กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ชำรุด พ.ศ. ๒๕๔๘
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ และมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินตรา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๖ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๒๘ (พ.ศ. ๒๕๓๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑
ข้อ ๒ ให้รับแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ชำรุดตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง (๒) ได้ตามหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้ (๑) ต้องสามารถมองเห็นลวดลายด้านหน้าหรือด้านหลังว่าเป็นเหรียญกษาปณ์และสามารถทราบได้ว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ชนิดราคาใด (๒) ต้องไม่เจาะรูทะลุทั้งสองด้านเกินกว่า ๒ ใน ๕ ของขนาดเดิม หรือต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าร้อยละ
๖๐ ของน้ำหนักเหรียญกษาปณ์ (๓) ขอบด้านนอกของเหรียญกษาปณ์ต้องไม่ถูกตัดขาดออกไปเกินกว่า ๒ ใน ๕ ของขนาดเดิม หรือต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่าร้อยละ ๖๐ ของน้ำหนักเหรียญกษาปณ์
ข้อ ๓ จำนวนเหรียญกษาปณ์ชำรุดที่นำมาแลกเปลี่ยน เมื่อได้คำนวณมูลค่าแล้วต้องสามารถแลกเปลี่ยนเป็นธนบัตร หรือแลกเปลี่ยนเป็นเหรียญกษาปณ์อื่นใดเป็นจำนวนเงินอย่างน้อยยี่สิบห้าสตางค์
ข้อ ๔ ผู้ประสงค์จะขอแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ที่ชำรุดตามมาตรา ๑๓ วรรคหนึ่ง (๒) และ (๓) ให้นำเหรียญกษาปณ์ที่ชำรุดมาแลกเปลี่ยนโดยยื่นคำร้องตามแบบที่กรมธนารักษ์กำหนดต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ สำนักบริหารเงินตรา กรมธนารักษ์ สำนักงานคลังจังหวัด สำนักงานคลังอำเภอ หรือสถานที่ที่กรมธนารักษ์ประกาศกำหนด
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการรับแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ชำรุด เพื่อให้ทางราชการสามารถรับแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ชำรุดได้กว้างขวางและเป็นธรรมกับประชาชนยิ่งขึ้น รวมทั้งจะเป็นการลดขั้นตอนการดำเนินการของส่วนราชการและขยายสถานที่บริการ
อันเป็นการสอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และโดยที่มาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติเงินตรา พ.ศ. ๒๕๐๑ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติเงินตรา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๖ บัญญัติให้รับแลกเปลี่ยนเหรียญกษาปณ์ที่ชำรุดได้ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).