ข้อ ๗ การตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในปัสสาวะ ให้เจ้าพนักงานถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) กรณีเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขการตรวจหรือทดสอบว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดมีสารเสพติดอยู่ในร่างกายหรือไม่ (๒) กรณีพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้
ข้อ ๘ การเตรียมการในการตรวจหรือทดสอบหรือสั่งให้รับการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในปัสสาวะ ให้เจ้าพนักงานถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีบริเวณสำหรับตัวผู้เข้ารับการตรวจหรือทดสอบ เพื่อดำเนินการตรวจหรือทดสอบ หรือเก็บปัสสาวะภายในระยะเวลาเท่าที่จำเป็น แล้วแต่กรณี เพื่อให้การตรวจหรือทดสอบ
หรือเก็บปัสสาวะเสร็จสิ้นไปโดยเรียบร้อยและเก็บไว้ในสถานที่มิดชิดจากบุคคลภายนอก ทั้งนี้ โดยคำนึงถึงอายุ เพศ ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (๒) จัดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการตรวจหรือทดสอบเพื่อให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและทันเหตุการณ์
โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงาน (๓) จัดให้มีอุปกรณ์ในการเก็บปัสสาวะ โดยให้ใช้ขวดแก้วหรือขวดพลาสติกพร้อมฝาปิด ขนาดบรรจุไม่น้อยกว่าหกสิบมิลลิลิตร โดยขวดที่นำมาใช้ต้องสะอาดและแห้ง และให้มีฉลากและกระดาษกาวเพื่อใช้สำหรับปิดผนึกขวดตัวอย่างปัสสาวะด้วย
ข้อ ๙ วิธีเก็บปัสสาวะให้ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) จัดให้มีผู้ควบคุมการถ่ายปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบทุกครั้ง ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำใด ๆ ที่ทำให้ปัสสาวะเกิดการเจือจาง เติมสารเพื่อปลอมปน หรือสับเปลี่ยนตัวอย่างปัสสาวะ (๒) บันทึกหมายเลขประจำขวด และชื่อ นามสกุล
และหมายเลขประจำตัวประชาชน (๑๓ หลัก) ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบบนฉลากปิดขวดเก็บปัสสาวะ (๓) มอบอุปกรณ์ในการเก็บปัสสาวะแก่ผู้รับการตรวจหรือทดสอบเพื่อนำไปใส่ปัสสาวะของตนให้ได้จำนวนประมาณสามสิบมิลลิลิตร ให้ส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานพยาบาลยาเสพติดหรือศูนย์คัดกรองหรือสถานตรวจพิสูจน์ แล้วแต่กรณี
ภายในสองชั่วโมงนับแต่มีการเก็บปัสสาวะโดยไม่ต้องแช่เย็นตัวอย่างปัสสาวะ แต่หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้แช่เย็นตัวอย่างปัสสาวะที่อุณหภูมิสองถึงแปดองศาเซลเซียส
ข้อ ๑๐ วิธีการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในเบื้องต้น ให้ถือปฏิบัติโดยใช้เครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบ ดังต่อไปนี้ (๑) ชุดน้ำยาตรวจหรือทดสอบของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดน้ำยาตรวจสอบของหน่วยงานนั้น (๒)
ชุดตรวจหรือเครื่องมือตรวจสอบโดยวิธี Immunoassay โดยให้ถือปฏิบัติตามคู่มือวิธีการตรวจสอบของชุดตรวจหรือเครื่องมือแต่ละชนิด
ข้อ ๑๑ ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในเบื้องต้นตามข้อ ๑๐ แล้วให้ผลบวก หากผู้รับการตรวจหรือทดสอบสมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษา ให้เจ้าพนักงานดำเนินการตามข้อ ๑๕ วรรคหนึ่ง โดยไม่ต้องดำเนินการส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาลหรือมหาวิทยาลัยของรัฐ
ข้อ ๑๒ ในกรณีที่ตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในเบื้องต้นตามข้อ ๑๐ แล้วให้ผลบวก ถ้าบุคคลนั้นมีพฤติการณ์ต้องห้ามหรือไม่สมัครใจเข้ารับการบำบัดรักษาตามข้อ ๑๕ วรรคสอง ให้เจ้าพนักงานจดบันทึกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับชื่อ นามสกุล ภูมิลำเนา
หรือสถานที่อยู่ของผู้รับการตรวจหรือทดสอบที่สามารถจะเรียกตัวหรือออกหมายเรียกมาเพื่อดำเนินคดีได้เมื่อมีการตรวจสอบยืนยันผลตามข้อ ๑๓ แล้วพบว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย ในการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดในเบื้องต้นนั้น เมื่ออ่านผลแล้ว
ปรากฏว่าให้ผลบวกตามคู่มือวิธีการตรวจสอบตามเครื่องมือหรือชุดน้ำยาตรวจสอบในข้อ ๑๐ ให้ปิดเป็นความลับและให้เจ้าพนักงานหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเจ้าพนักงานซึ่งทำการตรวจหรือทดสอบสารเสพติดนำขวดปัสสาวะของผู้รับการตรวจหรือทดสอบนั้นปิดให้สนิท พร้อมทั้งผนึกปากขวดด้วยแถบกาว
โดยมีลายมือชื่อของผู้ทำการตรวจหรือทดสอบกำกับไว้ และเมื่อดำเนินการดังกล่าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้ผู้ทำการตรวจหรือทดสอบรีบส่งตัวอย่างปัสสาวะไปยังสถานตรวจพิสูจน์ตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดว่าด้วยการตรวจรับ การตรวจพิสูจน์ การเก็บรักษา การทำลาย การนำไปใช้ประโยชน์ และการรายงานยาเสพติด
เพื่อตรวจยืนยันผล
ข้อ ๑๓ เมื่อสถานตรวจพิสูจน์ โรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัยของรัฐ ได้รับขวดปัสสาวะตามข้อ ๑๒ และได้ดำเนินการตรวจยืนยันแล้ว ให้ถือเกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดอยู่ในร่างกาย ดังต่อไปนี้ (๑) กลุ่มแอมเฟตามีน (Amphetamines) และกลุ่มเอ็กซ์ตาซี (Ecstasy - Group Substances)
เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่หนึ่งไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป (๒) กลุ่มโอปิเอต (Opiates) ได้แก่ เฮโรอีน มอร์ฟีน และฝิ่น เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของสารในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่สามร้อยนาโนกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป (๓) กลุ่มกัญชา (Cannabis)
เมื่อตรวจพบว่ามีสารออกฤทธิ์หรือกัญชา (Cannabinoids) หรือเมตาบอไลต์ของกัญชาอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ห้าสิบนาโนกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป (๔) กลุ่มโคคาอีน (Cocaine) เมื่อตรวจพบว่ามีสารหรือเมตาบอไลต์ของโคคาอีนอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่สามร้อยนาโนกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป (๕) คีตามีน (Ketamine)
เมื่อตรวจพบว่ามีสารและเมตาบอไลต์ของคีตามีนรวมกันอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ capitalize หนึ่งไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).