พระราชกฤษฎีกา กำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน ของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๖๑
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๑ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๖๑”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิก (๑) พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๕๔ (๒) พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน
ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๖ (๓) พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘
มาตรา ๔ ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ผู้ประกันตน” หมายความว่า ผู้ซึ่งจ่ายเงินสมทบอันก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ “เงินสมทบ” หมายความว่า เงินที่จัดเก็บจากผู้ประกันตนตามพระราชกฤษฎีกานี้ “เงินบำเหน็จชราภาพ” หมายความว่า เงินบำเหน็จที่จ่ายให้ครั้งเดียว “สำนักงาน”
หมายความว่า สำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมจังหวัด สำนักงานประกันสังคมจังหวัดสาขา สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสถานที่อื่นตามที่เลขาธิการประกาศกำหนด
มาตรา ๕ ให้ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเป็นรายเดือน เดือนละครั้ง ทั้งนี้ ผู้ประกันตนอาจจ่ายเงินสมทบล่วงหน้าได้ครั้งละไม่เกินสิบสองเดือน แต่ไม่อาจจ่ายเงินสมทบย้อนหลังได้ การจ่ายเงินสมทบในวันใดของเดือนใดให้ถือเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้นและเดือนต่อไปตามจำนวนเงินสมทบที่จ่ายล่วงหน้า
ในกรณีที่ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบล่วงหน้าครั้งละเกินจำนวนหนึ่งเดือนขึ้นไป และผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย ให้สำนักงานคืนเงินสมทบส่วนที่จ่ายล่วงหน้าให้แก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินสมทบนั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้ทำหนังสือระบุไว้ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา
หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิรับเงินสมทบตามวรรคสอง ให้ทายาทของผู้ประกันตนดังต่อไปนี้มีสิทธิได้รับเงินสมทบตามลำดับ หากบุคคลลำดับใดมีจำนวนมากกว่าหนึ่งคน ให้บุคคลลำดับนั้นได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน (๑) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (๒) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา (๓) ปู่
ย่า ตา ยาย (๔) ลุง ป้า น้า อา
มาตรา ๖ ให้ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ และประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตรา ดังต่อไปนี้ (๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
เดือนละสี่สิบสองบาท (๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละเจ็ดสิบบาท
มาตรา ๗ ให้ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย และประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตรา ดังต่อไปนี้ (๑) ตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๓๑
กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เดือนละหกสิบบาท (๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละหนึ่งร้อยบาท
มาตรา ๘ ให้ผู้ประกันตนซึ่งจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพ ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ และประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร เมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตรา ดังต่อไปนี้ (๑) ตั้งแต่วันที่ ๑
กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๕ ถึงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เดือนละหนึ่งร้อยแปดสิบบาท (๒) ตั้งแต่วันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นต้นไป เดือนละสามร้อยบาท
มาตรา ๙ ผู้ประกันตนมีสิทธิเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ หรือมาตรา ๘ โดยแสดงความจำนงต่อสำนักงานตามแบบที่เลขาธิการกำหนด และให้มีผลตั้งแต่เดือนถัดจากเดือนที่แสดงความจำนงเป็นต้นไป ทั้งนี้ ผู้ประกันตนมีสิทธิเปลี่ยนแปลงการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนได้ปีละหนึ่งครั้ง
มาตรา ๑๐ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ ซึ่งเปลี่ยนมาจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา ๘ หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบเงื่อนไขที่จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา ๘ ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ แล้วแต่กรณี สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ ซึ่งเปลี่ยนมาจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา ๖
หรือมาตรา ๗ หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบเงื่อนไขที่จะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ แล้วแต่กรณี โดยให้นับการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ และมาตรา ๘ รวมเข้าด้วยกัน
มาตรา ๑๑ ผู้ประกันตนหรือบุคคลอื่นใดเห็นว่าตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามมาตรา ๖ มาตรา ๗ หรือมาตรา ๘ และประสงค์จะขอรับประโยชน์ทดแทนนั้น ให้ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนต่อสำนักงานตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดภายในสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ และให้เลขาธิการหรือผู้ซึ่งเลขาธิการมอบหมายพิจารณาสั่งการโดยเร็ว
ในกรณีที่ยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนเกินสองปีนับแต่วันที่มีสิทธิ ผู้ยื่นคำขอต้องแสดงเหตุผลและความจำเป็นที่ไม่อาจยื่นภายในกำหนดเวลาดังกล่าวต่อเลขาธิการ หากเลขาธิการเห็นว่ามีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอให้รับคำขอนั้นไว้พิจารณา
ในกรณีที่มีการสั่งจ่ายประโยชน์ทดแทนตามวรรคหนึ่งเป็นตัวเงินและได้แจ้งให้ผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิทราบแล้ว หากผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิไม่มารับประโยชน์ทดแทนดังกล่าวภายในสองปีนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานตามวรรคหนึ่ง ให้เงินนั้นตกเป็นของกองทุน
มาตรา ๑๒ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสี่เดือนก่อนประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน ดังต่อไปนี้ (๑) อัตราวันละสามร้อยบาท ปีละไม่เกินสามสิบวัน
กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลประเภทผู้ป่วยในตั้งแต่หนึ่งวันขึ้นไป (๒) อัตราวันละสองร้อยบาท ปีละไม่เกินสามสิบวัน กรณีแพทย์ของสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลมีความเห็นให้หยุดพักเพื่อการรักษาพยาบาลตั้งแต่สามวันขึ้นไป (๓)
อัตราครั้งละห้าสิบบาท ปีละไม่เกินสามครั้ง กรณีที่ไม่ได้พักรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลตาม (๑) และไม่มีความเห็นของแพทย์ให้หยุดพักเพื่อการรักษาพยาบาลตาม (๒) โดยมีใบรับรองแพทย์มาแสดงต่อสำนักงาน ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ตาม (๑)
และ (๒) เมื่อนับรวมกันแล้วต้องไม่เกินปีละสามสิบวัน
มาตรา ๑๓ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพเมื่อคณะกรรมการการแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นผู้ทุพพลภาพหรือทุพพลภาพเพิ่มขึ้นเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ต่อเดือนเป็นระยะเวลาสิบห้าปี ดังต่อไปนี้ (๑) อัตราเดือนละห้าร้อยบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพ
ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน (๒) อัตราเดือนละหกร้อยห้าสิบบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลายี่สิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน (๓) อัตราเดือนละแปดร้อยบาท
ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสี่สิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่เดือน (๔) อัตราเดือนละหนึ่งพันบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาหกสิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามสิบหกเดือน
ในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ให้สิทธิในการรับเงินทดแทนการขาดรายได้ดังกล่าวเป็นอันระงับในเดือนถัดไป และให้บุคคลตามมาตรา ๑๔ วรรคสาม (๑) มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพ
มาตรา ๑๔ ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗ ถึงแก่ความตาย ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบสองเดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน ผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายเพราะอุบัติเหตุ หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง
ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายด้วย ต่อเมื่อภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน ประโยชน์ทดแทนในกรณีตาย มีดังต่อไปนี้ (๑) เงินค่าทำศพในอัตราสองหมื่นห้าพันบาท ให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (ก)
บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน (ข) สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน (ค) บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน (๒) เงินสงเคราะห์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายจำนวนแปดพันบาท
ต่อเมื่อผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกสิบเดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย โดยให้จ่ายแก่บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์นั้น แต่ถ้าผู้ประกันตนมิได้ทำหนังสือระบุไว้ให้นำมาเฉลี่ยจ่ายให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน
ในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ให้จ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามวรรคสามด้วย ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพนั้นอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินค่าทำศพกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
และในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพตามวรรคสี่ในเวลาเดียวกัน ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเพียงทางเดียว
มาตรา ๑๕ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสี่เดือนก่อนเดือนที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามเดือน ดังต่อไปนี้ (๑) อัตราวันละสามร้อยบาท ปีละไม่เกินเก้าสิบวัน
กรณีเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลประเภทผู้ป่วยในตั้งแต่หนึ่งวันขึ้นไป (๒) อัตราวันละสองร้อยบาท ปีละไม่เกินเก้าสิบวัน กรณีแพทย์ของสถานพยาบาลของรัฐหรือสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืนตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลมีความเห็นให้หยุดพักเพื่อการรักษาพยาบาลตั้งแต่สามวันขึ้นไป
ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ตาม (๑) และ (๒) เมื่อนับรวมกันแล้วต้องไม่เกินปีละเก้าสิบวัน
มาตรา ๑๖ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพเมื่อคณะกรรมการการแพทย์วินิจฉัยแล้วว่าเป็นผู้ทุพพลภาพหรือทุพพลภาพเพิ่มขึ้น เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ต่อเดือนตลอดชีวิต ดังต่อไปนี้ (๑) อัตราเดือนละห้าร้อยบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพ
ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน (๒) อัตราเดือนละหกร้อยห้าสิบบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลายี่สิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบสองเดือน (๓) อัตราเดือนละแปดร้อยบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสี่สิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพ
ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่เดือน (๔) อัตราเดือนละหนึ่งพันบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาหกสิบเดือนก่อนเดือนที่ทุพพลภาพ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าสามสิบหกเดือน ในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพถึงแก่ความตาย
ให้สิทธิในการรับเงินทดแทนการขาดรายได้ดังกล่าวเป็นอันระงับในเดือนถัดไป และให้บุคคลตามมาตรา ๑๗ วรรคสาม มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพ
มาตรา ๑๗ ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ ถึงแก่ความตาย ให้จ่ายเงินซึ่งเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีตายโดยจ่ายเป็นเงินค่าทำศพในอัตราห้าหมื่นบาท ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบสองเดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตายผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหกเดือน ผู้ประกันตนที่ถึงแก่ความตายเพราะอุบัติเหตุ
หากจ่ายเงินสมทบไม่ครบตามเงื่อนไขที่กำหนดในวรรคหนึ่ง ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีตายด้วย ต่อเมื่อภายในระยะเวลาหกเดือนก่อนเดือนที่ถึงแก่ความตาย ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งเดือน การจ่ายเงินค่าทำศพให้จ่ายแก่บุคคลตามลำดับ ดังต่อไปนี้ (๑)
บุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้จัดการศพและได้เป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน (๒) สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน ซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน (๓) บุคคลอื่นซึ่งมีหลักฐานแสดงว่าเป็นผู้จัดการศพผู้ประกันตน
ในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพถึงแก่ความตาย ให้จ่ายเงินซึ่งเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีตายตามวรรคหนึ่งด้วย ในกรณีที่ผู้ประกันตนที่ทุพพลภาพนั้นอยู่ในข่ายที่จะได้รับเงินค่าทำศพกรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตายในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง
และในฐานะที่เป็นผู้ประกันตนซึ่งได้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพตามวรรคสี่ในเวลาเดียวกัน ให้มีสิทธิได้รับเงินค่าทำศพกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเพียงทางเดียว
มาตรา ๑๘ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรต่อเมื่อภายในระยะเวลาสามสิบหกเดือนก่อนเดือนที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทน ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่เดือน ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตรเป็นเงินสงเคราะห์บุตร
สำหรับบุตรซึ่งมีอายุไม่เกินหกปีบริบูรณ์จำนวนคราวละไม่เกินสองคน ในอัตราสองร้อยบาทต่อเดือนต่อบุตรหนึ่งคน โดยที่บุตรดังกล่าวนั้นไม่รวมถึงบุตรบุญธรรมหรือบุตรซึ่งได้ยกให้เป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นบุตรที่เกิดก่อนหรือหลังการเป็นผู้ประกันตน
และผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์บุตรในเดือนใดต้องมีการจ่ายเงินสมทบในเดือนนั้นด้วย
มาตรา ๑๙ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๗ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ โดยให้คิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละห้าสิบบาทคูณด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน พร้อมด้วยผลประโยชน์ตอบแทนรายปีที่สำนักงานประกาศกำหนดในแต่ละปี
เมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และไม่ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งประสงค์จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มขึ้น ให้จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมจากอัตราที่กำหนดได้ แต่เงินสมทบที่จะจ่ายเพิ่มเติมนั้นต้องไม่เกินเดือนละหนึ่งพันบาท
มาตรา ๒๐ ผู้ประกันตนตามมาตรา ๘ มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ โดยให้คิดจากอัตราเงินสมทบที่จ่ายเข้ากองทุนเดือนละหนึ่งร้อยห้าสิบบาทคูณด้วยจำนวนเดือนที่จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน พร้อมด้วยผลประโยชน์ตอบแทนรายปีที่สำนักงานประกาศกำหนดในแต่ละปี
เมื่อมีอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์และไม่ประสงค์จะเป็นผู้ประกันตนต่อไป ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งประสงค์จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มขึ้น ให้จ่ายเงินสมทบเพิ่มเติมจากอัตราที่กำหนดได้ แต่เงินสมทบที่จะจ่ายเพิ่มเติมนั้นต้องไม่เกินเดือนละหนึ่งพันบาท
ในกรณีที่ผู้ประกันตนตามวรรคหนึ่งจ่ายเงินสมทบตั้งแต่หนึ่งร้อยแปดสิบเดือนขึ้นไป ให้มีสิทธิรับเงินเพิ่มเติมจากบำเหน็จชราภาพอีกจำนวนหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๒๑ ในกรณีที่ผู้ประกันตนถึงแก่ความตายก่อนอายุครบหกสิบปีบริบูรณ์ หรือก่อนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามมาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ ให้จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพให้แก่สามีภริยา บิดามารดา บุตรของผู้ประกันตน
หรือบุคคลซึ่งผู้ประกันตนทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพในจำนวนที่เท่ากัน ในกรณีที่ไม่มีผู้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพตามวรรคหนึ่ง ให้ทายาทของผู้ประกันตนดังต่อไปนี้ มีสิทธิรับเงินบำเหน็จชราภาพตามลำดับ หากบุคคลลำดับใดมีจำนวนมากกว่าหนึ่งคน
ให้บุคคลลำดับนั้นได้รับส่วนแบ่งเท่ากัน (๑) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน (๒) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดา (๓) ปู่ ย่า ตา ยาย (๔) ลุง ป้า น้า อา
มาตรา ๒๒ สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนสิ้นสุดลง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๙ (๓) แสดงความจำนงต่อสำนักงานว่า ไม่ประสงค์เป็นผู้ประกันตนต่อไป การสิ้นสุดลงแห่งสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตาม (๒) และ (๓)
มิให้ใช้บังคับกับกรณีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีทุพพลภาพและประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
มาตรา ๒๓ ในกรณีที่ผู้ประกันตนหรือบุคคลซึ่งมีสิทธิตามพระราชกฤษฎีกานี้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีใดกรณีหนึ่งตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ และในพระราชกฤษฎีกานี้ในกรณีเดียวกัน ให้มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนที่มากกว่าได้เพียงกรณีเดียว
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับกรณีที่ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพ
มาตรา ๒๔ สิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามพระราชกฤษฎีกานี้ ไม่อาจโอนกันได้และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
มาตรา ๒๕ บุคคลใดเป็นผู้ประกันตนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ
ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้ประกันตนตามพระราชกฤษฎีกานี้
ในกรณีผู้ประกันตนที่มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ
ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๕๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้ผู้นั้นมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
มาตรา ๒๖ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณระยะเวลาที่จะก่อให้เกิดสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนตามที่บัญญัติไว้ในพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบตามพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน
ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.
๒๕๕๘ และระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบตามพระราชกฤษฎีกานี้เข้าด้วยกัน
มาตรา ๒๗ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๔๐ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๘ บัญญัติให้การกำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตน ประเภทของประโยชน์ทดแทนที่จะได้รับ
ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๔
附則
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน โดยเพิ่มอัตราการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีที่ผู้ประกันตนซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. ๒๕๓๓
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๕๘ ถึงแก่ความตาย เพื่อให้บุคคลผู้มีสิทธิตามมาตรา ๑๔ วรรคสาม และมาตรา ๑๗ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน
ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน พ.ศ. ๒๕๖๑ ได้รับเงินค่าทำศพและเงินสงเคราะห์อันเป็นประโยชน์ทดแทนในกรณีดังกล่าวในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๔
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ ยังคงแพร่ระบาดอย่างกว้างขวางอันส่งผลกระทบต่อผู้ประกันตน สมควรลดอัตราการจ่ายเงินสมทบของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ เป็นระยะเวลาหกเดือน
เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์และอัตราการจ่ายเงินสมทบ ประเภทของประโยชน์ทดแทน ตลอดจนหลักเกณฑ์และเงื่อนไขแห่งสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทนของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตน (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๕
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรลดอัตราการจ่ายเงินสมทบของบุคคลซึ่งสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา ๔๐ เป็นระยะเวลาหกเดือน
เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ประกันตนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจและสภาพการณ์ทางสังคมในปัจจุบันที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).