พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปรามการสนับสนุน ทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธ ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้
เพื่อให้มาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๗”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๘/๑ มาตรา ๘/๒ และมาตรา ๘/๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “มาตรา ๘/๑ การระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๑) ไม่กระทบถึงค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐาน
โดยบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗ หรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานมีสิทธิที่จะดำเนินการกับทรัพย์สินดังกล่าวเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานได้ ให้สำนักงานมีหน้าที่ดำเนินการให้บุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗
หรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานสามารถนำเงินหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการมาใช้เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานได้เท่าที่จำเป็นและเหมาะสม ในกรณีที่บุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗ หรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงานตามวรรคสอง
ไม่ว่าจะใช้สิทธิรับเงินหรือทรัพย์สินสำหรับค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วหรือไม่ก็ตาม ให้มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคห้า เพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยยื่นคำร้องต่อสำนักงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา
และให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสำนักงาน หากบุคคลที่ถูกกำหนดหรือผู้เป็นเจ้าหนี้ในค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวน อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้
การดำเนินการของสำนักงานตามวรรคสองและการพิจารณาทบทวนของคณะกรรมการตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง มาตรา ๘/๒ ค่าใช้จ่ายจำเป็นพื้นฐานตามมาตรา ๘/๑ หมายความว่า ค่าใช้จ่ายของบุคคลที่ถูกกำหนด รวมทั้งค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ของคู่สมรส บิดา มารดา
และบุตรซึ่งอยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของบุคคลที่ถูกกำหนด (๑) ค่าอาหาร (๒) ค่าเช่าที่อยู่อาศัยหรือค่าผ่อนชำระหนี้เพื่อที่อยู่อาศัย (๓) ค่ารักษาพยาบาล (๔) ค่าภาษี (๕) ค่าเบี้ยประกันภัย (๖) ค่าสาธารณูปโภค (๗) ค่าธรรมเนียมหรือค่าบริการในการดูแลรักษาบัญชีหรือทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สิน
(๘) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร (๙) ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด มาตรา ๘/๓ ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน โดยรู้อยู่แล้วว่าผู้ได้รับประโยชน์ทางการเงินหรือทรัพย์สินนั้นเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน สำหรับสิ่งจำเป็นพื้นฐานหรือที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่รายงานที่เป็นสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินจังหวัด
สำนักงานที่ดินสาขา และสำนักงานที่ดินอำเภอ”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๓ บุคคลอื่นนอกจากบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๖ หรือมาตรา ๗
อาจยื่นคำร้องต่อสำนักงานเพื่อชำระหนี้ให้แก่บุคคลที่ถูกกำหนด โดยนำเงินหรือทรัพย์สินเข้าบัญชีซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๑) หรือดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๑) มีมูลค่าเพิ่มขึ้นก็ได้
เว้นแต่ในกรณีที่ผู้ดำเนินการเป็นผู้มีหน้าที่รายงานซึ่งได้ระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินของลูกค้าที่เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดไว้แล้วตามมาตรา ๘ (๑) และเป็นการชำระเข้าบัญชีของลูกค้าดังกล่าวตามสัญญาที่มีอยู่ก่อนวันที่มีการประกาศรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนด
ให้ผู้มีหน้าที่รายงานนั้นกระทำได้โดยไม่ต้องยื่นคำร้องต่อสำนักงาน บุคคลอื่นนอกจากบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗ อาจยื่นคำร้องต่อสำนักงานเพื่อรับชำระหนี้จากบัญชีหรือทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๑) อันเนื่องมาจากเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗
โดยบุคคลที่ถูกกำหนดดังกล่าวเป็นลูกหนี้ หรือดำเนินการใด ๆ ที่ทำให้ทรัพย์สินซึ่งถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๘ (๑) อันเนื่องมาจากเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๗ มีมูลค่าลดลง ในกรณีที่ผู้ยื่นคำร้องตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาของสำนักงาน
ให้มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการที่แต่งตั้งขึ้นตามมาตรา ๗ วรรคห้า เพื่อพิจารณาทบทวนได้ โดยยื่นคำร้องต่อสำนักงานภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา และให้คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่องจากสำนักงาน
หากผู้ยื่นคำร้องดังกล่าวไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาทบทวน อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลเพื่อพิจารณามีคำสั่งได้ การยื่นคำร้องและการพิจารณาตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๔ การดำเนินการทางศาลตามมาตรา ๗ มาตรา ๘/๑ มาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ ให้ยื่นต่อศาลแพ่ง
และให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม”
มาตรา ๗ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๗/๑ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “มาตรา ๑๗/๑ ห้ามมิให้ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน
โดยรู้อยู่แล้วว่าผู้ได้รับประโยชน์ทางการเงินหรือทรัพย์สินนั้นเป็นบุคคลที่ถูกกำหนดตามมาตรา ๑๕ ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่การจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน สำหรับสิ่งจำเป็นพื้นฐานหรือที่ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา ๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับแก่ผู้มีหน้าที่รายงานที่เป็นสำนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สำนักงานที่ดินจังหวัด
สำนักงานที่ดินสาขา และสำนักงานที่ดินอำเภอ”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความใน (๔) ของมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๔) เก็บรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน
เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดหรือเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการยึด อายัด หรือริบทรัพย์สินตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่น”
มาตรา ๑๐ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๕) ของมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “(๕) ปฏิบัติการอื่นตามพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา ๑๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๒/๑ ของหมวด ๓ อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและสำนักงาน แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “มาตรา ๒๒/๑
เพื่อประโยชน์ในการกำหนดและเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้ (๑) สอบถามหรือเรียกให้ผู้มีหน้าที่รายงานซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินส่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ
ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานใด มาเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณา (๒) สอบถามหรือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานใด มาเพื่อตรวจสอบหรือเพื่อประกอบการพิจารณา
สำนักงานอาจร้องขอข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐเพื่อนำมาประกอบการพิจารณาการกำหนดหรือเพิกถอนรายชื่อบุคคลที่ถูกกำหนดตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๔ ผู้มีหน้าที่รายงานผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๘ (๓) มาตรา ๙ มาตรา ๑๗ (๓) หรือมาตรา ๑๘
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง”
มาตรา ๑๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๒๔/๑ และมาตรา ๒๔/๒ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ “มาตรา ๒๔/๑ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๘/๓ หรือมาตรา ๑๗/๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
ผู้มีหน้าที่รายงานซึ่งเป็นสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบอาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๘/๓ หรือมาตรา ๑๗/๑ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองเป็นนิติบุคคล
ถ้าการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้นเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด
ผู้นั้นต้องระวางโทษดังที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง แล้วแต่กรณี มาตรา ๒๔/๒ ผู้ใดไม่มาให้ถ้อยคำ ไม่ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือไม่ส่งบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานตามมาตรา ๒๒/๑ (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นิติบุคคลใดกระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง ในกรณีที่การกระทำความผิดของนิติบุคคลตามวรรคสองเกิดจากการสั่งการหรือการกระทำของกรรมการ หรือผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น
หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีหน้าที่ต้องสั่งการหรือกระทำการและละเว้นไม่สั่งการหรือไม่กระทำการจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลนั้นกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือปรับไม่เกินห้าพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งและวรรคสองของมาตรา ๒๕ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๕ ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน หรือดำเนินการด้วยประการใด ๆ
เพื่อการก่อการร้าย หรือโดยเจตนาให้เงินหรือทรัพย์สิน หรือการดำเนินการนั้นถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมใด ๆ ของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ผู้ใดจัดหา รวบรวม หรือดำเนินการทางการเงินหรือทรัพย์สิน หรือดำเนินการด้วยประการใด ๆ เพื่อการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง หรือโดยเจตนาให้เงินหรือทรัพย์สินหรือการดำเนินการนั้นถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินกิจกรรมใด
ๆ ของบุคคลที่ถูกกำหนด หรือของบุคคล คณะบุคคล นิติบุคคล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท”
มาตรา ๑๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๖ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๒๖ ความผิดตามมาตรา ๒๓ มาตรา ๒๔ มาตรา ๒๔/๑ และมาตรา ๒๔/๒ ที่นิติบุคคลเป็นผู้กระทำความผิด
ให้เป็นความผิดที่เปรียบเทียบได้ โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อคณะกรรมการเปรียบเทียบได้ทำการเปรียบเทียบ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนและภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทียบกำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”
มาตรา ๑๖ บรรดาคำร้องที่ได้ยื่นต่อศาลตามมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙ ไว้แล้วในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ศาลพิจารณาคำร้องนั้นต่อไปจนกว่าการพิจารณาคำร้องนั้นจะเป็นที่สุด
มาตรา ๑๗ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง พ.ศ. ๒๕๕๙
กำหนดองค์ประกอบความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงครอบคลุมถึงการทำธุรกรรมเล็กน้อยหรือการดำเนินกิจกรรมทางการเงินซึ่งเป็นปกติทางการค้าหรือมีเหตุอันสมควรและมีโทษทางอาญา อันเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ประกอบกับการกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินการกับทรัพย์สินที่ถูกระงับการดำเนินการและบทกำหนดโทษบางประการยังไม่เหมาะสมกับการกระทำความผิด นอกจากนี้ หน้าที่และอำนาจของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในการรวบรวมหลักฐานและการดำเนินคดียังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติหน้าที่
ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยมีมาตรการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงที่มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).