พระราชบัญญัติ ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ (ยกเลิก)
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘) อาทิตย์ทิพอาภา เจ้าพระยายมราช พล. อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ตราไว้ ณ วันที่ ๒๓ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๗๙ เป็นปีที่ ๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรที่จะควบคุมการก่อสร้างอาคารต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในความมั่นคงแข็งแรง การอนามัย การสุขาภิบาล การป้องกันอัคคีภัย และการผังเมือง จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคารพุทธศักราช ๒๔๗๙”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะได้กำหนดตามควรแก่สภาพของท้องที่เป็นแห่ง ๆ ไป
มาตรา ๓ เมื่อได้ใช้พระราชบัญญัตินี้ในเขตท้องที่ใดให้ยกเลิกบรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ในท้องที่นั้น
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้มีหน้าที่รักษา การให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ “เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น” ในท้องถิ่นซึ่งได้ยกฐานะเป็นเทศบาลแล้ว หมายความว่า คณะมนตรีเทศบาล ส่วนในท้องถิ่นซึ่งยังไม่ได้ยกฐานะเป็นเทศบาล หมายความว่า คณะกรมการจังหวัด “นายช่าง” หมายความว่า
นายช่างในกรมโยธาเทศบาลหรือนายช่างผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งรัฐมนตรีหรือคณะมนตรีเทศบาลได้แต่งตั้งขึ้นเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ หรือผู้แทนซึ่งนายช่างที่กล่าวแล้วได้แต่งตั้งขึ้น ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีหรือคณะมนตรีเทศบาล แล้วแต่กรณี “อาคาร” หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง ร้าน แพ คลังสินค้า สำนักงาน
หรือสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นใด ซึ่งบุคคลอาจเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้ รวมทั้งอัฑฒจันท์ หรือสิ่งปลูกสร้างอันเป็นที่ชุมนุมของประชาชนไม่ว่าในร่ม หรือกลางแจ้ง และ โดยเฉพาะในที่ซึ่งติดต่อกับทางสาธารณะนั้น ให้หมายความถึงสะพาน อุโมงค์ ท่อ หรือ รางระบายน้ำเพื่อการสุขาภิบาล
รั้วหรือกําแพงกับทั้งประตูรั้วหรือกําแพงนั้น ป้ายโฆษณาอันติดไว้อย่างถาวร ซึ่งมีขนาดเกินหนึ่งตารางเมตร หรือป้ายโฆษณาอันติดไว้ซึ่งมีน้ำหนักเกินยี่สิบกิโลกรัม อู่เรือ คานเรือ เขื่อนท่าน หรือ ท่าจอดเรือด้วย อนึ่ง คําว่า “อาคาร” นี้ให้รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างอย่างอื่นซึ่งรัฐมนตรีจะได้กำหนดตามความในมาตรา ๕
อีกด้วย
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดว่า สิ่งปลูกสร้างอย่างใดเป็นอาคารตามความหมายแห่งพระราชบัญญัตินี้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๖ ห้ามมิให้บุคคลปลูกสร้างอาคารอย่างใด ๆ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
มาตรา ๗ บุคคลผู้ทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ให้ถือว่าทำการปลูกสร้างอาคาร (๑) สร้างอาคารขึ้นใหม่ล้วน (๒) ต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วในลักษณะอันเป็นการเพิ่มน้ำหนักให้แก่อาคารนั้นมาก หรือเป็นการเพิ่มหรือขยายพื้นแห่งอาคารนั้นมาก (๓)
แปลงหรือเปลี่ยนสภาพอาคารสำหรับบุคคลอาศัยเป็นอาคารเพื่อประโยชน์อย่างอื่น หรือกลับกัน (๔) แปลงหรือเปลี่ยนสภาพอาคารซึ่งมิใช่อาคารประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๘ วรรคสอง ให้เป็นอาคารประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงดังกล่าว หรือกลับกัน (๕) แปลงหรือเปลี่ยนสภาพที่จอดรถยนต์ ที่กลับรถยนต์
หรือทางเข้าออกของรถยนต์ ของอาคารประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๘ วรรคสอง ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่บางส่วนเพื่อประโยชน์อย่างอื่น
มาตรา ๘ บุคคลใดประสงค์จะปลูกสร้างอาคาร ให้เสนอแผนผังและแบบก่อสร้างของอาคารที่จะปลูกสร้างพร้อมทั้งรายการต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเพื่อรับอนุญาตดังระบุไว้ในมาตรา ๖ แผนผังแบบก่อสร้าง และรายการเช่นว่านี้จักต้องมีอุปกรณ์อนามัยและมีลักษณะถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง หรือเทศบัญญัติ
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฎกระทรวงดังต่อไปนี้ (๑) กำหนดประเภทของอาคารซึ่งต้องมีที่จอดรถยนต์ ที่กลับรถยนต์ และทางเข้าออกของรถยนต์ (๒) กำหนดจำนวนพื้นที่ที่ใช้เป็นที่จอดรถยนต์ ที่กลับรถยนต์ และทางเข้าออกของรถยนต์ของอาคารตาม (๑) พอสมควรกับขนาดและลักษณะของอาคาร
มาตรา ๙ เมื่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้รับแผนผังแบบก่อสร้างและรายการตามความในมาตราก่อนแล้ว ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจอนุญาตหรือมีคำสั่งตามความในมาตรา ๑๐ ภายในเวลาอันสมควร
ถ้าผู้ขออนุญาตประสงค์จะปลูกสร้างเป็นการเร่งร้อนและร้องขอให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจและออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ทำการปลูกสร้างเฉพาะส่วนแห่งอาคาร ซึ่งจะต้องทำการปลูกสร้างก่อนก็ได้ ในกรณีดังว่านี้ ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตรวจและออกใบอนุญาตชั่วคราวหรือมีคำสั่งตาม ความในมาตรา ๑๐
ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันยื่นคําขอ
มาตรา ๑๐ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ขออนุญาตแก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการที่ได้ยืนแก่ตนนั้นได้ แต่การแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงหรือเทศบัญญัติ และเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ (๑) เพื่อความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย
และการป้องกันอัคคีภัย (๒) เพื่อการอนามัย (๓) เพื่อรักษาแนวอาคารตามถนนให้เป็นระเบียบ (๔) เพื่อประโยชน์สถาปัตยกรรม (๕) เพื่อประโยชน์ในการจัดพื้นที่ที่ใช้เป็นที่เป็นที่จอดรถยนต์ ที่กลับรถยนต์ และทางเข้าออกของรถยนต์ ตามความใน มาตรา ๘ วรรคสอง
มาตรา ๑๑ ผู้ใดปลูกสร้างอาคารโดยมิได้รับอนุญาตก็ดี ปลูกสร้างอาคารผิดแผกจากแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการที่ได้รับอนุญาตก็ดี หรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุไว้ในหนังสืออนุญาตก็ดี ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
ถ้าอาคารที่ปลูกสร้างนั้นเป็นอาคารประเภทที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในมาตรา ๘ วรรคสอง และผู้ปลูกสร้างอาคารไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำหนด ต้องระวางโทษปรับเป็นรายวันวันละหนึ่งพันบาท
ตลอดระยะเวลาที่ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือคำชี้ขาดของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคาร แล้วแต่กรณี ด้วยอีกโสดหนึ่ง
มาตรา ๑๑ ทวิ ในกรณีที่มีการปลูกสร้างอาคารโดยมิได้รับอนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจสั่งระงับการก่อสร้าง หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง และหรือรื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารนั้นได้
ในกรณีที่มีการปลูกสร้างอาคารผิดแผกจากแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการที่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุไว้ในหนังสืออนุญาต ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจสั่งแก้ไขเปลี่ยนแปลง และหรือรื้อถอนอาคารหรือส่วนแห่งอาคารที่ผิดแผกจากแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการที่ได้รับอนุญาต
หรือที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุไว้ในหนังสืออนุญาตนั้นเสียได้ภายในระยะเวลาอันสมควร โดยแจ้งระยะเวลาให้ผู้ปลูกสร้างอาคารทราบ ผู้ปลูกสร้างอาคารซึ่งได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นตามความในวรรคแรกหรือวรรคสอง
มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคารตามมาตรา ๑๒ ทวิ ได้ภายในกำหนดสิบห้าวันนับแต่วันได้รับคำสั่ง ในกรณีไม่มีอุทธรณ์คำสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหรือมีอุทธรณ์ แต่คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคารวินิจฉัยสั่งให้ยกอุทธรณ์
และผู้ปลูกสร้างอาคารผู้ได้รับคำสั่งไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นภายในระยะเวลาที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำหนด หรือภายในระยะเวลาสิบห้าวันนับแต่วันได้รับทราบคําวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคารซึ่งได้มีคำสั่งให้ยกอุทธรณ์ แล้วแต่กรณี
ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลง และหรือรื้อถอนอาคารและส่วนแห่งอาคารนั้นได้โดยคิดค่าใช้จ่ายจากผู้ปลูกสร้างอาคารนั้น ถ้าผู้ปลูกสร้างอาคารได้ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่สั่งตามความในวรรคแรกหรือวรรคสอง
ให้ผู้ปลูกสร้างอาคารได้รับการยกเว้นโทษดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๑
มาตรา ๑๒ นายช่างมีอำนาจเข้าตรวจอาคารใด ๆ ที่ปลูกสร้างขึ้นก่อนหรือหลังวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ เพื่อดูว่าอาคารนั้นอยู่ในภาวะอันสมควร ถ้านายช่างตรวจพบว่าอาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดแบ่งอาคารนั้นไม่มั่นคงแข็งแรงหรือไม่ปลอดภัยซึ่งน่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ชีวิตหรือทรัพย์สินเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นมีอำนาจสั่งเจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารให้เลิกใช้อาคารหรือส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งอาคารนั้น และหรือให้เจ้าของอาคารแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือรื้อถอนเสียภายในเวลาอันสมควรที่จะได้กําหนดให้ และให้นําความในมาตรา ๑๑ ทวิ วรรคสาม มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๒ ทวิ ให้มีกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์เกี่ยวแก่การก่อสร้างอาคาร” เรียกโดยย่อว่า “กกอ.” มีอำนาจหน้าที่วินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๑๑ ทวิ ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี กกอ. ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดนั้น ๆ เป็นประธานกรรมการ
นายช่างใหญ่กรมโยธาเทศบาลและบุคคลอื่นซึ่งมิได้เป็นนายกเทศมนตรี เทศมนตรีหรือพนักงานเทศบาลจำนวนสามคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นกรรมการ ในจังหวัดอื่น กกอ. ประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งจังหวัดนั้น เป็นประธานกรรมการ ปลัดจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจภูธร
อนามัยจังหวัดและนายอำเภอท้องที่ที่อาคารหรือสิ่ง ปลูกสร้างนั้นตั้งอยู่เป็นกรรมการ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งตามวรรคสองอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี กรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง รัฐมนตรีอาจแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้ ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นกรรมการแทน ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากําหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน
มาตรา ๑๒ ตรี ในการประชุมของ กกอ. ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อยู่ในที่ประชุม ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานแห่งที่ประชุม
มาตรา ๑๒ จัตวา การประชุมของ กกอ. ทุกคราว ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่ตํ่ากว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมด การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานแห่งที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๑๓ เจ้าของอาคารผู้ได้รับคำสั่งตามความใน มาตรา ๑๒ เมื่อประกอบการเสร็จแล้ว ให้รายงานต่อเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นขอให้ไปตรวจว่าการนั้น ๆ ได้ทำถูกต้องหรือไม่ เมื่อได้รับรายงานนั้นแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเห็นว่าการนั้นได้ทำสำเร็จถูกต้องก็ให้ออกใบรับรองให้ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน
ถ้าเห็นว่าการนั้นยังมิได้ทำให้ถูกต้อง ก็ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแจ้งให้เจ้าของอาคารทราบเป็นหนังสือ เมื่อเจ้าของอาคารได้ปฏิบัติตามแล้วก็ให้รายงานขอให้ไปตรวจใหม่เพื่อรับใบรับรอง
มาตรา ๑๔ นอกจากที่เกี่ยวแก่การรักษาแนวอาคารตามถนนให้เป็นระเบียบ ระดับชั้นล่างของอาคาร ลักษณะสัมพันธ์ระหว่างอาคารกับ ถนน ตรอก ทางเท้า ที่ว่างอื่น ๆ หรืออาคารต่างเจ้าของแล้ว พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับ แก่การก่อสร้างตังต่อไปนี้ (๑) พระที่นั่งหรือพระราชวัง (๒)
อาคารของรัฐบาลซึ่งใช้เป็นที่ทำงานในราชการหรือเพื่อสาธารณประโยชน์ และ (๓) วัดวาอารามหรือโบราณสถานซึ่งอยู่ในความควบคุมของกระทรวงธรรมการเมื่อแผนผังแบบก่อสร้าง รายการสิ่งที่ปลูกสร้างนั้นกระทรวงธรรมการได้รับรองแล้ว
มาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวง หรืออนุมัติให้เทศบาลออก เทศบัญญัติ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้และโดยฉะเพาะเพื่อ (๑) กำหนดระเบียบการอนุญาต และข้อบังคับเกี่ยวแก่แผนผังแบบก่อสร้าง
หรือรายการที่ยื่นมาเพื่อขออนุญาต (๒) กำหนดข้อบังคับเกี่ยวแก่ลักษณะอาคารชนิดต่าง ๆ และส่วนต่าง ๆ ของอาคารนั้น ๆ เพื่อประโยชน์ใน ความมั่นคงแข็งแรง ความปลอดภัย การป้องกันอัคคีภัย การอนามัย และสถาปัตยกรรม อาคาร (๓) กำหนดวิธีการตรวจควบคุมอาคารและการก่อสร้างอาคาร (๔) กำหนดแนวอาคารตามถนนให้ได้ระเบียบ และ
ข้อบังคับเกี่ยวแก่ระยะระหว่างอาคารกับถนน ตรอก ทางเท้า และที่ว่างอื่น ๆ หรือระหว่างอาคารต่างเข้าของ (๕) กำหนดข้อบังคับเกี่ยวแก่กําลังของวัตถุที่จะใช้ก่อสร้าง กําลังน้ำหนักอันส่วนต่าง ๆ ของอาคารจะรับบรรทุกได้ ความกดบนรากฐาน และกําลังต้านทานเพื่อให้เหมาะ แก่กําลังธรรมชาติ เช่น ลมและฝน (๖)
กำหนดวิธีการระบายน้ำ และการสุขาภิบาลของอาคาร เพื่ออนามัย หรือสาธารณูปโภค (๗) กำหนดบริเวณซึ่งอาคารบางชนิดจะปลูกสร้างขึ้นมิได้ (๘) กำหนดการติดต่อท่อประปา (๙) กำหนดการตั้งถังรองรับมูลฝอย (๑๐) กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการตรวจแบบก่อสร้างและการออกใบอนุญาต (ก) สำหรับอาคารที่เป็น บ้าน เรือน โรง ทำด้วย อิฐ
คอนกรีต หรือเหล็กเป็นส่วนใหญ่ไม่เกินตารางเมตร ละ ๑๐ สตางค์ ตามขนาดของพื้นในอาคารนั้นทุกชั้น (ข) สำหรับอาคารที่เป็น บ้าน เรือน โรง ทำด้วย ไม้หรือวัตถุไม่ถาวร เป็นส่วนใหญ่ไม่เกินตารางเมตรละ ๕ สตางค์ ตามขนาดของพื้นในอาคารนั้นทุกชั้น (ค) อาคารอื่น ๆ ที่มิใช่ บ้าน โรง เรือน
ถ้าคิดเป็นเนื้อที่ไม่เกินตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์ ถ้าวัดเป็นระยะยาวไม่เกินเมตรละ ๒๐ สตางค์ กฎกระทรวงและเทศบัญญัตินั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา นายกรัฐมนตรี
พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๘
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีบทบัญญัติที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันบางประการ เช่น ไม่ได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นสั่งการอย่างใดในกรณีที่ตรวจพบการก่อสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต
จึงสมควรแก้ไขให้รัดกุมและเหมาะสมยิ่งขึ้น
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๙๒ ลงวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
โดยที่ปรากฏว่าขณะนี้การจราจรในทางมิได้เป็นไปโดยสะดวกและรวดเร็วเท่าที่ควร เนื่องจากจำนวนรถยนต์ที่ใช้สัญจรไปมาได้ทวีจำนวนขึ้นเป็นลำดับ ทั้งผู้ขับรถยนต์ยังได้ใช้ทางเดินรถบางส่วนเป็นที่จอดรถยนต์อีกด้วย การบรรเทาความคับคั่งของการจราจรจึงไม่อาจกระทำได้ด้วยการแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจราจรเพียงประการเดียว
แต่จ๋าต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายอื่นประกอบ คณะปฏิวัติเห็นสมควรแก้ไขกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการก่อสร้างอาคารเพื่อกําหนดให้เจ้าของอาคารบางประเภทที่ใช้ในบริการสาธารณะเพื่อหาประโยชน์ เช่น โรงมหรสพ โรงแรม ภัตตาคาร อาคารชุด และอาคารขนาดใหญ่ เป็นต้น จัดให้มีที่จอดรถยนต์สำหรับผู้ที่ใช้ประโยชน์ จากอาคารนั้น ๆ
ข้อ ๔ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).