我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547 หมวด ๑ สภากายภาพบำบัด

มาตรา ๖–มาตรา ๑๐共 5 條

มาตรา ๖

มาตรา ๖ ให้มีสภากายภาพบำบัดเป็นนิติบุคคล ซึ่งมีวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๗

มาตรา ๗ สภากายภาพบำบัดมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ (๑) ส่งเสริมการศึกษา การวิจัย และการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด (๒) ควบคุม กำกับ ดูแล และกำหนดมาตรฐานการให้บริการของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด (๓) ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดให้ถูกต้องตามจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพกายภาพบำบัด (๔) ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนและองค์กรอื่นในเรื่องที่เกี่ยวกับกายภาพบำบัดและการสาธารณสุข (๕) ให้คำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเกี่ยวกับงานกายภาพบำบัดและการสาธารณสุข (๖) ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิก (๗) ผดุงไว้ซึ่งสิทธิ ความเป็นธรรม และส่งเสริมสวัสดิการให้แก่สมาชิก (๘) เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดของประเทศไทย

มาตรา ๘

มาตรา ๘ สภากายภาพบำบัดมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (๑) รับขึ้นทะเบียนและออกใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอเป็นผู้ประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด (๒) ออกคำสั่งตามมาตรา ๔๒ วรรคสี่ (๓) รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรในวิชาชีพกายภาพบำบัดของสถาบันต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการสมัครเป็นสมาชิก (๔) รับรองหลักสูตรสำหรับการฝึกอบรมเป็นผู้ชำนาญการในสาขาต่าง ๆ ของวิชาชีพกายภาพบำบัดของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมดังกล่าว (๕) รับรองวิทยฐานะของสถาบันที่ทำการฝึกอบรมใน (๔) (๖) ออกหนังสืออนุมัติหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัดสาขาต่าง ๆ และออกหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพกายภาพบำบัด (๗) จัดทำแผนการดำเนินงานและรายงานผลการดำเนินงานเสนอต่อสภานายกพิเศษอย่างน้อยปีละครั้ง (๘) ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสภากายภาพบำบัด

มาตรา ๙

มาตรา ๙ สภากายภาพบำบัดอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ (๑) เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน (๒) ค่าขึ้นทะเบียนสมาชิก ค่าบำรุง และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ (๓) ผลประโยชน์ที่ได้จากการจัดการทรัพย์สินและกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดในมาตรา ๗ (๔) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้ให้แก่สภากายภาพบำบัด (๕) ดอกผลของเงินและทรัพย์สินตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔)

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ ให้รัฐมนตรีดำรงตำแหน่งสภานายกพิเศษแห่งสภากายภาพบำบัดและมีอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).