กฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๙ (พ.ศ. ๒๕๑๔) ออกตามความในพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๙ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๐๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๐๓ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ การกู้เงินในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ โดยวิธีการออกพันธบัตรเงินกู้ประเภทที่เรียกว่า “พันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ ครั้งที่ ๑” มีจำนวนไม่เกินสามร้อยล้านบาท
ข้อ ๒ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้เป็นพันธบัตรชนิดออกให้ในนามผู้ซื้อพันธบัตรและจดทะเบียน ออกจำหน่ายตามราคาที่ตราไว้เป็นหน่วย หน่วยละหนึ่งร้อยบาท
ข้อ ๓ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จำหน่ายให้เฉพาะแก่ผู้ซื้อ ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการสาธารณกุศล
ข้อ ๔ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ จนถึงวันสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔
ข้อ ๕ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะชำระต้นเงินกู้คืนภายในสิบปี นับแต่วันให้เริ่มจำหน่ายตามข้อ ๔ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นต้นไป กระทรวงการคลังจะชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามสิบวัน
ในกรณีชำระต้นเงินกู้แต่บางส่วนให้กระทำโดยวิธีจับสลาก
ข้อ ๖ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้เป็นไปตามแบบและเงื่อนไขท้ายกฎกระทรวงนี้และมิให้ถือว่าพันธบัตรฉบับใดสมบูรณ์ เว้นแต่พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้แต่งตั้งขึ้นโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ได้ลงลายมือชื่อกำกับในพันธบัตรฉบับนั้นแล้ว
ข้อ ๗ พันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี การชำระดอกเบี้ย ให้ชำระแก่ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ที่ได้จดทะเบียนไว้หรือตามคำร้องขอของผู้มีนามในพันธบัตรฉบับนั้น โดยให้แบ่งชำระปีละสองงวด คือ ในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ และวันที่ ๑๕ สิงหาคม ทุกปี เป็นจำนวนเงินงวดละเท่า ๆ กัน
ตลอดเวลาที่พันธบัตรยังมีอายุอยู่ แต่การชำระดอกเบี้ยงวดแรกของพันธบัตรแต่ละฉบับซึ่งมีหลายหน่วย ให้คำนวณต้นเงินของทุกหน่วยรวมกันตั้งแต่วันที่จำหน่ายพันธบัตรได้จนถึงวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ หรือวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ แล้วแต่กรณี
ข้อ ๘ เมื่อได้รับคำเสนอซื้อพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้พร้อมด้วยได้รับชำระเงินตามราคาพันธบัตรแล้ว ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมอบพันธบัตรและจดทะเบียนพันธบัตรฉบับนั้นไว้
ข้อ ๙ การโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ จะกระทำได้แต่เฉพาะในระหว่างผู้มีสิทธิซื้อพันธบัตรตามข้อ ๓ และจะต้องนำพันธบัตรไปจดทะเบียนการโอนกรรมสิทธิ์หรือการจำนำที่ธนาคารแห่งประเทศไทย การโอนกรรมสิทธิ์จะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้
ข้อ ๑๐ การชำระต้นเงินกู้ตามพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้จะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับคืนพันธบัตร
ข้อ ๑๑ ผู้มีนามในพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ ซึ่งมิได้จดทะเบียนจำนำ มีสิทธิขายคืนพันธบัตรนั้นได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยตามราคาที่ตราไว้ในพันธบัตรนั้น แต่สำหรับพันธบัตรที่มีระยะเวลานับแต่วันที่จำหน่ายในพันธบัตรจนถึงวันขายคืนยังไม่ถึงแปดปี ให้มีอัตราส่วนลด ดังต่อไปนี้
ระยะเวลานับแต่วันที่จำหน่ายส่วนลดโดยนับแต่วันที่จำหน่าย ในพันธบัตรจนถึงวันขายคืนในพันธบัตรจนถึงวันขายคืน ไม่ถึง ๖ เดือนร้อยละ ๗.๕๐ ต่อปี ๖ เดือนขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๑ ปีร้อยละ ๒.๕๐ ต่อปี ๑ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๒ ปีร้อยละ ๒.๐๐ ต่อปี ๒ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๓ ปีร้อยละ ๑.๕๐ ต่อปี ๓ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๔ ปีร้อยละ
๑.๒๕ ต่อปี ๔ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๕ ปีร้อยละ ๑.๐๐ ต่อปี ๕ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๖ ปีร้อยละ ๐.๗๕ ต่อปี ๖ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๗ ปีร้อยละ ๐.๕๐ ต่อปี ๗ ปีขึ้นไปแต่ไม่ถึง ๘ ปีร้อยละ ๐.๒๕ ต่อปี การขายคืนพันธบัตรจะกระทำในระหว่างระยะเวลาสิบห้าวันก่อนวันเริ่มชำระดอกเบี้ยตามข้อ ๗ มิได้ พันธบัตรที่ขายคืนตามข้อนี้
ให้ถือว่าเป็นพันธบัตรที่ชำระต้นเงินกู้คืนแล้ว
ข้อ ๑๒ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นผู้จำหน่ายพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ และจัดการอื่น ๆ ที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการนี้
ข้อ ๑๓ ให้กำหนดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรเงินกู้ประเภทนี้ให้แก่ธนาคารแห่งประเทศไทย ดังต่อไปนี้ (๑) ค่าใช้จ่ายในการพิมพ์พันธบัตรและการโฆษณาขายพันธบัตร (๒) ค่าธรรมเนียมในการจัดการเกี่ยวกับพันธบัตรในอัตราร้อยละ ๐.๓ ของราคาพันธบัตรที่จำหน่ายได้ ดอกเบี้ยที่ชำระ
และต้นเงินกู้ตามพันธบัตรที่ชำระคืน
ข้อ ๑๔ การนับเวลาเพื่อคำนวณดอกเบี้ยหรือส่วนลด ถ้ามีเศษของงวดหรือเศษของปีให้คำนวณตามจำนวนวัน และให้ถือว่าปีหนึ่งมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ในการคำนวณเงิน ตอนใดมีเศษของหนึ่งสตางค์ให้ปัดทิ้ง
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๔ ส. วินิจฉัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐบาลมีความจำเป็นจะต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงฉบับนี้ขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ ซึ่งให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินมาจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ ๒๐
ของจำนวนเงินงบประมาณรายจ่ายและงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ จะกู้ได้ไม่เกิน ๕,๗๒๙ ล้านบาท กระทรวงการคลังได้ออกกฎกระทรวงขึ้นเพื่อกู้โดยวิธีออกพันธบัตรเงินกู้มาแล้วสามวาระ คือ วาระที่หนึ่ง ประเภทพันธบัตรเงินกู้ทั่วไปในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ ครั้งที่ ๑ จำนวนไม่เกินหนึ่งพันล้านบาท
วาระที่สอง ประเภทพันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ ชนิดอายุห้าปี จำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท และวาระที่สาม ประเภทพันธบัตรลงทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ ชนิดอายุสิบห้าปี จำนวนไม่เกินสองพันล้านบาท ในวาระที่สี่เห็นควรกู้โดยวิธีออกพันธบัตรประเภทพันธบัตรออมทรัพย์ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๔ ครั้งที่ ๑
จำนวนไม่เกินสามร้อยล้านบาท ซึ่งรวมกับที่กู้ในวาระที่หนึ่ง วาระที่สองและวาระที่สามแล้ว เท่ากับร้อยละ ๑๘.๕๐ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).