ข้อ ๑ ในประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ “เด็ก” หมายความว่า ผู้ซึ่งอายุไม่ครบสิบแปดปีบริบูรณ์และยังไม่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส “ประพฤติตนไม่สมควร” หมายความว่า ประพฤติตนไม่สมควรแก่วัยตามที่กำหนดในกฎกระทรวง “สถานแรกรับเด็ก” หมายความว่า สถานที่รับเด็กไว้ชั่วคราว
เพื่อวิเคราะห์และพิจารณาวิธีการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพที่เหมาะสมแก่เด็ก “สถานรับเลี้ยงเด็ก” หมายความว่า สถานที่รับเลี้ยงเด็กซึ่งมีอายุไม่เกินเจ็ดปีบริบูรณ์ และมีจำนวนเกินห้าคนซึ่งไม่เกี่ยวข้องเป็นญาติกับผู้เลี้ยง แต่ไม่รวมถึงสถานพยาบาลหรือโรงเรียนอนุบาล “สถานสงเคราะห์เด็ก” หมายความว่า
สถานที่ให้การอุปการะเลี้ยงดูเด็กซึ่งพึงได้รับการสงเคราะห์ และมีจำนวนเกินเจ็ดคน “สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก” หมายความว่า สถานที่ให้การศึกษาอบรมฝึกอาชีพ และแก้ไขความประพฤติแก่เด็กซึ่งมีปัญหาทางความประพฤติ และมีอายุเกินเจ็ดปีบริบูรณ์ “สถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว” หมายความว่า
สถานที่ให้คำแนะนำแก้ไขปัญหาของเด็กและครอบครัวเกี่ยวกับอันตรายอันอาจเกิดขึ้นแก่เด็กทั้งทางร่างกาย จิตใจ และศีลธรรม “ผู้ปกครอง” หมายความว่า บุคคลซึ่งรับเด็กไว้ในความอุปการะเลี้ยงดู หรือซึ่งให้เด็กอาศัยอยู่เป็นประจำ “ผู้ปกครองสวัสดิภาพ” หมายความว่า
ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ “ผู้ว่าราชการจังหวัด” หมายความว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดในท้องที่ที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ นอกจากนครหลวงกรุงเทพธนบุรี
และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายด้วย “อธิบดี” หมายความว่า อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ* และหมายความรวมถึงผู้ซึ่งได้รับมอบหมายด้วย
ข้อ ๒ ให้อธิบดีมีอำนาจจัดตั้งสถานแรกรับเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์เด็ก สถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็ก และสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัวได้ตามความจำเป็น การจัดตั้งสถานแรกรับเด็กและสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจจัดตั้งสถานรับเลี้ยงเด็กและสถานแนะแนวปัญญาเด็กและครอบครัวได้ตามความจำเป็นภายในเขตจังหวัดของตน ให้สถานแรกรับเด็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก สถานสงเคราะห์เด็ก หรือสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามวรรคหนึ่งและวรรคสาม มีผู้ปกครองสวัสดิภาพคนหนึ่ง
มีอำนาจปกครองดูแลเด็กเท่าที่เกี่ยวกับความประพฤติและความเป็นอยู่ของเด็กตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในสถานดังกล่าว
ข้อ ๓ ให้อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครองสวัสดิภาพและพนักงานเจ้าหน้าที่ เพื่อปฏิบัติการตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจแต่งตั้งผู้ปกครองสวัสดิภาพสำหรับสถานรับเลี้ยงเด็ก และพนักงานเจ้าหน้าที่สำหรับสถานแนะแนวปัญหาเด็กและครอบครัว ที่ตั้งขึ้นตามข้อ ๒ วรรคสาม
ให้ถือว่าผู้ปกครองสวัสดิภาพและพนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
ข้อ ๔ เมื่อเด็กตกอยู่ในความปกครองดูแลของผู้ปกครองสวัสดิภาพครบกำหนดหนึ่งปีแล้ว ถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองขอรับเด็กนั้นกลับไปอุปการะเลี้ยงดูเอง ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี วินิจฉัยสั่งการตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๕ บิดามารดาหรือผู้ปกครองเด็กอาจโต้แย้งคำสั่งของอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดที่สั่งตามข้อ ๔ ข้อ ๑๐ วรรคสี่ หรือข้อ ๑๔ วรรคสองได้ โดยยื่นคำร้องต่อศาลคดีเด็กและเยาวชนหรือศาลจังหวัดในกรณีที่ไม่มีศาลคดีเด็กและเยาวชนในท้องที่ที่บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กนั้นมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในเขตอำนาจ
คำวินิจฉัยของศาลคดีเด็กและเยาวชนหรือศาลจังหวัดดังกล่าวให้เป็นที่สุด
ข้อ ๖ บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กซึ่งได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ มีหน้าที่ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการเกี่ยวกับการที่ทางราชการให้การสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กตามระเบียบและในอัตราที่อธิบดีกำหนด
ในกรณีที่อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นว่าเด็กใดได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเพียงพอแล้ว และบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กมีความสามารถเหมาะสมที่จะอุปการะเลี้ยงดูเด็กได้ ให้อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี
มีอำนาจมอบตัวเด็กนั้นคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองถ้าบิดามารดาหรือผู้ปกครองไม่รับเด็กคืนภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งให้รับมอบตัวเด็กกลับไป บิดามารดาหรือผู้ปกครองต้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการเป็นจำนวนสองเท่าของอัตราตามที่อธิบดีกำหนดตามวรรคหนึ่ง
สำหรับระยะเวลานับแต่วันที่ครบกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งดังกล่าว การชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูหรือค่าบริการตามข้อนี้ อธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี มีอำนาจผ่อนผันหรือยกเว้นได้ตามที่เห็นสมควร
ข้อ ๗ เพื่อประโยชน์ในการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ร้อยตำรวจตรีขึ้นไปซึ่งรับราชการอยู่ในท้องที่ที่บิดามารดา ผู้ปกครองหรือเด็กมีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ มีอำนาจดังต่อไปนี้ (๑)
ซักถามเด็กเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าเด็กนั้นพึงได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ หรือนำเด็กนั้นไปกักตัวไว้ ณ ที่ทำการเท่าเวลาที่จะสอบถามถ้อยคำที่จำเป็นจากเด็ก บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็กหรือจากผู้เกี่ยวข้องรู้เห็น แล้วแต่กรณี และให้กระทำโดยมิชักช้า
ห้ามมิให้ใช้วิธีกักตัวเด็กเพื่อป้องกันการหลบหนีเกินความจำเป็น (๒) เรียกบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็ก หรือบุคคลอื่นที่สามารถให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือความประพฤติของเด็ก มาให้ถ้อยคำ (๓) สั่งให้บิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็ก เจ้าของ
หรือผู้ครอบครองสถานที่ที่เด็กอาศัยอยู่หรือที่เด็กกำลังศึกษาหรือทำงาน ส่งพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือความประพฤติของเด็ก (๔) เข้าไปในสถานที่อยู่อาศัยของบิดามารดาหรือผู้ปกครองของเด็ก หรือของบุคคลที่เด็กเข้าไปเกี่ยวข้อง เพื่อสอบถามและรวบรวมพยานหลักฐานเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือความประพฤติของเด็ก
(๕) มอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครอง หรือมอบตัวเด็กคืนบิดามารดาหรือผู้ปกครองพร้อมทั้งว่ากล่าวตักเตือนบิดามารดาหรือผู้ปกครองให้ปกครองดูแลและอุปการะเลี้ยงดูมิให้เด็กนั้นประพฤติตนไม่สมควรอีก หรือส่งเด็กไปสถานแรกรับเด็ก
ข้อ ๘ เมื่อได้รับตัวเด็กตามข้อ ๗ (๕) ข้อ ๑๑ ข้อ ๑๓ (๑) และข้อ ๑๕ ไว้แล้ว ให้สถานแรกรับเด็กทำการวิเคราะห์และพิจารณาวิธีการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กแต่ละรายแล้วเสนอความเห็นพร้อมทั้งประวัติของเด็กไปยังอธิบดีหรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี โดยมิชักช้า
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).