กฎกระทรวง ฉบับที่ ๓๒ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า “พันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิดอายุห้าปี” มีจำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียนออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งพันบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว บริษัทจำกัด หรือธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนเมื่อครบห้าปี นับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเก้าต่อปี การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือตามคำร้องขอของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวด คือ ในวันที่ ๑๕ เมษายนและวันที่ ๑๕ ตุลาคม ทุกปี เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ
กันตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๕ หรือวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๘ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินตามราคาพันธบัตรแล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๙ ภายใต้บังคับข้อ ๑๐ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ แต่ผู้มีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรอาจโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลได้เพื่อเป็นการวางมัดจำหรือใช้แทนเงินสดแก่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลนั้น
การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรตามวรรคหนึ่งจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๐ เมื่อเห็นเป็นการสมควร กระทรวงการคลังจะรับโอนกรรมสิทธิ์พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ไว้ก็ได้ พันธบัตรที่กระทรวงการคลังรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อนี้ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้วตั้งแต่วันรับโอนกรรมสิทธิ์
ข้อ ๑๑ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่ชำระ
และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ถ้ามีเศษของงวดให้คำนวณตามจำนวนวันและให้ถือว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ บุญมา วงศ์สวรรค์ ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้ใช้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินและตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕
จะกู้ได้ไม่เกิน ๒๙,๐๐๐ ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้มาแล้วสองวาระ คือ วาระที่หนึ่ง ประเภทพันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิดดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง จำนวนไม่เกินสองร้อยล้านบาท และวาระที่สอง ประเภทพันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕
ชนิดดอกเบี้ยร้อยละแปด จำนวนไม่เกินแปดร้อยล้านบาท สำหรับในวาระที่สามนี้สมควรกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๕ ชนิดอายุห้าปี จำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระที่หนึ่ง และวาระที่สองแล้ว เท่ากับร้อยละ ๖.๘๙ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).