กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๔ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า “พันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๒” มีจำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียน ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งพันบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ผู้ซื้อซึ่งเป็นห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียนแล้ว บริษัทจำกัด หรือธนาคารแห่งประเทศไทย
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบห้าปีนับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้ และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเก้าต่อปี การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้หรือตามคำร้องขอของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวด คือ ในวันที่ ๑ มีนาคม และวันที่ ๑ กันยายน ทุกปี เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กัน
ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔
ข้อ ๘ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินตามราคาพันธบัตรแล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๙ ภายใต้บังคับข้อ ๑๑ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ จะกระทำได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิ์ซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ และจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์ หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗
มิได้
ข้อ ๑๐ ตั้งแต่วันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วน ให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๑๑ เมื่อเห็นเป็นการสมควร กระทรวงการคลังจะรับโอนกรรมสิทธิ์พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ไว้ก็ได้ พันธบัตรที่กระทรวงการคลังรับโอนกรรมสิทธิ์ตามข้อนี้ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้วตั้งแต่วันรับโอนกรรมสิทธิ์
ข้อ ๑๒ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๓ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๔ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ดอกเบี้ยที่ชำระ
และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๕ การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ย ถ้ามีเศษของงวดให้คำนวณตามจำนวนวันและให้ถือว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๓ ส. วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดินจึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้ขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐ ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่าย
และงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ จะกู้ได้ไม่เกิน ๕,๔๕๙.๙๘ ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงขึ้นเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้มาแล้วสามวาระ คือ วาระที่หนึ่ง ประเภทพันธบัตรเงินกู้ทั่วไปในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ จำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท วาระที่สอง
ประเภทพันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ จำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท วาระที่สาม ประเภทพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ และประเภทพันธบัตรออมทรัพย์สะสมทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๑ ซึ่งรวมกันไม่เกินสองร้อยล้านบาท ในวาระที่สี่เห็นควรกู้
โดยวิธีออกพันธบัตรเพิ่มเติมเรียกว่า “พันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๓ ครั้งที่ ๒” จำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท ซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระแรก วาระที่สองและวาระที่สามแล้วเท่ากับร้อยละ ๑๙.๐๕ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).