กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๑๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
ข้อ ๒ ในกฎกระทรวงนี้ “ธนาคาร” หมายความว่า ธนาคารออมสิน “ผู้ฝาก” หมายความว่า ผู้ฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ “ผู้กู้” หมายความว่า ผู้กู้เงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
ข้อ ๓ การฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ฝาก จะฝากเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น หรือโอนหรือรับมรดกสิทธิการฝาก ไม่ได้
ข้อ ๔ ในการฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ ผู้ฝาก (๑) ต้องฝากเป็นรายเดือน มีกำหนดระยะเวลาฝากครบสิบสองเดือน และเงินฝากแต่ละเดือนต้องมีจำนวนเท่ากัน ไม่ต่ำกว่าเดือนละสามร้อยบาทโดยไม่มีเศษของบาท (๒) ต้องฝากภายในวันที่เจ็ดของเดือน เว้นแต่การฝากเงินครั้งแรก และ (๓) จะฝากมากกว่าหนึ่งบัญชีก็ได้
ข้อ ๕ การฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ครั้งแรก จะกระทำในวันใดของเดือนก็ได้ แต่ในวันฝากผู้ฝากต้อง (๑) มีสัญชาติไทย และ (๒) บรรลุนิติภาวะ
ข้อ ๖ ในกรณีที่ผู้ฝากผิดนัดไม่สามารถฝากเงินในเดือนใด ไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้ฝากภายในวันที่เจ็ดของเดือนถัดไปเป็นอย่างช้า และผู้ฝากจะผิดนัดได้เพียงครั้งเดียวในรอบสิบสองเดือน
ข้อ ๗ ผู้ฝากจะเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินที่ขอฝากเป็นรายเดือนไม่ได้ และไม่ว่ากรณีใด จำนวนเงินฝากที่เพิ่มขึ้นจากที่กำหนดไว้ในการฝากครั้งแรกตามข้อ ๔ ไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะขอกู้เงินได้มากขึ้น
ข้อ ๘ ในระหว่างที่การฝากเงินยังไม่ครบกำหนดระยะเวลาฝากตามข้อ ๔ (๑) ถ้าผู้ฝากถอนเงินฝากนั้นให้หมดสิทธิที่จะขอกู้เงินตามข้อ ๑๐ และให้เปลี่ยนสภาพจากบัญชีเงินฝากออมสินประเภทเคหสงเคราะห์เป็นบัญชีเงินฝากเผื่อเรียกและคำนวณดอกเบี้ยให้ในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียกนับแต่วันที่มีการถอนเงิน
ข้อ ๙ อัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ให้ผู้อำนวยการธนาคารเป็นผู้ประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธนาคาร
ข้อ ๑๐ ผู้ฝากซึ่งได้ฝากเงินตามข้อ ๔ โดยมิได้ปฏิบัติขัดต่อข้อ ๖ มีสิทธิขอกู้เงินเพื่อกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดังต่อไปนี้ (๑) ซื้อที่ดินพร้อมทั้งเคหะ (๒) ซื้อที่ดินและปลูกสร้างเคหะในที่ดินนั้น (๓) ซื้อที่ดินที่มีเคหะของตนหรือคู่สมรสปลูกสร้างอยู่แล้ว (๔) ปลูกสร้างเคหะหรือต่อเติม
ซ่อมแซมเคหะที่เป็นของตนหรือคู่สมรสในที่ดินของตนหรือคู่สมรส ที่ดินและเคหะดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ต้องอยู่ในอำเภอหรือจังหวัดที่ธนาคารประกาศกำหนด
ข้อ ๑๑ ในการขอกู้เงินตามข้อ ๑๐ (๑) จำนวนเงินที่ขอกู้ต้องไม่เกินวงเงินที่ธนาคารประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธนาคาร (๒) จำนวนเงินที่ขอกู้ต้องไม่เกินร้อยละหกสิบห้าของราคาหลักทรัพย์ประกันตามข้อ ๑๔ (๒) โดยธนาคารเป็นผู้ประเมิน (๓)
การขอผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กระทำภายในระยะเวลาที่ผู้อำนวยการธนาคารประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธนาคาร แต่เมื่อรวมระยะเวลาที่ขอผ่อนชำระกับอายุของผู้ฝากแล้ว จะต้องไม่เกินหกสิบปี (๔) วงเงินที่ผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นรายเดือนแต่ละเดือนต้องมีจำนวนเท่ากัน
และเท่ากับจำนวนเงินฝากรายเดือนตามข้อ ๔
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ผู้ฝากได้ฝากเงินเกินหนึ่งบัญชี ให้ขอกู้เงินได้ทุกบัญชีตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ๑๑
ข้อ ๑๓ ผู้ฝากจะกู้ร่วมกับผู้ฝากอื่นก็ได้ โดยให้ผู้ฝากแต่ละคนขอกู้เงินได้ตามสิทธิของตนแต่ละบัญชีตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ๑๑
ข้อ ๑๔ ผู้กู้ต้องปฏิบัติดังต่อไปนี้ (๑) ทำสัญญากู้ตามเงื่อนไขและแบบที่ธนาคารกำหนด (๒) ทำสัญญาจำนองที่ดินหรือที่ดินและเคหะตามข้อ ๑๐ แก่ธนาคารเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ตามสัญญาใน (๑) ในกรณีที่ที่ดินหรือที่ดินและเคหะดังกล่าวมีมูลค่าไม่เพียงพอ
ให้ทำสัญญาจำนองที่ดินที่เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กู้หรือคู่สมรสของผู้กู้ แก่ธนาคารเพื่อเป็นหลักประกันจนกว่าจะพอ ทั้งนี้ ตามเงื่อนไขและแบบที่ธนาคารกำหนด และที่ดินหรือที่ดินและเคหะที่จำนองต้องอยู่ในอำเภอหรือจังหวัดที่ธนาคารประกาศกำหนดด้วย (๓) ประกันอัคคีภัยเคหะที่จำนองในวงเงินที่ธนาคารกำหนด
โดยให้ธนาคารเป็นผู้รับประโยชน์และผู้กู้เป็นผู้ชำระเบี้ยประกันภัย ตลอดอายุสัญญาจำนอง
ข้อ ๑๕ เมื่อได้ยื่นคำขอกู้เงินและได้รับอนุมัติให้กู้เงินจากธนาคารแล้ว ผู้ฝากจะถอนเงินจากบัญชีเงินฝาก หรือถอนเงินปิดบัญชีก็ได้
ข้อ ๑๖ ในการจ่ายเงินกู้ ธนาคารจะจ่ายให้แก่ผู้กู้ตามจำนวนที่กู้ทั้งหมดในคราวเดียวหรือจะจ่ายเป็นคราว ๆ ก็ได้ โดยธนาคารจะพิจารณาตามความจำเป็นของผู้กู้ภายในวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ ข้อตกลงในการจ่ายเงินกู้นี้ให้กำหนดไว้ในสัญญากู้ด้วย ในกรณีที่ผู้กู้เบิกเงินกู้เป็นงวด ในวันรับเงินกู้แต่ละงวดเว้นงวดแรก
ผู้กู้จะต้องชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระ คำนวณถึงวันก่อนวันรับเงินกู้แต่ละงวดด้วย
ข้อ ๑๗ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ให้ผู้อำนวยการธนาคารเป็นผู้ประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการธนาคาร ซึ่งจะต้องสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำที่มีกำหนดระยะเวลาฝากสิบสองเดือน ไม่น้อยกว่าร้อยละสอง
ข้อ ๑๘ ผู้กู้ต้องดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้ และรับเงินกู้ให้เสร็จสิ้นภายในแปดเดือนนับแต่วันทำสัญญากู้ เว้นแต่ผู้กู้ร้องขอเมื่อธนาคารพิจารณาเห็นสมควร ให้ขยายเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสี่เดือนนับแต่วันครบกำหนด หากพ้นกำหนดนี้ให้ธนาคารระงับการจ่ายเงินกู้ที่ผู้กู้ยังไม่ได้รับไป
และให้ถือว่าจำนวนเงินกู้ตามสัญญากู้นั้น คงมีเพียงจำนวนเงินกู้ที่ผู้กู้ได้รับไปแล้ว
ข้อ ๑๙ ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยตามข้อ ๑๑ (๔) ภายในวันที่เจ็ดของเดือนเป็นอย่างช้า โดยเริ่มตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่ผู้กู้ได้รับเงินกู้งวดสุดท้าย หรือวันที่ได้มีการระงับการจ่ายเงินกู้ตามข้อ ๑๘ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๒๐ ผู้กู้จะโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและ/หรือเคหะระหว่างจำนองกับธนาคารให้แก่ผู้อื่นไม่ได้ เว้นแต่จะได้ไถ่ถอนจำนองเรียบร้อยแล้ว
ข้อ ๒๑ ในกรณีที่ผู้กู้ถึงแก่กรรม ธนาคารจะให้ทายาทรับโอนหนี้เงินกู้ได้เมื่อทายาทยินยอมปฏิบัติตามสัญญากู้ของผู้กู้เดิม
ข้อ ๒๒ การฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ที่ได้กระทำก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้คงถือปฏิบัติต่อไปตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๑๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
ข้อ ๒๓ ให้นำกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสิน ในส่วนที่เกี่ยวกับการฝาก การถอนเงิน การคำนวณดอกเบี้ยเงินฝากเผื่อเรียก และการออกสมุดฝากเงินให้ใหม่เมื่อหายหรือชำรุด มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๒๔ กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๓ อำนวย วีรวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓ (พ.ศ. ๒๕๑๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์ได้ใช้บังคับมานานแล้ว ปรากฏว่ามีหลักการหลายประการที่ไม่เหมาะสมแก่ภาวะการณ์ในปัจจุบัน
สมควรปรับปรุงให้เหมาะสมยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๐ (พ.ศ. ๒๕๒๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๓ (พ.ศ. ๒๕๒๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติธนาคารออมสิน พ.ศ. ๒๔๘๙ ว่าด้วยการรับฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์
กำหนดระยะเวลาที่ผู้ฝากเงินออมสินประเภทเคหสงเคราะห์จะขอผ่อนชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสำหรับเงินกู้ประเภทเคหสงเคราะห์ได้ไม่เกินสิบปี อันมีลักษณะเป็นการกำหนดตายตัว ไม่สอดคล้องกับภาวะการณ์ในปัจจุบัน และเป็นภาระแก่ผู้ฝาก
สมควรแก้ไขให้เป็นอำนาจของผู้อำนวยการธนาคารออมสินที่จะประกาศกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วยความเห็นชอบของคณะกรรมการธนาคารออมสิน เพื่อให้เกิดความคล่องตัวอันจะทำให้สามารถสนองความต้องการของผู้ฝากที่ประสงค์จะได้รับการสงเคราะห์ให้มีที่พักอาศัยเป็นของตนเองได้มากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).