พระราชบัญญัติ ว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๐
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นปีที่ ๖๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสภากาชาดไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๕๐”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นวรรคสองของมาตรา ๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ “ให้สภากาชาดไทยมีฐานะเป็นนิติบุคคล ดำเนินการอันเป็นสาธารณกุศลเพื่อมนุษยธรรมตามหลักการของกาชาดสากล และพึงได้รับการสนับสนุนการดำเนินการจากรัฐ”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑/๑ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ “มาตรา ๑/๑ กิจการของสภากาชาดไทยไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน”
มาตรา ๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐/๑ มาตรา ๑๐/๒ มาตรา ๑๐/๓ มาตรา ๑๐/๔ และมาตรา ๑๐/๕ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ “มาตรา ๑๐/๑ ทุนของสภากาชาดไทย ประกอบด้วย (๑) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้โดยตรงจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี (๒) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ (๓)
ค่าบำรุง ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือรายได้จากการดำเนินการ (๔) ดอกผลของเงินหรือรายได้จากทรัพย์สินของสภากาชาดไทย (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น เพื่อประโยชน์ในการจัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่สภากาชาดไทย ให้สภากาชาดไทยเสนอขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อคณะรัฐมนตรี โดยความเห็นชอบของนายกรัฐมนตรี
เพื่อจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนของสภากาชาดไทยไว้ในพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม แล้วแต่กรณี ให้กระทรวงการคลังกำหนดระเบียบวิธีการในการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายของสภากาชาดไทย มาตรา ๑๐/๒ บรรดาเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย
ไม่เป็นเงินหรือรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลัง การใช้จ่ายเงินหรือรายได้ของสภากาชาดไทย ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์แก่กิจการของสภากาชาดไทยตามข้อบังคับและระเบียบที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด มาตรา ๑๐/๓ ทรัพย์สินของสภากาชาดไทยไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตลอดจนการบังคับทางปกครอง มาตรา ๑๐/๔
การบัญชีของสภากาชาดไทย ให้จัดทำตามมาตรฐานการบัญชีตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีและหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และต้องจัดให้มีการตรวจสอบภายในเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และการพัสดุของสภากาชาดไทย ตลอดจนรายงานผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยทราบอย่างน้อยปีละครั้ง ในการตรวจสอบภายใน
ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบของสภากาชาดไทยทำหน้าที่ตรวจสอบภายในตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด และให้รับผิดชอบขึ้นตรงต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทย มาตรา ๑๐/๕ ให้สภากาชาดไทยจัดทำงบการเงินตามกฎหมายว่าด้วยการบัญชีส่งผู้สอบบัญชีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณ เพื่อตรวจสอบ
ให้คณะกรรมการสภากาชาดไทยแต่งตั้งบุคคลใดหรือขอให้หน่วยงานของรัฐเป็นผู้สอบบัญชีของสภากาชาดไทย และให้ทำการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินของสภากาชาดไทยทุกรอบปีงบประมาณ แล้วทำรายงานผลการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการสภากาชาดไทยภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี
และให้สภากาชาดไทยจัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีตามข้อบังคับที่คณะกรรมการสภากาชาดไทยกำหนด”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๐ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓๐ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้”
มาตรา ๗ ให้โอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ หนี้ และงบประมาณของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของสภากาชาดไทยไปเป็นของสภากาชาดไทย ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการโอนบรรดาทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และหนี้ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปเป็นของสภากาชาดไทยตามวรรคหนึ่ง
ให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๘ ในวาระเริ่มแรก ในกรณีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เสนอของบประมาณเพื่ออุดหนุนสภากาชาดไทยไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้ว ให้ถือว่างบประมาณในส่วนที่เกี่ยวกับการอุดหนุนสภากาชาดไทยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอไปแล้วนั้น
เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สภากาชาดไทยเสนอขอรับต่อคณะรัฐมนตรีตามวรรคสองของมาตรา ๑๐/๑ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจัดการงบประมาณ ให้สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภากาชาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันพิจารณาดำเนินการแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี
มาตรา ๙ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติว่าด้วยสภากาชาดไทย พระพุทธศักราช ๒๔๖๑ ที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันไม่ครอบคลุมและไม่สอดคล้องกับการดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยในปัจจุบัน
ทำให้การดำเนินกิจการของสภากาชาดไทยไม่มีความเป็นอิสระและคล่องตัวส่งผลกระทบต่อการบริการทางการแพทย์และสุขภาพอนามัย การบรรเทาทุกข์ การบริการโลหิต และการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยสภากาชาดไทยในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ฐานะของสภากาชาดไทยมีความชัดเจน
ได้รับการสนับสนุนการดำเนินการ ตลอดจนงบประมาณจากรัฐ โดยให้มีระบบการจัดทำบัญชีที่ได้มาตรฐาน การรายงาน และการตรวจสอบที่ชัดเจน โปร่งใสรวมทั้งเปลี่ยนแปลงผู้รักษาการตามกฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).