พระราชบัญญัติ ราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๕ (ยกเลิก)
ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ และวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๔) อาทิตย์ทิพอาภา พล อ.พิชเยนทรโยธิน ปรีดี พนมยงค์ ตราไว้ ณ วันที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๘๕ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วย ราชบัณฑิตยสถาน จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๘๕”
มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช ๒๔๗๖
มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕ ให้ราชบัณฑิตยสถาน เป็นทบวงการเมือง อยู่ในบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรี
มาตรา ๖ ให้ราชบัณฑิตยสถาน มีหน้าที่ (๑) ค้นคว้าและบำรุงสรรพวิชาให้เป็นคุณประโยชน์แก่ชาติและประชาชน (๒) ติดต่อและแลกเปลี่ยนความรู้กับองค์การปราชญ์อื่น ๆ (๓) ให้ความเห็น คำปรึกษา และปฏิบัติการเกี่ยวกับวิชาตามความประสงค์ ของรัฐบาล
มาตรา ๗ ให้แบ่งงานของราชบัณฑิตยสถาน เป็น ๓ สำนัก คือ (๑) สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง (๒) สำนักวิทยาศาสตร์ (๓) สำนักศิลปกรรม
มาตรา ๘ ให้แบ่งวิชาของสำนักธรรมศาสตร์และการเมืองเป็น ๓ ประเภท คือ (๑) ปรัชญา (๒) สังคมศาสตร์ (๓) ประวัติศาสตร์
มาตรา ๙ ให้แบ่งวิชาของสำนักวิทยาศาสตร์เป็น ๓ ประเภท คือ (๑) วิทยาศาสตร์กายภาพ (๒) วิทยาศาสตร์ชีวภาพ (๓) วิทยาศาสตร์ประยุกต์
มาตรา ๑๐ ให้แบ่งวิชาของสำนักศิลปกรรมเป็น ๓ ประเภท คือ (๑) วรรณศิลป์ (๒) สถาปัตยศิลป์ (๓) วิจิตรศิลป์
มาตรา ๑๑ การแบ่งวิชาแต่ละประเภทออกเป็นสาขาให้เป็นไปตาม ระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๑๒ ราชบัณฑิตยสถานมีสมาชิก ๓ ประเภท คือ (๑) ภาคีสมาชิก (๒) ราชบัณฑิต (๓) ราชบัณฑิตกิติมศักดิ์
มาตรา ๑๓ ภาคีสมาชิกได้แก่ผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาใดสาขาหนึ่งแห่งวิชา ซึ่งสมัครเข้าทำการร่วมกับราชบัณฑิตยสถาน โดยได้ยื่นความจำนงตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน และเมื่อราชบัณฑิตยสถานได้รับสมัครแล้ว คุณวุฒิดังกล่าวในวรรคก่อน ได้แก่การแสดงความสามารถดังต่อไปนี้ (๑)
ได้คิดขึ้นใหม่หรือคิดแก้ไขให้ดียิ่งขึ้นซึ่งแบบวิธีหรือหลักอันใดซึ่ง ราชบัณฑิตยสถานเห็นว่าเป็นประโยชน์ถึงขนาด (๒) ได้แต่งหนังสือซึ่งราชบัณฑิตยสถานเห็นว่าดีถึงขนาด และหนังสือนั้นได้พิมพ์โฆษณาแล้ว ถ้าเป็นหนังสือซึ่งแปลจากภาษาอื่น ต้นฉบับต้องเป็นที่ยกย่องกันว่า เป็นหนังสือชั้นเยี่ยม
และคำแปลนั้นเป็นคำแปลที่ถูกต้อง (๓) ได้แสดงฝีมือจนมีชื่อเสียงเกียรติคุณในศิลปะ หรือ (๔) ได้เคยสอนวิชาเฉพาะในฐานะอาจารย์แห่งสำนักอุดมศึกษา ซึ่งรัฐบาลได้รับรองแล้ว
มาตรา ๑๔ ผู้สมัครเป็นภาคีสมาชิก จะสมัครได้แต่ในสำนักเดียวและเฉพาะวิชาเดียว
มาตรา ๑๕ จำนวนภาคีสมาชิกซึ่งจะมีได้ในแต่ละสำนักให้กำหนดไว้ ในระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๑๖ การเลือกและการแต่งตั้งราชบัณฑิตในตำแหน่งใหม่ให้ใช้วิธีการดังต่อไปนี้ (๑) ให้นายกราชบัณฑิตยสถานเสนอความเห็นขออนุมัติให้มีการเลือกราชบัณฑิตต่อนายกรัฐมนตรี เมื่อนายกรัฐมนตรีอนุมัติแล้วให้ดำเนินการได้ (๒) ก่อนการเลือกหกสิบวัน
ให้เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานแจ้งแก่ภาคีสมาชิกและผู้ที่เคยเป็นภาคีสมาชิกในสาขาวิชานั้น ๆ ผู้ใดประสงค์จะเข้ารับเลือกให้ยื่นความจำนงต่อเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน (๓) ผู้ที่จะเข้ารับเลือกต้องประกอบด้วยคุณสมบัติดังนี้ (ก) มีสัญชาติไทย (ข) มีอายุสามสิบห้าปีบริบูรณ์แล้ว (ค)
เป็นหรือเคยเป็นภาคีสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และได้ปฏิบัติงานในหน้าที่ตามความในมาตรา ๖ จนได้รับความนิยมว่าเป็นผู้มีความรู้แตกฉานในสาขาวิชาที่ตนสมัครรับเลือกนั้น (ง) ไม่เคยมีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง (๔) เมื่อที่ประชุมราชบัณฑิตได้เลือกผู้ใดแล้ว
ให้นายกราชบัณฑิตยสถานรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงแต่งตั้งเป็นราชบัณฑิต
มาตรา ๑๗ การเลือกและการแต่งตั้งราชบัณฑิตในตำแหน่งที่ว่างให้นำบทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๖ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๘ ราชบัณฑิตกิติมศักดิ์ได้แก่ผู้ทรงเกียรติคุณในวิชาประเภทใดประเภทหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทรงแต่งตั้งเป็นพิเศษ ตามคำแนะนำของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๑๙ สมาชิกราชบัณฑิตยสถานพ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ไร้ความสามารถ (๔) ขาดจากสัญชาติไทย (๕) ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ของราชบัณฑิตยสถานตามความในมาตรา ๖ และที่ประชุมราชบัณฑิตวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งโดยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนราชบัณฑิตที่มาประชุม หรือ (๖)
มีความประพฤติเสื่อมเสียอย่างร้ายแรง และที่ประชุมราชบัณฑิตวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่งโดยคะแนนเสียงไม่ต่ำกว่าสองในสามของจำนวนราชบัณฑิตที่มาประชุม ในกรณีที่ราชบัณฑิตพ้นจากตำแหน่ง ให้นายกราชบัณฑิตยสถานรายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำความกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ
มาตรา ๒๐ เมื่อทรงแต่งตั้งราชบัณฑิตแล้ว (๑) ให้ราชบัณฑิตแต่ละสำนักประชุมกัน เลือกตั้งราชบัณฑิตในสำนักของตนเป็นประธานและเลขานุการสำหรับสำนัก (๒) ให้ราชบัณฑิตทุกสำนักรวมประชุมกันเลือกตั้งราชบัณฑิตเป็นนายก อุปนายก และเลขาธิการราชบัณฑิตยสถาน เพื่อปฏิบัติงานทั่วไปตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๒๑ นายก อุปนายก เลขาธิการราชบัณฑิตยสถานกับทั้งประธานและเลขานุการสำนักซึ่งได้เลือกตั้งขึ้นตามความในมาตรา ๒๐ นั้นให้ดำรงตำแหน่งสองปี เมื่อครบกำหนดแล้วให้มีการเลือกตั้งใหม่ และจะเลือกตั้งผู้ที่รับตำแหน่งมาแล้วอีกก็ได้
มาตรา ๒๒ ให้มีการประชุมของสำนักตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน เพื่อปรึกษาการงานของสำนัก และแถลงเรื่องที่ค้นคว้าได้ทั้งเพื่อวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับความรู้บรรดาที่ภาคีสมาชิกและราชบัณฑิตส่งมายังสำนักตามความในมาตรา ๒๘
มาตรา ๒๓ ให้มีการประชุมราชบัณฑิตทุกสำนักร่วมกันอย่างน้อยปีละสองครั้ง เพื่อปรึกษาการงานของราชบัณฑิตยสถาน และพิจารณาเรื่องที่สำนักต่าง ๆ นำเสนอ รวมตลอดทั้งวางระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๒๔ ในการประชุมและการปรึกษาของราชบัณฑิตยสถานให้นำข้อบังคับการประชุมและการปรึกษาของสภาผู้แทนราษฎรมาใช้โดยอนุโลม
มาตรา ๒๕ ในการประชุมของสำนักตามมาตรา ๒๒ ภาคีสมาชิกสำนักนั้น ๆ มีสิทธิเข้าร่วมประชุมและแสดงความเห็น ไต่ถามหรืออภิปรายแต่ไม่มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน
มาตรา ๒๖ ในการประชุมราชบัณฑิตตามมาตรา ๒๓ ภาคีสมาชิกทุกสำนักมีสิทธิเข้าฟังการประชุม แต่ไม่มีสิทธิแสดงความเห็น ไต่ถามหรืออภิปรายอย่างหนึ่งอย่างใด
มาตรา ๒๗ บุคคลภายนอกจะเข้าฟังการประชุมและการปรึกษาของราชบัณฑิตยสถานได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาต และได้ปฏิบัติตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๒๘ ภาคีสมาชิกและราชบัณฑิตมีหน้าที่เสนอเรื่องเกี่ยวกับวิชาที่ตนค้นคว้าได้ต่อสำนักของตนตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๒๙ ข้อความที่พิจารณากันในที่ประชุม ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับวิชาให้ราชบัณฑิตยสถานนำออกโฆษณาเท่าที่จะทำได้
มาตรา ๓๐ ให้สมาชิกมีเอกสิทธิประดับเครื่องหมายตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๓๑ ให้ภาคีสมาชิกมีเอกสิทธิรับเงินอุปการะตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน
มาตรา ๓๒ ให้ราชบัณฑิตยสถานมีเอกสิทธิดังต่อไปนี้ (๑) รับเงินอุปการะตามระเบียบการของราชบัณฑิตยสถาน (๒) ได้ความยกย่องในงานพิธีหรือสโมสรสันนิบาตทางราชการเสมอด้วยข้าราชการชั้นพิเศษ (๓) รับอุปการะจากราชบัณฑิตยสถานตามสมควร ในกรณีที่พ้นจากตำแหน่งและอยู่ในพฤติการณ์ที่ควรอนุเคราะห์
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี
พระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสถาน (ฉะบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๗
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๗ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).