรือมาตรา ๒๔ โดยปราศจากเหตุอันสมควร ให้อธิบดีพิจารณามีคำสั่งลงโทษปรับทางปกครองไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ผู้ใดเจตนาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดความจริง ในการดำเนินการ หรือการให้ข้อมูลตามมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๗ หรือมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าหมื่นบาทถึงห้าแสนบาท

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๐ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลอันเนื่องจากการปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ แล้วนำไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่และอำนาจตามพระราชกำหนดนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ ความผิดตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ ให้อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด เมื่ออธิบดีได้ทำการเปรียบเทียบ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่อธิบดีกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินคดีต่อไป บทเฉพาะกาล

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ เพื่อประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติตามหมวด ๒ การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ เมื่อพระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ผู้มีหน้าที่รายงานตามมาตรา ๑๕ ตรวจสอบบัญชีทางการเงินที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับของลูกค้าของตน และหากพบว่าบัญชีทางการเงินใดถือโดยลูกค้าซึ่งเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน หรือถือโดยลูกค้าซึ่งมีผู้มีอำนาจควบคุมเป็นผู้ที่ต้องถูกรายงาน ให้ผู้มีหน้าที่รายงานกำหนดให้บัญชีทางการเงินดังกล่าวเป็นบัญชีทางการเงินที่ต้องถูกรายงานตามหมวด ๒ การแลกเปลี่ยนข้อมูลแบบอัตโนมัติ หลักเกณฑ์และวิธีการในการตรวจสอบบัญชีทางการเงินตามวรรคหนึ่ง และระยะเวลาในการส่งข้อมูลให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ กฎกระทรวงอาจกำหนดให้แตกต่างกันตามประเภทหรือมูลค่าของบัญชีทางการเงินก็ได้ ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับบัญชีทางการเงิน ผู้ที่ต้องถูกรายงาน ผู้มีอำนาจควบคุม และการพิจารณาถิ่นที่อยู่ทางภาษีของผู้ที่ต้องถูกรายงานตามมาตรา ๑๗ และบทบัญญัติมาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ รวมทั้งบทกำหนดโทษที่เกี่ยวข้อง มาใช้บังคับแก่การดำเนินการตามมาตรานี้ด้วย

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ ห้ามมิให้ใช้บังคับบทบัญญัติมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ และมาตรา ๓๒ ในการลงโทษหรือในทางที่จะเป็นผลร้ายแก่ผู้มีหน้าที่รายงาน จนกว่ากฎกระทรวงหรือประกาศตามมาตราดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศไทยต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรแบบร้องขอตามความตกลงหรืออนุสัญญาเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนและการป้องกันการเลี่ยงรัษฎากร และความตกลงพหุภาคีว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือด้านการบริหารภาษี และต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติตามความตกลงพหุภาคีระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการแลกเปลี่ยนข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติ ประกอบกับประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกของ Global Forum on Transparency and Exchange of Information for Tax Purposes ซึ่งเป็นกรอบความร่วมมือเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) ประเทศไทยจึงต้องดำเนินการแลกเปลี่ยนข้อมูลภาษีอากรแบบร้องขอและข้อมูลบัญชีทางการเงินแบบอัตโนมัติกับคู่ภาคีของความตกลงดังกล่าวภายในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นเรื่องใหม่และมีความซับซ้อนในทางปฏิบัติ จึงต้องให้เวลาแก่สถาบันการเงินซึ่งจะเป็นผู้มีหน้าที่รายงาน ในการตรวจสอบและจัดเตรียมข้อมูลบัญชีทางการเงินที่อยู่ในความครอบครองดูแลของตนเพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยน หากสถาบันการเงินของประเทศไทยไม่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลได้ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ประเทศไทยก็จะถูกจัดให้เป็นประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือทางภาษีกับสหภาพยุโรปและกลุ่มประเทศ OECD อันเป็นคู่ค้าสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรงโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้ รัฐบาลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติในเรื่องดังกล่าวต่อสภาผู้แทนราษฎรซึ่งพิจารณาชั้นกรรมาธิการเสร็จสิ้นแล้ว แต่เนื่องจากมีการปิดสมัยประชุมสภาเสียก่อน ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวจึงค้างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหากไม่ตราพระราชกำหนดขึ้น ก็จะไม่มีกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีการปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าว กรณีจึงเป็นเหตุฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).