กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๒ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า “พันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑” มีจำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียน มีราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งพันบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว บริษัทจำกัด หรือธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้ออกจำหน่ายเป็นคราว ๆ ตามที่กระทรวงการคลังจะประกาศ โดยจำหน่ายในราคาต่ำกว่าราคาที่ตราไว้ได้ แต่ต้องไม่ต่ำกว่าหน่วยละ ๙๒๐.๘๖ บาท ประกาศกระทรวงการคลังตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้จำหน่ายตามกำหนดเวลาในประกาศกระทรวงการคลังตามข้อ ๔ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๑๓
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนตามราคาที่ตราไว้เมื่อครบห้าปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดเวลาจำหน่ายในประกาศกระทรวงการคลังตามข้อ ๔
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๘ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดต่อปี การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้ หรือตามคำร้องขอของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวดเป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กัน ในวันที่ซึ่งจะได้กำหนดไว้ในประกาศกระทรวงการคลัง
ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้ จนถึงวันก่อนวันกำหนดจ่ายดอกเบี้ยงวดแรก
ข้อ ๙ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินค่าพันธบัตรแล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๑๐ ภายใต้บังคับข้อ ๑๑ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ จนกระทำได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ และจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗
มิได้
ข้อ ๑๑ เมื่อเห็นเป็นการสมควร กระทรวงการคลังจะรับโอนกรรมสิทธิพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ไว้ก็ได้ พันธบัตรที่กระทรวงการคลังรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อนี้ ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้วตั้งแต่วันรับโอนกรรมสิทธิ์
ข้อ ๑๒ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๓ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๔ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่ชำระ
และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๕ การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ถ้ามีเศษของงวด ให้คำนวณตามจำนวนวัน และให้ถือว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ ส. วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้ขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่าย
และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ จะกู้ได้ไม่เกิน ๕,๔๕๙.๙๘ ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงขึ้นเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรเงินกู้ทั่วไปในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ จำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาทมาแล้ว ในวาระที่สองนี้เห็นควรกู้สองพันล้านบาท
ซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระแรกแล้วเท่ากับร้อยละ ๑๐.๙๙ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทพันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ จำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).