กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๔ (พ.ศ. ๒๕๐๙) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ ครั้งที่ ๔ โดยวิธีออกพันธบัตรเรียกว่า “พันธบัตรเงินกู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙ ครั้งที่ ๔” มีจำนวนไม่เกินห้าร้อยล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรรายนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบสองปีนับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔
ข้อ ๓ พันธบัตรรายนี้เป็นพันธบัตรชนิดจ่ายเงินแก่ผู้ถือมีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดต่อปี ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตร มีชนิดราคา ดังต่อไปนี้ ฉบับละ๑๐๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท ฉบับละ ๑๐๐ บาท
ข้อ ๔ พันธบัตรรายนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๙
ข้อ ๕ พันธบัตรรายนี้ให้เป็นไปตามแบบท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานของธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๖ เมื่อได้รับคำเสนอขอซื้อพันธบัตรพร้อมด้วยชำระเงินเต็มตามราคาแล้ว ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบสำคัญชั่วคราวให้ผู้ซื้อยึดถือไว้ก่อน เพื่อแลกเปลี่ยนกับพันธบัตรก็ได้
ข้อ ๗ ดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับ ให้คำนวณตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ และให้เริ่มชำระดอกเบี้ยงวดแรกในวันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ งวดต่อไปในวันที่ ๑๕ มกราคม และวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ทุกปี ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่
ข้อ ๘ ตั้งแต่วันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรทั้งหมดหรือแต่บางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วนให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๙ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตร ให้กระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตรพร้อมทั้งบัตรดอกเบี้ยทุกฉบับที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระ หากบัตรดอกเบี้ยที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระในพันธบัตรฉบับใดขาดจำนวนไป
ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยหักจำนวนเงินตามบัตรดอกเบี้ยที่ขาดในพันธบัตรฉบับนั้นออกจากต้นเงินกู้ที่พึงชำระให้แก่ผู้ถือพันธบัตร
ข้อ ๑๐ ผู้ถือพันธบัตรจะขอจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตร โดยมอบพันธบัตรหรือใบสำคัญชั่วคราวตามข้อ ๖ ไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทยก็ได้ ในการนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยจะออกใบรับจดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ให้ไว้เป็นสำคัญ เมื่อได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรแล้ว
จะถอนการจดบัญชีหรือโอนกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรที่จดบัญชีไว้ในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๑ ผู้ที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์ในพันธบัตรไว้ไม่น้อยกว่าสามปี มีสิทธิขายคืนพันธบัตรได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตรนั้น แต่สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีแสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงเก้าปี ให้มีอัตราส่วนลด ดังต่อไปนี้
ระยะเวลานับแต่วันที่ได้จดบัญชีส่วนลดโดยนับแต่วัน แสดงกรรมสิทธิ์จนถึงวันขายคืนจำหน่ายพันธบัตร ๓ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๕ ปีร้อยละ ๒ ๕ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๗ ปีร้อยละ ๑.๕ ๗ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๘ ปีร้อยละ ๑ ๘ ปี ขึ้นไป แต่ไม่ถึง ๙ ปีร้อยละ ๐.๕ การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวัน
ก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้ พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้ว
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรรายนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรรายนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้
ดอกเบี้ยที่จ่ายและต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๐๙ ส. วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ ตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ กระทรวงการคลังมีอำนาจกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ได้ออกพันธบัตรเงินกู้แล้ว ๒,๒๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๑๔.๕๓%
ของงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ยังจะกู้ได้อีก ๕.๔๗% จึงเห็นสมควรกู้เงินโดยวิธีจำหน่ายพันธบัตรอีก ๕๐๐ ล้านบาท ในการนี้จำเป็นต้องออกกฎกระทรวง เพื่อจัดการกู้เงินต่อไป และเมื่อได้กู้ครั้งนี้แล้วจะรวมเป็นเงิน ๒,๗๐๐ ล้านบาท หรือเท่ากับ ๑๗.๘๓% ของงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).