พระราชกฤษฎีกา กำหนดเขตอำนาจศาลมณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๕๘
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นปีที่ ๗๐ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหาร และศาลมณฑลทหาร
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ และมาตรา ๑๗ (๑) แห่งพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. ๒๔๙๘ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติธรรมนูญศาลทหาร (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลมณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๕๘”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๓๓ (๒) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๗ (๓) พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๒
มาตรา ๔ ศาลมณฑลทหารมีเขตอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๒ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดนครนายก และจังหวัดฉะเชิงเทรา (๒) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๓ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดลพบุรี จังหวัดชัยนาท จังหวัดสิงห์บุรี และจังหวัดอ่างทอง (๓) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๔
มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดชลบุรี และจังหวัดระยอง (๔) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๕ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ (๕) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๖ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม และจังหวัดสมุทรสาคร (๖) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๗ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดกาญจนบุรี
และจังหวัดสุพรรณบุรี (๗) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๘ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสระบุรี และจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (๘) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๙ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสระแก้ว จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด (๙) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดชัยภูมิ (๑๐)
ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดอำนาจเจริญ (๑๑) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดกาฬสินธุ์ (๑๒) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย (๑๓) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕
มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสุรินทร์ และจังหวัดศรีสะเกษ (๑๔) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดมหาสารคาม (๑๕) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๗ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดยโสธร (๑๖) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเลย และจังหวัดหนองบัวลำภู
(๑๗) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสกลนคร และจังหวัดบึงกาฬ (๑๘) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครพนม และจังหวัดมุกดาหาร (๑๙) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดอุทัยธานี (๒๐) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒
มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดลำปาง (๒๑) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๓ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดลำพูน (๒๒) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๔ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดพะเยา (๒๓) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๕ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดอุตรดิตถ์ และจังหวัดแพร่ (๒๔) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๖
มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเพชรบูรณ์ และจังหวัดพิจิตร (๒๕) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๗ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดเชียงราย (๒๖) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดน่าน (๒๗) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๙ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดสุโขทัย (๒๘) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑๐
มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดตาก (๒๙) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๑ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากอำเภอทุ่งสง และจังหวัดภูเก็ต (๓๐) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๒ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสงขลา จังหวัดพัทลุง และจังหวัดสตูล (๓๑) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๓ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่อำเภอทุ่งสง
จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดกระบี่ และจังหวัดตรัง (๓๒) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๔ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดชุมพร และจังหวัดระนอง (๓๓) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดพังงา (๓๔) ศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖ มีเขตอำนาจตลอดท้องที่จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา
มาตรา ๕ บรรดาคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกใดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้คงพิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกนั้น
มาตรา ๖ บรรดาคดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกใดในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้ (๑) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๖ (๒) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๗ (๓)
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๘ (๔) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกสระแก้ว ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๙ (๕) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์ ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ (๖)
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๗ (๗) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกพะเยา ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๔ (๘) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๕ (๙)
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๖ (๑๐) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกเชียงราย ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๗ (๑๑) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกพิษณุโลก ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๙ (๑๒)
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกตาก ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑๐ (๑๓) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกทุ่งสง ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๓ (๑๔) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกชุมพร ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๔ (๑๕)
คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ (๑๖) คดีที่ค้างพิจารณาอยู่ในศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี ให้พิจารณาพิพากษาในศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖
มาตรา ๗ ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์ และศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดมหาสารคามด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดบุรีรัมย์หรือจังหวัดมหาสารคาม
ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ แล้วแต่กรณี บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓
มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น แล้วแต่กรณี ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖
มาตรา ๘ ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดเลย และศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดหนองบัวลำภูด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดเลยหรือจังหวัดหนองบัวลำภู
ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ แล้วแต่กรณี บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔
มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๓ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น แล้วแต่กรณี ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘
มาตรา ๙ ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดสกลนคร และจังหวัดบึงกาฬด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดสกลนครหรือจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่
๒๙ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น
ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙
มาตรา ๑๐ ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดมุกดาหาร และศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดนครพนมด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดมุกดาหารหรือจังหวัดนครพนม
ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ แล้วแต่กรณี บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔
มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๒ หรือศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๔ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น แล้วแต่กรณี ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐
มาตรา ๑๑ ในระหว่างที่ยังไม่เปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีเขตอำนาจตลอดถึงเขตท้องที่จังหวัดน่านด้วย บรรดาคดีของเขตท้องที่จังหวัดน่าน ซึ่งค้างพิจารณาอยู่ในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ ในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘
ให้คงพิจารณาพิพากษาต่อไปในศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ บรรดาคดีของเขตท้องที่ตามที่กำหนดไว้ในวรรคสอง ซึ่งอยู่ระหว่างที่ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีคำสั่งขังผู้ต้องหาไว้ระหว่างสอบสวนในวันเปิดทำการศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ ให้ศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๒ มีอำนาจพิจารณาเกี่ยวกับการขังระหว่างสอบสวนนั้น
ส่วนการฟ้องคดีให้ยื่นฟ้องต่อศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘
มาตรา ๑๒ บรรดากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งอื่นใดที่อ้างถึงศาลจังหวัดทหารบกตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร พ.ศ. ๒๕๓๓ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่ากฎ ข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งนั้นอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกตามพระราชกฤษฎีกานี้ แล้วแต่กรณี ดังนี้ (๑)
ศาลจังหวัดทหารบกราชบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๖ (๒) ศาลจังหวัดทหารบกกาญจนบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๗ (๓) ศาลจังหวัดทหารบกสระบุรี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๘ (๔) ศาลจังหวัดทหารบกสระแก้ว ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๑๙ (๕) ศาลจังหวัดทหารบกสุรินทร์
ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๕ (๖) ศาลจังหวัดทหารบกบุรีรัมย์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๖ (๗) ศาลจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๗ (๘) ศาลจังหวัดทหารบกเลย ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๘ (๙) ศาลจังหวัดทหารบกสกลนคร ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๙ (๑๐)
ศาลจังหวัดทหารบกนครพนม ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๒๑๐ (๑๑) ศาลจังหวัดทหารบกพะเยา ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๔ (๑๒) ศาลจังหวัดทหารบกอุตรดิตถ์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๕ (๑๓) ศาลจังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๖ (๑๔) ศาลจังหวัดทหารบกเชียงราย
ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๗ (๑๕) ศาลจังหวัดทหารบกน่าน ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๘ (๑๖) ศาลจังหวัดทหารบกพิษณุโลก ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๙ (๑๗) ศาลจังหวัดทหารบกตาก ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๓๑๐ (๑๘) ศาลจังหวัดทหารบกทุ่งสง ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๓ (๑๙)
ศาลจังหวัดทหารบกชุมพร ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๔ (๒๐) ศาลจังหวัดทหารบกสุราษฎร์ธานี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๕ (๒๑) ศาลจังหวัดทหารบกปัตตานี ให้ถือว่าอ้างถึงศาลมณฑลทหารบกที่ ๔๖
มาตรา ๑๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มีการกำหนดให้มณฑลทหารบกเป็นส่วนราชการที่ขึ้นต่อกองทัพภาคเพิ่มขึ้นและยกเลิกจังหวัดทหารบกทุกแห่ง รวมทั้งกำหนดหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารขึ้นใหม่ จึงสมควรยกเลิกเขตอำนาจศาลจังหวัดทหารบก และกำหนดเขตอำนาจศาลมณฑลทหารบกเสียใหม่
เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่และเขตพื้นที่ของมณฑลทหารบกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).