กฎกระทรวง ฉบับที่ ๘ (พ.ศ. ๒๕๐๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินตามกฎกระทรวงนี้ ให้กู้โดยวิธีออกพันธบัตร เรียกว่า “พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ ครั้งที่ ๑” มีจำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรรายนี้จะชำระต้นเงินคืนภายในสิบห้าปีนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้กำหนดให้เป็นวันเริ่มจำหน่ายพันธบัตร
ข้อ ๓ พันธบัตรรายนี้เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือมีดอกเบี้ยอัตราร้อยละแปดต่อปี ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้และมีชนิดราคา ดังต่อไปนี้ ชนิดราคาฉบับละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เลขที่ ก. ๑ เป็นต้นไป ชนิดราคาฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เลขที่ ข. ๑ เป็นต้นไป ชนิดราคาฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เลขที่
ค. ๑ เป็นต้นไป ชนิดราคาฉบับละ ๑๐๐ บาท เริ่มตั้งแต่เลขที่ ง. ๑ เป็นต้นไป
ข้อ ๔ พันธบัตรรายนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ และให้จำหน่าย ณ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อ ๕ พันธบัตรรายนี้ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๖ เมื่อได้รับคำเสนอขอซื้อพันธบัตรพร้อมด้วยเงินเต็มตามราคาที่ขอซื้อแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบสำคัญชั่วคราวให้ผู้ซื้อยึดถือไว้ก่อนเพื่อแลกเปลี่ยนกับพันธบัตรก็ได้
ข้อ ๗ ดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับ ให้คำนวณตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ หรือวันที่ ๑๔ สิงหาคม ต่อไป แล้วแต่กรณี งวดต่อไปให้คำนวณต่อจากวันที่กล่าวนั้นเป็นงวด ๆ งวดละ ๖ เดือน การชำระดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่งให้ชำระในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ และวันที่ ๑๕ สิงหาคม ทุกปี
ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่
ข้อ ๘ ตั้งแต่วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินของพันธบัตรทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีชำระต้นเงินของพันธบัตรแต่บางส่วน ให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๙ การชำระต้นเงินของพันธบัตร ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตรพร้อมทั้งบัตรดอกเบี้ยทุกฉบับที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากบัตรดอกเบี้ยฉบับใดขาดจำนวนไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหักจำนวนเงินตามบัตรดอกเบี้ยฉบับนั้นออกจากต้นเงินที่พึงชำระให้แก่ผู้ถือพันธบัตร
ข้อ ๑๐ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรจะขอจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ เมื่อได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรแล้ว จะถอนการจดบัญชีหรือโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่จดบัญชีไว้ ในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนกำหนดชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๑ ผู้มีกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ มีสิทธิขายคืนพันธบัตรนั้นได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ในราคาต้นเงินของพันธบัตรนั้น สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลาถือพันธบัตรนับแต่วันที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงสิบสองปีให้เป็นไปตามอัตราส่วนลดต่อไปนี้
ระยะเวลาถือพันธบัตรนับแต่วันที่ได้ จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนส่วนลด ไม่ถึง ๖ เดือนร้อยละ ๘ ต่อปี ๖ เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๑ ปีร้อยละ ๕ ต่อปี ๑ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๒ ปีร้อยละ ๔.๕ ต่อปี ๒ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๓ ปีร้อยละ ๔ ต่อปี ๓ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๔ ปีร้อยละ ๓.๕ ต่อปี ๔ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๕ ปีร้อยละ
๓ ต่อปี ๕ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๖ ปีร้อยละ ๒.๕ ต่อปี ๖ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๗ ปีร้อยละ ๒ ต่อปี ๗ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๘ ปีร้อยละ ๑.๕ ต่อปี ๘ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๙ ปีร้อยละ ๑ ต่อปี ๙ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๑๒ ปีร้อยละ ๐.๕ ต่อปี การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนกำหนดชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินคืนแล้ว
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้ออกพันธบัตรรายนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรรายนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓
ของจำนวนเงินค่าพันธบัตรที่จำหน่ายได้ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินของพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ ในการคำนวณเงิน เศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ พลเอก ถ. กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการแทน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณกระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินมาใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของยอดงบประมาณรายจ่ายประจำปีและในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๗ นี้ สำนักงบประมาณได้ประมาณยอดเงินที่จะต้องกู้มาชดเชยการขาดดุลย์ เป็นจำนวน ๒,๓๑๐ ล้านบาท
จึงเป็นการสมควรที่จะดำเนินการกู้เงินโดยวิธีจำหน่ายพันธบัตร โดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวง เพื่อให้การกู้เงินได้สำเร็จลุล่วงไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).