มาตรา ๘๐ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลอันเนื่องจากการปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ หรือเนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลตามมาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๒ แล้วนำไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่น เว้นแต่เป็นการเปิดเผยตามหน้าที่และอำนาจตามพระราชกำหนดนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๑ ผู้ใดขัดขวางเจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา ๑๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๒ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามมาตรา ๑๒ หรือยื่นบัญชี หลักฐาน หรือรายงานหรือแจ้งข้อความตามมาตรา ๑๒ โดยแสดงข้อมูลหรือแจ้งข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วน โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๘๓ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานประเมินตามมาตรา ๑๕ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๘๔ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๕๔ มาตรา ๕๕ หรือมาตรา ๕๗ โดยไม่มีเหตุอันสมควร ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท
มาตรา ๘๕ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามหมายเรียกหรือคำสั่งของเจ้าพนักงานประเมิน หรือไม่ยอมตอบคำถามเมื่อซักถามตามมาตรา ๖๑ หรือมาตรา ๖๔ หรือของผู้มีอำนาจตามมาตรา ๗๐ หรือของประธานคณะกรรมการอุทธรณ์ตามมาตรา ๗๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๖ ผู้ใดโดยเจตนาไม่ยื่นรายงานหรือรายการที่ต้องยื่นตามพระราชกำหนดนี้ หรือแจ้งหรือยื่นไม่ถูกต้องอันเป็นเหตุให้จำนวนภาษีส่วนเพิ่มขาดไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท ในกรณีผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นนิติบุคคล หากกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ ผู้แทนของนิติบุคคล หรือผู้เข้าร่วมนิติสัมพันธ์นั้นได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคล ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ
ผู้แทนของนิติบุคคล หรือผู้เข้าร่วมนิติสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องรับโทษตามที่บัญญัติไว้ในวรรคหนึ่งด้วย
มาตรา ๘๘ ผู้ใด (๑) โดยรู้อยู่แล้วหรือจงใจยื่นข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ (๒) โดยความเท็จ โดยเจตนาละเลย โดยฉ้อโกงหรือใช้อุบายโดยวิธีการอย่างหนึ่งอย่างใด
หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีส่วนเพิ่มตามพระราชกำหนดนี้ หรือ (๓) แนะนำหรือสนับสนุนให้บุคคลอื่นใดกระทำการตาม (๑) หรือ (๒) ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสามล้านห้าแสนบาท
มาตรา ๘๙ บรรดาความผิดตามพระราชกำหนดนี้ซึ่งมีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ เว้นแต่ความผิดตามมาตรา ๘๐ ให้ดำเนินการเปรียบเทียบในความผิดดังต่อไปนี้ (๑) ความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือมีโทษปรับหรือจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ
ซึ่งโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ให้อธิบดีมีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว (๒) ความผิดที่มีโทษปรับหรือโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโทษจำคุกเกินหกเดือนแต่ไม่เกินหนึ่งปี ให้คณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมการปกครอง และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าว มีอำนาจเปรียบเทียบโดยกำหนดค่าปรับแต่สถานเดียว เมื่อผู้ต้องหาได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ถ้าผู้ต้องหาไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบ
หรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระเงินค่าปรับภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ดำเนินคดีต่อไป
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ มาตรการป้องกันการกัดกร่อนฐานภาษีระหว่างประเทศ (Global Anti-Base Erosion Rules) เป็นแนวทางสากลที่เห็นชอบร่วมกันระหว่างภาคีสมาชิกของกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเกี่ยวกับการกัดกร่อนฐานภาษีและการโอนกำไร (Inclusive Framework on Base Erosion and
Profit Shifting) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองว่าอัตราภาษีที่แท้จริงของกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่จากการประกอบกิจการในแต่ละประเทศนั้นต้องไม่น้อยกว่าร้อยละสิบห้า หากน้อยกว่าจำนวนดังกล่าวในประเทศใด ประเทศอื่นที่ปรับใช้มาตรการดังกล่าวมีสิทธิจัดเก็บภาษีส่วนที่ยังขาดอยู่ หรือที่เรียกว่า
“ภาษีส่วนเพิ่ม” (Top-up Tax) แทนได้ ซึ่งปัจจุบันหลายประเทศมีการตรากฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มจากกลุ่มนิติบุคคลข้ามชาติขนาดใหญ่แล้ว ดังนั้น
เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในการจัดเก็บภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในประเทศไทยและเป็นการรักษาสิทธิในการจัดเก็บภาษีของประเทศไทยจากภาษีส่วนเพิ่มที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งจะต้องเริ่มคำนวณภาษีส่วนเพิ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๘ จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การอนุมัติพระราชกำหนดภาษีส่วนเพิ่ม พ.ศ. ๒๕๖๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).