我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. 2508 (ยกเลิก)

ยล095-1B-0001法律・公布 1965-09-06・全 27 條

อารัมภบท

พระราชบัญญัติสถิติพ.ศ. ๒๕๐๘ (ยกเลิก) ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นปีที่ ๒๐ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสถิติ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. ๒๕๐๘”

มาตรา ๒

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. ๒๔๙๕ บรรดาบทกฎหมาย กฎและข้อบังคับอื่น ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ “สถิติ” หมายความว่า ข้อมูลแสดงยอดจำนวนที่เก็บรวบรวมจากสำมะโนการสำรวจ บันทึก ทะเบียน รายงานหรือเอกสารอื่นๆ “สำมะโน” หมายความว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากร เคหะ การเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจ และการอื่น เพื่อใช้ประโยชน์ในทางสถิติ โดยการแจงนับจากทุกหน่วยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ “การสำรวจ” หมายความว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประชากร เคหะ การเกษตร อุตสาหกรรม ธุรกิจ และการอื่น เพื่อใช้ประโยชน์ในทางสถิติ โดยการแจงนับจากบางหน่วยเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ “หน่วยสถิติ” หมายความว่า กระทรวงทบวงกรมหรือทบวงการเมืองที่มีฐานะเทียบเท่า สำนักงานหรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐ รัฐวิสาหกิจและราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ซึ่งปฏิบัติงานที่มีลักษณะในทางสถิติ “รัฐวิสาหกิจ” หมายความว่า องค์การของรัฐบาลหรือหน่วยงานธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ส่วนราชการมีทุนรวมอยู่ด้วยเกินกว่าร้อยละห้าสิบ “บันทึก” หมายความว่า ข้อความหรือข้อเท็จจริงบรรดาที่ใช้ในกิจการซึ่งได้ทำขึ้นไว้เป็นหลักฐาน ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือรูปลักษณะอื่นใด “เคหสถาน” หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัย เช่น เรือน โรง เรือหรือแพ ซึ่งคนอยู่อาศัย และหมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่อยู่อาศัยนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม “สำนักงาน” หมายความว่า ที่ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบกิจการ เช่น เรือน โรง เรือหรือแพ และหมายความรวมถึงบริเวณของที่ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบกิจการงานนั้นด้วย จะมีรั้วล้อมหรือไม่ก็ตาม “พนักงาน” หมายความว่า ผู้ซึ่งเลขาธิการสถิติแห่งชาติแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ข้าราชการซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร*แต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติมีอำนาจและหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) รวบรวมสถิติจากหน่วยสถิติ (๒) จัดวางผังสำมะโนและจัดทำสำมะโน (๓) ส่งเสริมและพัฒนางานสถิติของรัฐและส่งเสริมงานสถิติของเอกชน (๔) จัดวางผังรวม ประสานและกำกับบรรดาโครงการและกิจการสถิติของรัฐในทางวิชาการ (๕) ร่วมและประสานงานกับหน่วยสถิติในการรวม การประมวลและการวิเคราะห์สถิติ (๖) แนะนำหรือให้คำปรึกษาแก่หน่วยสถิติเกี่ยวกับแผนงาน ระเบียบวิธี ใบแบบ ใบกำหนดข้อถาม ตลอดจนเอกสารต่างๆ อันเป็นคู่มือ คำอธิบาย และคำชี้แจงประกอบใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม ที่หน่วยสถิติทำขึ้นสำหรับใช้เกี่ยวกับสถิติ (๗) จัดหรืออำนวยการสำรวจ หรือเก็บ รวบรวม ทำข้อคัดย่อประมวลและวิเคราะห์สถิติเกี่ยวกับภาวะมูลฐานของประเทศจากสำมะโนและการสำรวจ (๘) กำกับงานทางวิชาการที่เกี่ยวกับการจัดวางผังสำรวจหรือการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์สถิติของหน่วยสถิติ (๙) จัดหรืออำนวยการวิจัยในทางวิชาการสถิติ (๑๐) จัดทำวารสารสถิติและโฆษณาข้อมูลสถิติ (๑๑) จัดให้มีห้องสมุดเก็บรักษาหนังสือและเอกสารวิชาการและเอกสารสถิติและแลกเปลี่ยนหนังสือและเอกสารดังกล่าว (๑๒) จัดให้มีการศึกษาอบรมวิชาสถิติ (๑๓) ร่วมและประสานงานสถิติกับรัฐต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้เลขาธิการสถิติแห่งชาติมีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้มีคณะกรรมการสถิติแห่งชาติคณะหนึ่ง ประกอบด้วยประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และกรรมการอื่นไม่เกินสิบคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และผู้แทนกระทรวงทุกกระทรวงเป็นกรรมการ เลขาธิการสถิติแห่งชาติเป็นกรรมการและเลขานุการ

มาตรา ๘

มาตรา ๘ ให้คณะกรรมการสถิติแห่งชาติมีหน้าที่ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่สำนักงานสถิติแห่งชาติ

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ให้กรรมการสถิติแห่งชาติซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี ในกรณีมีการแต่งตั้งกรรมการสถิติแห่งชาติในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งซ่อม ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการสถิติแห่งชาติซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้วนั้น กรรมการสถิติแห่งชาติที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการอีกได้

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๙ กรรมการสถิติแห่งชาติพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) เป็นคนล้มละลาย (๔) เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ (๕) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันได้กระทำโดยประมาท

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ การประชุมของคณะกรรมการสถิติแห่งชาติต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งจำนวนของกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ถ้าคณะกรรมการสถิติแห่งชาติเห็นสมควรจะแต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อให้ทำการใดๆ ตามที่มอบหมาย หรือจะเชิญบุคคลใดมาให้ข้อเท็จจริง คำอธิบาย คำแนะนำหรือความเห็นก็ให้กระทำได้ ให้นำความในมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒ มาใช้บังคับแก่การประชุมอนุกรรมการโดยอนุโลม

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ หน่วยสถิติใดจะเสนอตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อดำเนินงานสถิติ ให้หน่วยสถิตินั้นส่งโครงการอันมีรายละเอียดเกี่ยวกับลักษณะแผนงานและระเบียบวิธี พร้อมทั้งประมาณค่าใช้จ่ายตามแบบซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติกำหนดไปยังสำนักงานสถิติแห่งชาติเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบก่อน

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ เมื่อจะทำสำมะโนหรือการสำรวจเพื่อปฏิบัติการตามโครงการสถิติใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา ในพระราชกฤษฎีกานั้นอย่างน้อยให้ระบุ (๑) อายุแห่งพระราชกฤษฎีกา (๒) วัตถุประสงค์ในการทำสำมะโนหรือการสำรวจ (๓) เขตท้องที่ที่จะทำสำมะโนหรือการสำรวจ (๔) บุคคลซึ่งจะต้องกรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม (๕) หน่วยสถิติที่จะทำสำมะโนหรือการสำรวจ

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ เมื่อได้ตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๑๕ แล้ว ให้เลขาธิการสถิติแห่งชาติประกาศกำหนด (๑) ใบแบบและใบกำหนดข้อถาม และวิธีการกรอกรายการในใบแบบและใบกำหนดข้อถาม (๒) ระยะเวลาที่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานจะส่งใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามแก่บุคคลซึ่งจะต้องกรอกรายการ (๓) ระยะเวลาที่ผู้กรอกรายการจะต้องส่งคืนใบแบบและใบกำหนดข้อถาม ซึ่งได้กรอกรายการแล้วแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานหรือหน่วยสถิติ การประกาศตามมาตรานี้ ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานไม่พบบุคคลซึ่งจะต้องกรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ส่งใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามแก่บุคคลใดๆ ที่มีอายุเกินยี่สิบปี ซึ่งอยู่หรือทำงานในเคหสถานหรือสำนักงานของบุคคลนั้น ถ้าไม่พบบุคคลดังกล่าว ให้ปิดใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามไว้ในที่เห็นได้ง่าย ณ เคหสถานหรือสำนักงานของบุคคลนั้น เมื่อได้ปฏิบัติการตามวรรคก่อนและเวลาได้ล่วงพ้นไปสิบห้าวันแล้ว ให้ถือว่าบุคคลซึ่งจะต้องกรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามได้รับใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามแล้ว

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานมีอำนาจเข้าไปในเคหสถานหรือสำนักงานของบุคคลซึ่งจะต้องกรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก เพื่อให้บุคคลนั้นแสดงหลักฐานหรือเอกสารเกี่ยวกับการกรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามหรือเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อความหรือตัวเลขที่ได้กรอกในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม ในการนี้บุคคลนั้นต้องให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานตามสมควร

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ในการปฏิบัติการตามหน้าที่ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานแสดงบัตรประจำตัวเมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงาน ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ให้หน่วยสถิติส่งสำเนารายการสถิติทุกอย่างอันได้จัดทำขึ้นให้แก่สำนักงานสถิติแห่งชาติ

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ บรรดาข้อความหรือตัวเลขเฉพาะบุคคลหรือเฉพาะรายที่ได้กรอกในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามนั้นต้องถือเป็นความลับโดยเคร่งครัด ห้ามมิให้ผู้ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เปิดเผยข้อความหรือตัวเลขนั้นแก่บุคคลใดๆ ซึ่งไม่มีหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่เพื่อประโยชน์แก่การสอบสวนหรือการพิจารณาคดีที่บุคคลนั้นต้องหาว่ากระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ ผู้ใดไม่กรอกรายการในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถาม ตามวิธีการที่เลขาธิการสถิติแห่งชาติกำหนดตามมาตรา ๑๖ (๑) หรือไม่ส่งคืนใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามที่ได้กรอกรายการแล้วแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ พนักงานหรือหน่วยสถิติภายในระยะเวลาที่เลขาธิการสถิติแห่งชาติกำหนดตามมาตรา ๑๖ (๓) หรือไม่ให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ ผู้ใดกรอกข้อความหรือตัวเลขในใบแบบหรือใบกำหนดข้อถามโดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จ หรือชี้แจงข้อเท็จจริงหรือตอบข้อถามอันเป็นเท็จแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ หรือพนักงานซึ่งปฏิบัติการตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร*รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ และออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ให้ใช้บังคับได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีการปรับปรุงกระทรวงทบวงกรมใหม่ และได้จัดตั้งสำนักงานสถิติแห่งชาติขึ้นในสำนักนายกรัฐมนตรีโดยได้โอนบรรดาอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับราชการของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจแห่งชาติเฉพาะที่เกี่ยวกับส่วนสำนักงานสถิติกลาง ตลอดจนบรรดาอำนาจหน้าที่ซึ่งกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้อำนวยราชการสถิติและเจ้าหน้าที่ในส่วนสำนักงานสถิติกลาง ไปเป็นอำนาจและหน้าที่ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ และเลขาธิการสถิติแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่ในสำนักงานสถิติแห่งชาติ กับทั้งเป็นการสมควรที่จะได้ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการสถิติ เพื่อให้การบริหารงานสถิติของชาติมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น *พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕

มาตรา ๑๑๙

มาตรา ๑๑๙ ในพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ. ๒๕๐๘ ให้แก้ไขคำว่า “นายกรัฐมนตรี” เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่ และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查