ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ (ยกเลิก)
โดยที่คณะปฏิวัติมีนโยบายที่จะปรับปรุงระเบียบบริหารราชการของประเทศให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยกำหนดจำนวนกระทรวงและทบวงเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะปฏิวัติ และจัดแบ่งกรมหรือสำนักงานในกระทรวงหรือทบวง ให้ตรงตามลักษณะและความเหมาะสมของงาน
และเพื่อประโยชน์ในการประสานงานระหว่างกรมหรือสำนักงานและจัดระเบียบหน่วยราชการซึ่งปฏิบัติงานอย่างเดียวกันหรือคล้ายคลึงกัน โดยรวมไว้ในกรมหรือสำนักงานเดียวกัน อันจะเป็นผลให้การบริหารราชการเป็นไปโดยประหยัดและรวดเร็วมีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด กับขจัดปัญหางานซ้ำและซ้อนกัน
หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิก (๑) พระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๖ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๐๘ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๐๙ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๐ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๑ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๒ และ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๑๔ (๒)
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๐๖ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๖ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๘ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๐ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๑ และ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๔ บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ใช้ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้แทน
ข้อ ๒ ให้มีกระทรวง ทบวง และส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวงดังต่อไปนี้ (๑) สำนักนายกรัฐมนตรี (๒) กระทรวงกลาโหม (๓) กระทรวงการคลัง (๔) กระทรวงการต่างประเทศ (๕) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (๖) กระทรวงคมนาคม (๗) กระทรวงพาณิชย์ (๘) กระทรวงมหาดไทย (๙) กระทรวงยุติธรรม (๑๐) กระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการพลังงาน (๑๑) กระทรวงศึกษาธิการ (๑๒) กระทรวงสาธารณสุข (๑๓) กระทรวงอุตสาหกรรม (๑๔) ทบวงมหาวิทยาลัย
ข้อ ๓ สำนักนายกรัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี กิจการเกี่ยวกับการทำงบประมาณแผ่นดินและราชการอื่นตามที่ได้มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักนายกรัฐมนตรี หรือส่วนราชการซึ่งสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือราชการอื่น ๆ
ซึ่งมิได้อยู่ภายในอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ
ข้อ ๔ สำนักนายกรัฐมนตรีมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (๒) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (๓) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (๔) สำนักงบประมาณ (๕) (ยกเลิก) (๖) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (๗) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (๘)
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (๙) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (๑๐) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (๑๑) สำนกงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (๑๒) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (๑๓) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (๑๔)
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ (๑๕) สำนักงานสถิติแห่งชาติ (๑๖) กรมประชาสัมพันธ์ (๑๗) กรมวิเทศสหการ
ข้อ ๕ (ยกเลิก)
ข้อ ๖ (ยกเลิก)
ข้อ ๗ กระทรวงกลาโหมมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ
ข้อ ๘ การจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมให้เป็นไปตามกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบแบบแผน
ข้อ ๙ กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเงินแผ่นดิน ภาษีอากร การรัษฎากร กิจการเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ กิจการอันกฎหมายบัญญัติให้เป็นการผูกขาดของรัฐ กิจการหารายได้ ซึ่งรัฐมีอำนาจดำเนินการได้แต่ผู้เดียวตามกฎหมายและไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรมอื่น
และกิจการซึ่งจะเป็นสัญญาผูกพันต่อเมื่อรัฐบาลได้ให้อำนาจหรือให้สัตยาบัน รวมทั้งการค้ำประกันหนี้ของส่วนราชการ องค์การของรัฐ สถาบันการเงิน และรัฐวิสาหกิจ
ข้อ ๑๐ กระทรวงการคลังมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (๔) กรมธนารักษ์ (๕) กรมบัญชีกลาง (๖) กรมศุลกากร (๗) กรมสรรพสามิต (๘) กรมสรรพากร
หมวด ๔ กระทรวงการต่างประเทศ
ข้อ ๑๑ กระทรวงการต่างประเทศมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการต่างประเทศ
ข้อ ๑๒ กระทรวงการต่างประเทศมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการเมือง (๔) กรมพิธีการทูต (๕) กรมเศรษฐกิจ (๖) กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย (๗) กรมสารนิเทศ (๘) กรมองค์การระหว่างประเทศ (๙) กรมอาเซียน
หมวด ๕ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อ ๑๓ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเกษตร การเศรษฐกิจการเกษตร การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม การชลประทาน การประมง การปศุสัตว์ การป่าไม้ การพัฒนาที่ดิน และการสหกรณ์
ข้อ ๑๔ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมชลประทาน (๔) กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (๕) กรมประมง (๖) กรมปศุสัตว์ (๗) กรมป่าไม้ (๘) กรมพัฒนาที่ดิน (๙) กรมวิชาการเกษตร (๑๐) กรมส่งเสริมการเกษตร (๑๑) กรมส่งเสริมสหกรณ์ (๑๒)
สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (๑๓) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
ข้อ ๑๕ กระทรวงคมนาคมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม การขนส่ง การพาณิชยนาวี การสื่อสาร และการอุตุนิยมวิทยา
ข้อ ๑๖ กระทรวงคมนาคมมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการขนส่งทางบก (๔) กรมการบินพาณิชย์ (๕) กรมเจ้าท่า (๖) กรมทางหลวง (๗) กรมไปรษณีย์โทรเลข (๘) กรมอุตุนิยมวิทยา (๙) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมพาณิชยนาวี
ข้อ ๑๗ กระทรวงพาณิชย์มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการพาณิชย์ และกิจการทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการพาณิชย์ รวมตลอดทั้งการซื้อขาย และแลกเปลี่ยนสินค้า การควบคุมและส่งเสริมเกี่ยวกับกิจการค้าและการประกันภัย
ข้อ ๑๘ กระทรวงพาณิชย์มีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการค้าต่างประเทศ (๔) กรมการค้าภายใน (๕) กรมการประกันภัย (๖) กรมทะเบียนการค้า (๗) กรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ (๘) กรมส่งเสริมการส่งออก
ข้อ ๑๙ กระทรวงมหาดไทยมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการบำบัดทุกข์บำรุงสุข รวมถึงการปกครองท้องที่ การส่งเสริมและพัฒนาการเมืองการปกครอง การส่งเสริมการศึกษาและการประกอบอาชีพการพัฒนาชนบท การพัฒนาชุมชน การรักษาความมั่นคงภายใน การป้องกันสาธารณภัย การผังเมือง การโยธา การรักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน การราชทัณฑ์
การที่ดิน การประชาสงเคราะห์ การแรงงาน การประกันสังคม และการสาธารณูปโภคและการสาธารณูปการ
ข้อ ๒๐ กระทรวงมหาดไทยมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการปกครอง (๔) กรมการพัฒนาชุมชน (๕) กรมตำรวจ (๖) กรมที่ดิน (๗) กรมประชาสงเคราะห์ (๘) กรมโยธาธิการ (๙) กรมราชทัณฑ์ (๑๐) กรมแรงงาน (๑๑) สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย (๑๒) สำนักผังเมือง (๑๓)
สำนักงานประกันสังคม (๑๔) สำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบท
ข้อ ๒๑ กระทรวงยุติธรรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศาลยุติธรรม แต่ไม่รวมถึงการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี
ข้อ ๒๒ กระทรวงยุติธรรมมีส่วนราชการ ดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมบังคับคดี (๔) สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
หมวด ๙ ทวิ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน
ข้อ ๒๒ ทวิ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การพลังงาน การควบคุมรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม และการวิจัย
ข้อ ๒๒ ตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (๔) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (๕) สำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (๖) สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ (๗) สำนักงานพลังงานแห่งชาติ
หมวด ๑๐ กระทรวงศึกษาธิการ
ข้อ ๒๓ กระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม
ข้อ ๒๔ กระทรวงศึกษาธิการมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการฝึกหัดครู (๔) กรมการศาสนา (๕) กรมการศึกษานอกโรงเรียน (๖) กรมพลศึกษา (๗) กรมวิชาการ (๘) กรมศิลปากร (๙) กรมสามัญศึกษา (๑๐) กรมอาชีวศึกษา (๑๑) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล (๑๒)
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (๑๓) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (๑๔) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู (๑๕) สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
ข้อ ๒๕ กระทรวงสาธารณสุขมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแพทย์ การสาธารณสุข การควบคุมอาหารและยา รวมทั้งสิ่งที่อาจเป็นพิษหรือเป็นภัยแก่สุขภาพ และการควบคุมกิจการกาชาด
ข้อ ๒๖ กระทรวงสาธารณสุขมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมการแพทย์ (๔) กรมควบคุมโรคติดต่อ (๕) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (๖) กรมอนามัย (๗) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
หมวด ๑๒ กระทรวงอุตสาหกรรม
ข้อ ๒๗ กระทรวงอุตสาหกรรมมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการอุตสาหกรรม การมาตรฐานเกี่ยวกับกิจการอุตสาหกรรมและทรัพยากรธรณี
ข้อ ๒๘ กระทรวงอุตสาหกรรมมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดกระทรวง (๓) กรมทรัพยากรธรณี (๔) กรมโรงงานอุตสาหกรรม (๕) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (๖) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
หมวด ๑๒ ทวิ ทบวงมหาวิทยาลัย
ข้อ ๒๘ ทวิ ทบวงมหาวิทยาลัย มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการและกำกับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาของรัฐและของเอกชน นอกจากสถาบันวิชาเฉพาะที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกระทรวงอื่น
ข้อ ๒๘ ตรี ทบวงมหาวิทยาลัยมีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (๑) สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรี (๒) สำนักงานปลัดทบวง (๓) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (๔) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (๕) มหาวิทยาลัยขอนแก่น (๖) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (๗) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (๘) มหาวิทยาลัยนเรศวร (๙) มหาวิทยาลัยบูรพา (๑๐) มหาวิทยาลัยมหิดล (๑๑)
มหาวิทยาลัยรามคำแหง (๑๒) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (๑๓) มหาวิทยาลัยศิลปากร (๑๔) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (๑๕) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (๑๖) มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (๑๗) สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ (๑๘) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (๑๙) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (๒๐)
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (๒๑) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
หมวด ๑๓ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง
ข้อ ๒๙ ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวง มีดังต่อไปนี้ (๑) ราชบัณฑิตยสถาน (๒) สำนักพระราชวัง (๓) สำนักราชเลขาธิการ (๔) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (๕) สำนักงานเลขาธิการรัฐสภา (๖) สำนักงานอัยการสูงสุด ส่วนราชการตามวรรคหนึ่ง มีฐานะเป็นกรม
ข้อ ๓๐ ราชบัณฑิตยสถานมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และให้อยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ข้อ ๓๑ สำนักพระราชวังมีอำนาจหน้าที่จัดการพระราชวัง ตลอดจนการดูแลรักษาทรัพย์สินและผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์ และให้อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๓๒ สำนักราชเลขาธิการมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ และให้อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๓๓ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายและให้อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๓๔ สำนักงานเลขาธิการรัฐสภามีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการของสภานิติบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ และให้อยู่ในบังคับบัญชาของประธานสภานิติบัญญัติ
ข้อ ๓๔ ทวิ สำนักงานอัยการสูงสุดมีอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๓๕ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นไป
ประกาศณ วันที่ ๒๙ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๑๕<o:p> จอมพลถ. กิตติขจร<o:p> หัวหน้าคณะปฏิวัติ<o:p>
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๑๙ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๕
โดยที่คณะปฏิวัติได้พิจารณาเห็นว่า ในปัจจุบันงานของกระทรวงมหาดไทยได้ขยายตัวมากขึ้นเป็นลำดับ และประกอบด้วยงานที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริม ป้องกัน และปราบปราม สมควรมีส่วนราชการทำหน้าที่ประสานแผนงาน ติดตามผลการปฏิบัติงานและปรับปรุงงานต่าง ๆ ให้เป็นไปตามเป้าหมายของนโยบาย
附則
ข้อ ๒ ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย และบรรดาอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกองแผนงาน และหน่วยงานที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย ไปเป็นของสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย
หรือของเจ้าหน้าที่สำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย แล้วแต่กรณี
ข้อ ๓ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงมหาดไทย เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกองแผนงาน และหน่วยงานที่ปรึกษากระทรวงมหาดไทย ไปเป็นของสำนักนโยบายและแผนมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย
ข้อ ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ข้อ ๕ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๑๖
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรขยายงานส่งเสริมเยาวชนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมเยาวชนแห่งชาติ ซึ่งมีฐานะเป็นกองในสำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี ให้มีฐานะเป็นกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินงานส่งเสริมเยาวชนของชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
และทำหน้าที่ประสานงานและติดตามผลงานในด้านกิจการเยาวชนแห่งชาติ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้สถาบันการศึกษาที่มีกฎหมายให้อำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันการศึกษานั้นไปสังกัดรวมอยู่ในทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ สมควรโอนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าในกระทรวงศึกษาธิการและวิทยาลัยวิชาการศึกษา
ในกระทรวงศึกษาธิการซึ่งได้ยกฐานะขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ไปสังกัดและเป็นส่วนราชการในทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการบริหารและการให้บริการต่อประชาชนของกระทรวงสาธารณสุข ยังไม่คล่องตัวเท่าที่ควร และภาระงานของกระทรวงสาธารณสุขนับวันจะเพิ่มพูนมากขึ้น สมควรปรับปรุงส่วนราชการของกระทรวงสาธารณสุขเสียใหม่ให้เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่อำนาจหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการซ้ำซ้อนกับกระทรวงต่าง ๆ บางกระทรวง สมควรยุบเลิกสำนักงานคณะกรรมการตรวจและติดตามผลการปฏิบัติราชการ และโอนหน่วยงานต่าง ๆ ไปสังกัดส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจาก (๑) ในปัจจุบันยังไม่มีหน่วยราชการที่ทำหน้าที่รับผิดชอบราชการของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีโดยเฉพาะ
สมควรจัดตั้งสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับราชการทางการเมืองของนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี (๒) ปริมาณงานของกองบังคับคดีล้มละลายและกองบังคับคดีแพ่งในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ได้เพิ่มมากขึ้นและงานบางส่วน เช่น
งานธุรการของคณะกรรมการตุลาการ ยังมิได้จัดให้เป็นส่วนราชการตามกฎหมาย นอกจากนี้สมควรมีหน่วยงานทำหน้าที่ส่งเสริมงานตุลาการโดยเฉพาะซึ่งช่วยทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาได้เป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ สมควรปรับปรุงส่วนราชการของกระทรวงยุติธรรมเสียใหม่ให้เหมาะสม
โดยยกฐานะกองบังคับคดีล้มละลายและกองบังคับคดีแพ่งขึ้นเป็นกรมบังคับคดี และรวมงานธุรการคณะกรรมการตุลาการและกองการคดีในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ขึ้นเป็นสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ ในการนี้ จำต้องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๑๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรส่งเสริมให้กิจการเยาวชนแห่งชาติได้มีส่วนประสานงานอย่างใกล้ชิดกับส่วนราชการอื่นในกระทรวงศึกษาธิการ ในการนี้ จำต้องจัดให้มีส่วนราชการเกี่ยวกับกิจการเยาวชนแห่งชาติขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ
โดยโอนสำนักงานเยาวชนแห่งชาติจากสำนักนายกรัฐมนตรี มาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และเปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานส่งเสริมเยาวชน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลให้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๑๘ ต่อสภานิติบัญญัติซึ่งให้มีสำนักงานคณะกรรมการคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติขึ้น มีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
อันเป็นราชการซึ่งมิได้อยู่ภายในอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะ สมควรให้สำนักงานดังกล่าวเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายให้ยกฐานะวิทยาลัยเกษตรกรรมเชียงใหม่ ในกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ขึ้นเป็นสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรสมควรโอนสถาบันเทคโนโลยีการเกษตร ไปสังกัดและเป็นส่วนราชการในทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งวิทยาลัยเทคโนโลยีอาชีวศึกษา ให้มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษา สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เพื่อแบ่งส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการให้สอดคล้องกัน
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ ในการนี้
จำต้องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ โดยให้กระทรวงการคลังมีอำนาจหน้าที่ในการปกครอง ดูแล และบำรุงรักษา รวมทั้งจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ราชพัสดุ สมควรแก้ไขอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๑๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ซึ่งกำหนดให้จัดตั้งสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นทบวงการเมือง มีฐานะเทียบเท่ากรมขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กิจกรรมของสมาคมอาเซียนได้ขยายตัวออกไปกว้างขวางเป็นลำดับทั้งในด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง และปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศสมาชิกอาเซียน และนับวันงานของสมาคมอาเซียนจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ
สังคม และอื่น ๆ รัฐบาลไทยมีนโยบายที่จะใช้สมาคมอาเซียนเป็นวิถีทางสำคัญเพื่อบรรลุเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ ในการนี้ จำเป็นต้องจัดตั้งสำนักงานอาเซียนแห่งประเทศไทยขึ้นในกระทรวงการต่างประเทศ มีฐานะเป็นกรม
ให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานด้านอาเซียนเพื่อให้งานของอาเซียนดำเนินไปโดยมีประสิทธิภาพ และเป็นหน่วยประสานงานกับหน่วยราชการต่าง ๆ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ดำเนินการ (๑) โอนเงินงบประมาณ ทรัพย์สินและหนี้ของกรมวิเทศสหการ สำนักนายกรัฐมนตรี เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับหรือที่ใช้ในโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชาวไทยภูเขาไปเป็นของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักนายกรัฐมนตรี (๒)
โอนเงินงบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข เฉพาะเงินอุดหนุนเท่าที่เหลืออยู่ในวันที่นายกรัฐมนตรีสั่งโอนตามวรรคสอง ไปเป็นของสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สำนักนายกรัฐมนตรี (๓) โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ของเลขาธิการคณะกรรมการปราบปรามยาเสพติดให้โทษ
ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับ ไปเป็นของเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด การดำเนินการโอนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด สมควรให้สำนักงานดังกล่าวมีฐานะเป็นกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๕) พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากงานของสำนักงานส่งเสริมเยาวชน กระทรวงศึกษาธิการ เป็นงานที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นในกระทรวงศึกษาธิการ เห็นสมควรยุบเลิกสำนักงานส่งเสริมเยาวชน กระทรวงศึกษาธิการ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๖) พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๑๘ กำหนดให้มีสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ให้ความเห็นในเรื่องใด ๆ ตามที่นายกรัฐมนตรีปรึกษา และหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
สมควรให้มีสำนักงานสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ด้านบริหารและธุรการให้แก่สภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี โดยให้มีฐานะเป็นกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๗) พ.ศ. ๒๕๑๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ในภาวการณ์ปัจจุบันนี้ ภัยอันเป็นอันตรายต่อเอกภาพของประเทศย่อมมีมาได้จากทั้งภายในและภายนอก เห็นควรกำหนดอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมเสียใหม่ให้ชัดแจ้งและคลุมถึงการป้องกันภัยอันที่คุกคามราชอาณาจักร ที่มาจากทั้งภายในและภายนอกประเทศได้
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๘) พ.ศ. ๒๕๒๐
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗ ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ และบรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ ซึ่งทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐเป็นเจ้าหน้าที่ และอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ
ไปเป็นของทบวงมหาวิทยาลัย หรือของรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย หรือเจ้าหน้าที่ทบวงมหาวิทยาลัย แล้วแต่กรณี
มาตรา ๘ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ ไปเป็นของทบวงมหาวิทยาลัย
มาตรา ๙ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งใดอ้างถึงทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ หรืออ้างถึงทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ สำนักนายกรัฐมนตรี ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือคำสั่งนั้น อ้างถึงทบวงมหาวิทยาลัย ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๐ ให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีนโยบายที่จะให้การดำเนินงานของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สมควรปรับปรุงฐานะของทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐจากการเป็นทบวงในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นทบวงซึ่งไม่สังกัดส่วนราชการอื่น และเปลี่ยนชื่อจากทบวงมหาวิทยาลัยของรัฐ
เป็นทบวงมหาวิทยาลัย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐
โดยที่สมควรให้มีสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติทำหน้าที่ด้านบริหารและธุรการให้แก่สภานโยบายแห่งชาติ และโอนกิจการบริหารของสำนักงานสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๒ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยที่สมควรให้มีสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติทำหน้าที่ด้านบริหารและธุรการให้แก่สภานโยบายแห่งชาติ
และโอนกิจการบริหารของสำนักงานสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี
ข้อ ๓ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้
ข้อ ๔ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๑๙) พ.ศ. ๒๕๒๑
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๑ ซึ่งให้มีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติมีหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริมและประสานงานเยาวชนแห่งชาติ
อันเป็นราชการซึ่งมิได้อยู่ในอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งโดยเฉพาะแล้ว สมควรให้สำนักงานดังกล่าวเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๐) พ.ศ. ๒๕๒๑
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติส่งเสริมการพาณิชยนาวี พ.ศ. ๒๕๒๑ กำหนดให้มีสำนักงานคณะกรรมการพาณิชยนาวี ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์โครงการแผนงาน หรือมาตรการในทางวิชาการเกี่ยวกับการพาณิชยนาวี เพื่อการพัฒนาส่งเสริม ควบคุม
คุ้มครองและประสานงานการพาณิชยนาวี สมควรให้สำนักงานดังกล่าวเป็นส่วนราชการ มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงคมนาคม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๑) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินโดยพระราชบัญญัติการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. ๒๕๒๒ และพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินขึ้น สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน
พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๒) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควร (๑) จัดตั้งกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงานขึ้น ให้มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบาย แผน กำกับ การปฏิบัติการ และดำเนินงานเกี่ยวกับการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน เพื่อให้การปฏิบัติงานเกี่ยวกับการวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและการพลังงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเพื่อประโยชน์ในการประสานงานให้สอดคล้องกัน อันจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงแห่งชาติ (๒) จัดตั้งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ขึ้นในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อทำหน้าที่ในด้านการรวบรวมข้อมูล
การวิเคราะห์นโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ การวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ตลอดจนทำหน้าที่ประสานงานและติดตามผลการปฏิบัติงานของหน่วยงานต่าง ๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (๓) จัดตั้งสำนักงานประกันภัย
ขึ้นในกระทรวงพาณิชย์เพื่อให้สามารถควบคุมส่งเสริมธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย รวมทั้งให้บริการแก่ประชาชนผู้เอาประกันในด้านต่าง ๆ ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น (๔) จัดตั้งกรมการศึกษานอกโรงเรียนและสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน วิจัย พัฒนา
อุดหนุน ส่งเสริม ประสานงาน ให้บริการและดำเนินงานในด้านการศึกษานอกโรงเรียน และทำหน้าที่เกี่ยวกับการวางแผน วิจัย กำหนด รักษาและเผยแพร่วัฒนธรรมแห่งชาติตามลำดับ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๓) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมขึ้นเป็นส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกรม สังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม โดยรวมสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม
และสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศซึ่งเป็นส่วนราชการในกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าด้วยกัน ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมอุตสาหกรรม เพื่อความปลอดภัย และเพื่อป้องกันความเสียหายอันอาจเกิดแก่ประชาชนหรือแก่กิจการอุตสาหกรรม หรือเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๔) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๔ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี ไปเป็นของส่วนราชการอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีกำหนด การกำหนดของนายกรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งให้มีผลบังคับเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๙๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
มาตรา ๕ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สภานโยบายแห่งชาติจะสิ้นสภาพไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันจะเป็นผลให้สำนักงานสภานโยบายแห่งชาติซึ่งจัดตั้งขึ้นโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑ ลงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๐ ต้องยุบเลิกไปด้วย ในการนี้
จำต้องโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้าง และเงินงบประมาณของสำนักงานสภานโยบายแห่งชาติไปเป็นของส่วนราชการอื่น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๕) พ.ศ. ๒๕๒๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดขึ้นตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พ.ศ. ๒๕๒๑ และให้มหาวิทยาลัยนี้เป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๒๓
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครู มีฐานะเป็นกรมในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการประถมศึกษา และการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครู ในการนี้ จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ
๒๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๗) พ.ศ. ๒๕๒๗
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้จัดตั้งสำนักเลขาธิการอาเซียนขึ้นที่กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งชื่อดังกล่าวมีส่วนซ้ำซ้อนกับชื่อของ “สำนักงานอาเซียนแห่งประเทศไทย”
ซึ่งเป็นส่วนราชการมีฐานะเป็นกรมในกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้เกิดความสับสนในการเรียกชื่อของสองสำนักงานฯ นี้ สมควรเปลี่ยนชื่อ “สำนักงานอาเซียนแห่งประเทศไทย” ในกระทรวงการต่างประเทศ เป็น “กรมอาเซียน” จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๘) พ.ศ. ๒๕๒๘
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ได้มีการตราพระราชบัญญัติข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๒๘ ขึ้น โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดให้มีสำนักข่าวกรองแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการข่าวกรองและการต่อต้านข่าวกรองของชาติ และการรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน
สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยเปลี่ยนให้กรมประมวลข่าวกลางเป็นสำนักข่าวกรองแห่งชาติเพื่อปฏิบัติงานด้านข่าวกรองของชาติตามพระราชบัญญัติดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๒๙) พ.ศ. ๒๕๒๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ โดยยกฐานะวิทยาเขตเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตธนบุรี และวิทยาเขตพระนครเหนือเป็นสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตามลำดับ โดยกำหนดให้สถาบันแต่ละแห่งเป็นนิติบุคคลสังกัดอยู่ในทบวงมหาวิทยาลัย แต่เนื่องจากการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าฯ ดังกล่าวได้ประกาศใช้เป็นกฎหมายไปแล้วโดยพระราชบัญญัติดังกล่าวประกาศใช้เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๘ และมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่
๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙ ดังนั้น เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สมบูรณ์แบบและเป็นไปด้วยความถูกต้อง จึงจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓๐) พ.ศ. ๒๕๓๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า “สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล” และได้มีการตราพระราชบัญญัติเปลี่ยนชื่อวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา
เป็นสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล พ.ศ. ๒๕๓๒ ขึ้น ในการนี้สมควรปรับปรุงส่วนราชการในกระทวงศึกษาธิการ โดยแก้ไขเพิ่มเติมข้อ ๒๔ แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓๑) พ.ศ. ๒๕๓๓
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :– เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่สำนักงานประกันภัยเป็นส่วนราชการในกระทรวงพาณิชย์ซึ่งมีฐานะเป็นกรม มีหน้าที่ควบคุมและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย และสำนักงานฯ นี้ไม่ใช่หน่วยงานที่ปฏิบัติงานในรูปของคณะกรรมการหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ด้านวิชาการ
ประกอบกับเพื่อป้องกันมิให้บุคคลภายนอกหรือประชาชนทั่วไปเข้าใจว่าสำนักงานฯ เป็นหน่วยงานของเอกชน และโดยที่ได้มีการปรับปรุงหน้าที่ความรับผิดชอบของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ กระทรวงพาณิชย์ ให้ดำเนินการเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมการส่งออก ฉะนั้น จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙
กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ เปลี่ยนชื่อ “สำนักงานประกันภัย” เป็น “กรมการประกันภัย” และเปลี่ยนชื่อ “กรมพาณิชย์สัมพันธ์” เป็น “กรมส่งเสริมการส่งออก” จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓๒) พ.ศ. ๒๕๓๓
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการแยกกิจการของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒบางส่วนไปจัดตั้งเป็นมหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยบูรพา กับได้มีการยกฐานะวิทยาลัยอุบลราชธานี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
โดยกำหนดให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งนั้นเป็นนิติบุคคล มีฐานะเป็นกรมในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นจ้องตราพระราชบัญญัตินี้
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับที่ ๓๓) พ.ศ. ๒๕๓๓
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมได้กำหนดให้จัดตั้งสำนักงานประกันสังคมขึ้นมีฐานะเป็นกรมในกระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับประกันสังคม สมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕
จึงจำเป็นจ้องตราพระราชบัญญัตินี้
ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๗ เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ลงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงระบบการบริหารงานยุติธรรม ในส่วนที่เกี่ยวกับงานของอัยการให้มีความเป็นอิสระเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ยิ่งขึ้นและเพื่อมิให้อิทธิพลทางการเมืองก้าวก่ายการดำเนินคดี ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นธรรมแก่ประชาชนโดยส่วนรวมยิ่งขึ้นสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับที่ ๒๑๖ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้
ข้อ ๔ ให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย และบรรดาอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหริอข้อบังคับซึ่งกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ และบรรดาอำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย
ไปเป็นของสำนักงานอัยการสูงสุด หรือของนายกรัฐมนตรี หรือของเจ้าหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด แล้วแต่กรณี
ข้อ ๕ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ข้าราชการ ลูกจ้างและเงินงบประมาณของกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทย ไปเป็นของสำนักงานอัยการสูงสุด
ข้อ ๖ บทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ หรือคำสั่งใดอ้างถึงกรมอัยการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับซึ่งกรมอัยการ กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าหน้าที่ อธิบดีกรมอัยการ รองอธิบดีกรมอัยการ ให้ถือว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ
หรือคำสั่งนั้นอ้างถึงสำนักงานอัยการสูงสุด นายกรัฐมนตรี อัยการสูงสุด และรองอัยการสูงสุด
ข้อ ๗ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้
ข้อ ๘ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับนี้ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).