พระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นปีที่ ๑๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๐๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๕ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร “มาตรา ๕ ทวิ บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร ผู้ใดกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นนอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร
ในกรณีที่มิใช่ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญา ถ้าได้มีคำพิพากษาของศาลในต่างประเทศอันถึงที่สุดให้ปล่อยตัวผู้นั้น หรือศาลในต่างประเทศพิพากษาให้ลงโทษและผู้นั้นได้พ้นโทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษผู้นั้นในราชอาณาจักรเพราะการกระทำนั้นอีก
แต่ถ้าผู้นั้นยังไม่พ้นโทษ ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หรือจะไม่ลงโทษเลยก็ได้”
มาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๓ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๗ ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร มีอำนาจลงทัณฑ์แก่ทหารผู้กระทำความผิดต่อวินัยทหารตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร
ไม่ว่าเป็นการกระทำความผิดในหรือนอกราชอาณาจักร”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายอาญาทหารแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๖๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๘ การกระทำความผิดอย่างใด ๆ ที่บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ มาตรา ๒๙ มาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ มาตรา
๓๔ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๓๗ มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ แห่งประมวลกฎหมายนี้ ถ้าผู้มีอำนาจบังคับบัญชาตามกฎหมายว่าด้วยวินัยทหาร พิจารณาเห็นว่าเป็นการเล็กน้อยไม่สำคัญให้ถือว่าเป็นความผิดต่อวินัยทหาร และให้มีอำนาจลงทัณฑ์ตามมาตรา ๗
เว้นแต่ผู้มีอำนาจแต่งตั้งตุลาการตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหารจะสั่งให้ส่งตัวผู้กระทำความผิดไปดำเนินคดีในศาลทหาร หรือจะมีการดำเนินคดีนั้นในศาลพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร จึงให้เป็นไปตามนั้น”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๙ ความที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ ให้ใช้ตลอดถึงความผิดลหุโทษ และความผิดที่เปรียบเทียบได้ตามกฎหมาย”
มาตรา ๗ ให้แก้คำว่า “ศาลทหารบกหรือศาลทหารเรือศาลใด” ในมาตรา ๑๒ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหารซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญาทหาร พุทธศักราช ๒๔๗๓ เป็น “ศาลทหาร”
มาตรา ๘ ให้แก้คำว่า “ทหารบก ทหารเรือ” ในมาตรา ๑๔ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร และมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๓ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ และมาตรา ๔๗ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหารซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประมวลกฎหมายอาญาทหารแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช ๒๔๖๙ เป็น “ทหาร” ทุกแห่ง
มาตรา ๙ ให้แก้คำว่า “พลทหารบกทหารเรือ” ในมาตรา ๔๕ แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร เป็น “พลทหาร”
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สอดคล้องกับประมวลกฎหมายอาญา และพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๐๕ และเพื่อให้ศาลทหารมีอำนาจลงโทษบุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ซึ่งกระทำความผิดนอกราชอาณาจักรได้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).