พระราชบัญญัติ คุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. ๒๕๕๙
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นปีที่ ๗๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. ๒๕๕๙”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “ความตกลง” หมายความว่า ความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ซึ่งรัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามไว้เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย “สำนักเลขานุการ” หมายความว่า สำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามที่จัดตั้งขึ้นตามความตกลง
มาตรา ๔ เพื่อคุ้มครองการดำเนินงานในประเทศไทยของสำนักเลขานุการให้บรรลุตามความมุ่งประสงค์ ให้สำนักเลขานุการเป็นนิติบุคคล และมีภูมิลำเนาในประเทศไทย
มาตรา ๕ ให้สำนักเลขานุการได้รับการยกเว้น ดังต่อไปนี้ (๑) ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับรายได้จากการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของสำนักเลขานุการตามความตกลง ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด (๒) อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรสำหรับข้าวที่นำเข้าเพื่อประโยชน์ในการดำเนินงานตามความตกลง
มาตรา ๖ ให้ผู้จัดการทั่วไปและรองผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการ ได้รับการยกเว้น ดังต่อไปนี้ (๑) ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่ได้รับจากสำนักเลขานุการ ทั้งนี้ ตามที่ประมวลรัษฎากรกำหนด (๒)
อากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรในการนำเข้าของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านเรือนภายในสามเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในสำนักเลขานุการ บทบัญญัติในวรรคหนึ่งไม่ใช้บังคับกับบุคคลผู้มีสัญชาติไทย
มาตรา ๗ ให้ผู้จัดการทั่วไป รองผู้จัดการทั่วไป ผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่อื่น ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยที่ปฏิบัติงานให้แก่สำนักเลขานุการ ได้รับการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว
มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลไทยได้ร่วมลงนามในความตกลงการสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve Agreement) เมื่อวันที่ ๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๔ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย เพื่อจัดตั้งองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม
(ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve : APTERR) และมติที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้กับรัฐมนตรีเกษตรของสาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี (ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry Plus Three : AMAF+3) ครั้งที่ ๑๒ เมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๕ ณ เวียงจันทน์
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เห็นชอบให้จัดตั้งสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามในประเทศไทยตามข้อเสนอของประเทศไทย โดยมุ่งประสงค์เพื่อสำรองข้าวไว้สำหรับความจำเป็นในกรณีเกิดภัยพิบัติฉุกเฉิน และเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ด้านมนุษยธรรม
รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาคตามกรอบอาเซียนบวกสามและความตกลงดังกล่าว ดังนั้น เพื่อให้สำนักเลขานุการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย และให้สำนักเลขานุการและเจ้าหน้าที่ซึ่งมิได้มีสัญชาติไทยได้รับเอกสิทธิ์และการอำนวยความสะดวกในการเข้ามาปฏิบัติงานในประเทศไทย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).