กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๐ (พ.ศ. ๒๕๐๘) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ ครั้งที่ ๒ โดยวิธีออกพันธบัตร เรียกว่า “พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘ ครั้งที่ ๒” มีจำนวนไม่เกินสามร้อยล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรรายนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบสองปีนับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔
ข้อ ๓ พันธบัตรรายนี้เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดต่อปี ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตร มีชนิดราคา ดังต่อไปนี้ ฉบับละ๑๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐๐ บาท
ข้อ ๔ พันธบัตรรายนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๘
ข้อ ๕ พันธบัตรรายนี้ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๖ เมื่อได้รับคำเสนอขอซื้อพันธบัตรพร้อมด้วยเงินเต็มตามราคาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบสำคัญชั่วคราวให้ผู้ซื้อยึดถือไว้ก่อนเพื่อแลกเปลี่ยนกับพันธบัตรก็ได้
ข้อ ๗ ดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับ ให้คำนวณตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้ จนถึงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘ งวดต่อไปให้คำนวณต่อจากวันที่กล่าวนั้นเป็นงวด ๆ งวดละ ๖ เดือน การชำระดอกเบี้ยตามวรรคหนึ่ง ให้เริ่มชำระในวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๘ และต่อไปในวันที่ ๑ มิถุนายน และวันที่ ๑ ธันวาคม ทุกปี
ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่
ข้อ ๘ ตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นต้นไปกระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วนให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๙ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตร ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตรพร้อมทั้งบัตรดอกเบี้ยทุกฉบับที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากบัตรดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในพันธบัตรฉบับใดขาดจำนวนไป ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหักจำนวนเงินตามบัตรดอกเบี้ยที่ขาดในพันธบัตรฉบับนั้นออกจากต้นเงินที่พึงชำระให้แก่ผู้ถือพันธบัตร
ข้อ ๑๐ ผู้ถือพันธบัตรจะขอจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร โดยมอบพันธบัตรหรือใบสำคัญชั่วคราวตามข้อ ๖ ไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ในการนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบรับจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ให้ไว้เป็นสำคัญ เมื่อได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรแล้ว
จะถอนการจดบัญชีหรือโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่จดบัญชีไว้ในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๑ ผู้ที่ได้รับจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไว้ไม่น้อยกว่าสามปี มีสิทธิขายคืนพันธบัตรได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตรนั้น แต่สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงเก้าปี ให้มีอัตราส่วนลด ดังต่อไปนี้
ระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีส่วนลดโดยนับแต่ แสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนวันจำหน่ายพันธบัตร ๓ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๕ ปีร้อยละ ๒ ๕ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๗ ปีร้อยละ ๑.๕ ๗ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๘ ปีร้อยละ ๑ ๘ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๙ ปีร้อยละ ๐.๕
การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้ พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้ว
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรรายนี้และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรรายนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้
ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๘ สุนทร หงส์ลดารมภ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินมาใช้จ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่าย และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ในปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้ออกพันธบัตรกู้เงินแล้ว ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๗.๗๗%
ของงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ยังจะกู้ได้อีก ๑๒.๒๓% เห็นเป็นการสมควรที่จะกู้เงินโดยวิธีจำหน่ายพันธบัตรอีก ๓๐๐ ล้านบาท จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวง เพื่อจัดการกู้เงินต่อไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).