มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ใดประกอบวิชาชีพการสัตวบาล หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าว โดยมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตจากสภาการสัตวบาล เว้นแต่ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) การประกอบวิชาชีพการสัตวบาลที่กระทำต่อสัตว์เลี้ยงของตนเอง
และสัตว์เลี้ยงของผู้เลี้ยงหรือเกษตรกรรายย่อย ทั้งนี้ โดยมีขนาด ชนิด และจำนวนสัตว์เลี้ยงตามที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา (๒) นักเรียน นิสิต นักศึกษา
หรือผู้รับการฝึกอบรมซึ่งทำการฝึกหัดหรือฝึกอบรมในความควบคุมของสถาบันการศึกษาวิชาการสัตวบาลทั้งที่เป็นของรัฐหรือสถาบันการศึกษาอื่นที่ได้รับอนุญาตจากทางราชการให้จัดตั้ง หรือสถาบันการสัตวบาลที่สภาการสัตวบาลรับรอง ทั้งนี้
ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ผู้ฝึกหัดหรือผู้ให้การฝึกอบรมซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล (๓) ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด
ซึ่งทำการประกอบวิชาชีพการสัตวบาลตามหน้าที่และอำนาจ หรือตามที่ส่วนราชการหรือหน่วยงานดังกล่าวมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร (๔) บุคคลซึ่งกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนด
มอบหมายให้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลในความควบคุมของเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล ทั้งนี้ ตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด (๕) การประกอบวิชาชีพการสัตวบาลของที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญของทางราชการหรือผู้สอนในสถาบันการศึกษาหรือสถาบันการสัตวบาลที่สภาการสัตวบาลรับรอง ทั้งนี้
โดยอนุมัติของคณะกรรมการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๓๐ ห้ามมิให้ผู้ซึ่งมิได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตใช้คำหรือข้อความด้วยอักษรไทยหรืออักษรต่างประเทศว่า สัตวบาล หรือใช้อักษรย่อของคำดังกล่าวประกอบกับชื่อตัวหรือชื่อสกุลของตน หรือใช้คำหรือข้อความอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน หรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ
ซึ่งทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล รวมถึงการใช้ จ้าง วาน หรือยินยอมให้ผู้อื่นกระทำดังกล่าวให้แก่ตน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๑ แบบและประเภทใบอนุญาต หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขึ้นทะเบียน การออกใบอนุญาต อายุใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การออกหนังสืออนุมัติบัตรหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพการสัตวบาลสาขาต่าง ๆ และหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพการสัตวบาล รวมทั้งการออกใบแทนใบอนุญาต
หนังสืออนุมัติบัตรหรือวุฒิบัตร และหนังสือแสดงวุฒิอื่น ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๒ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล ให้แบ่งเป็นสองประเภท คือ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ก. และผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ข.
มาตรา ๓๓ ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ก. ต้องเป็นสมาชิกและมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ รวมทั้งต้องมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ได้รับปริญญาในสาขาวิชาชีพการสัตวบาลจากสถานศึกษาในประเทศไทยที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์
วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวงศึกษาธิการรับรอง และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ (๒) ได้รับปริญญาในสาขาวิชาชีพการสัตวบาลจากสถานศึกษาในต่างประเทศที่สภาการสัตวบาลรับรอง ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศที่ตนได้รับปริญญา และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
เว้นแต่เป็นผู้ซึ่งมีสัญชาติไทยอาจไม่ต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพในประเทศที่ผู้นั้นได้รับปริญญาก็ได้ แต่ต้องผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๔ ผู้ขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลประเภท ข. ต้องเป็นสมาชิกและมีคุณสมบัติอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ รวมทั้งต้องมีความรู้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ได้รับปริญญาสาขาอื่นที่มิใช่สาขาวิชาชีพการสัตวบาลหรือได้รับประกาศนียบัตรและมีความรู้ในวิชาชีพการสัตวบาล
ทั้งนี้ จากสถานศึกษาที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกระทรวงศึกษาธิการรับรอง และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ (๒) ได้รับอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรในวิชาชีพการสัตวบาล หรือได้รับหนังสือแสดงวุฒิอื่นในวิชาชีพการสัตวบาลขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้
จากสถาบันที่สภาการสัตวบาลรับรอง และผ่านการสอบความรู้ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๕ เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้ใดพ้นจากสมาชิกภาพ ให้ใบอนุญาตของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่พ้นจากสมาชิกภาพ และให้คณะกรรมการประกาศการพ้นจากสมาชิกภาพและเหตุแห่งการนั้นให้สาธารณชนทราบ ทั้งนี้ ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๖ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลต้องประกอบวิชาชีพภายใต้บังคับแห่งข้อจำกัดและเงื่อนไขตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๗ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลต้องรักษาจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวบาลตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๓๘ บุคคลผู้ได้รับความเสียหายเพราะผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้ใดประพฤติผิดข้อจำกัดหรือเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวบาลตามมาตรา ๓๖ หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวบาลตามมาตรา ๓๗ มีสิทธิกล่าวหาผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้นั้น
โดยทำคำกล่าวหาเป็นหนังสือหรือโดยวิธีอื่นใดยื่นต่อสภาการสัตวบาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ กรรมการหรือบุคคลอื่นที่พบหรือทราบว่าผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้ใดประพฤติผิดข้อจำกัดและเงื่อนไขการประกอบวิชาชีพการสัตวบาลตามมาตรา ๓๖
หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพการสัตวบาลตามมาตรา ๓๗ มีสิทธิกล่าวโทษผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้นั้นโดยทำคำกล่าวโทษเป็นหนังสือหรือโดยวิธีอื่นใดยื่นต่อสภาการสัตวบาล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ สิทธิการกล่าวหาตามวรรคหนึ่งหรือสิทธิการกล่าวโทษตามวรรคสองสิ้นสุดลง
เมื่อพ้นหนึ่งปีนับแต่วันที่ผู้ได้รับความเสียหายหรือผู้กล่าวโทษรู้เรื่องและรู้ตัวผู้ประพฤติผิด แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามปีนับแต่วันที่มีการประพฤติผิดในเรื่องดังกล่าว การถอนคำกล่าวหาหรือคำกล่าวโทษที่ได้ยื่นไว้แล้วไม่เป็นเหตุให้ระงับการดำเนินการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๓๙ เมื่อสภาการสัตวบาลได้รับเรื่องการกล่าวหาหรือการกล่าวโทษตามมาตรา ๓๘ ให้เลขาธิการเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานอนุกรรมการจรรยาบรรณโดยไม่ชักช้า
มาตรา ๔๐ ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณจากสมาชิก ประกอบด้วย ประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการอีกจำนวนไม่น้อยกว่าสองคน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่ได้รับตามมาตรา ๓๙ แล้วทำรายงานพร้อมทั้งความเห็นเสนอคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณหลายคณะก็ได้
มาตรา ๔๑ เมื่อคณะกรรมการได้รับรายงานและความเห็นของคณะอนุกรรมการจรรยาบรรณแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณารายงานและความเห็นดังกล่าว และมีมติอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ให้คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพื่อเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา (๒)
ให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นมีมูล (๓) ให้ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษในกรณีที่เห็นว่าข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษนั้นไม่มีมูล
มาตรา ๔๒ การสืบสวนและการสอบสวนให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
มาตรา ๔๓ ในการดำเนินการสอบสวน ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนจากสมาชิก ประกอบด้วย ประธานคนหนึ่ง และอนุกรรมการอีกจำนวนไม่น้อยกว่าสองคน มีหน้าที่และอำนาจสอบสวนและเสนอผลการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อวินิจฉัยชี้ขาด คณะกรรมการอาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนหลายคณะก็ได้
มาตรา ๔๔ ให้คณะกรรมการ คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ และคณะอนุกรรมการสอบสวนมีอำนาจออกหนังสือเรียกบุคคลผู้เกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสาร หลักฐาน หรือวัตถุใด ๆ เพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการของคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการดังกล่าว ในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการจรรยาบรรณ
และคณะอนุกรรมการสอบสวน ให้กรรมการ อนุกรรมการจรรยาบรรณ และอนุกรรมการสอบสวนเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๔๕ ให้ประธานอนุกรรมการสอบสวนมีหนังสือแจ้งข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษพร้อมทั้งส่งสำเนาเรื่องที่กล่าวหาหรือกล่าวโทษให้ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษไม่น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเริ่มทำการสอบสวน ผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษมีสิทธิทำคำชี้แจงหรือนำพยานหลักฐานใด ๆ มาให้คณะอนุกรรมการสอบสวน
คำชี้แจงหรือพยานหลักฐาน ให้ยื่นต่อประธานอนุกรรมการสอบสวนภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากประธานอนุกรรมการสอบสวนหรือภายในกำหนดเวลาที่คณะอนุกรรมการสอบสวนจะขยายให้
มาตรา ๔๖ เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว ให้เสนอสำนวนการสอบสวนพร้อมทั้งความเห็นต่อคณะกรรมการภายในสามสิบวัน เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด
มาตรา ๔๗ เมื่อคณะกรรมการได้รับสำนวนการสอบสวนและความเห็นของคณะอนุกรรมการสอบสวนแล้ว ให้คณะกรรมการพิจารณาสำนวนการสอบสวนและความเห็นดังกล่าวภายในเก้าสิบวัน คณะกรรมการอาจให้คณะอนุกรรมการสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติมก่อนวินิจฉัยชี้ขาดก็ได้
มาตรา ๔๘ คณะกรรมการมีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้ (๑) ยกข้อกล่าวหาหรือข้อกล่าวโทษ (๒) ว่ากล่าวตักเตือน (๓) ภาคทัณฑ์ (๔) พักใช้ใบอนุญาตมีกำหนดเวลาตามที่เห็นสมควร แต่ไม่เกินสองปี (๕) เพิกถอนใบอนุญาต ภายใต้บังคับมาตรา ๒๘
คำวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ และให้ทำเป็นคำสั่งสภาการสัตวบาลพร้อมด้วยเหตุผลของคำวินิจฉัยชี้ขาด โดยให้ถือเป็นที่สุด
มาตรา ๔๙ ให้เลขาธิการแจ้งคำสั่งสภาการสัตวบาลตามมาตรา ๔๘ ไปยังผู้ถูกกล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวโทษเพื่อทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้บันทึกข้อความตามคำสั่งนั้นไว้ในทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาล พร้อมทั้งแจ้งผลการวินิจฉัยชี้ขาดให้ผู้กล่าวหาหรือผู้กล่าวโทษทราบด้วย
หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งคำสั่งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๕๐ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำการซึ่งเป็นการประกอบวิชาชีพการสัตวบาลหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ
ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนยังคงมีสิทธิประกอบวิชาชีพดังกล่าวนับแต่วันที่ทราบคำสั่งสภาการสัตวบาลที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสั่งเพิกถอนใบอนุญาตนั้น
มาตรา ๕๑ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลผู้ใดซึ่งอยู่ในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตกระทำการฝ่าฝืนตามมาตรา ๕๐ ให้คณะกรรมการสั่งเพิกถอนใบอนุญาตของผู้นั้น
มาตรา ๕๒ ผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวบาลซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตอาจขอรับใบอนุญาตอีกได้เมื่อพ้นสองปีนับแต่วันถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อคณะกรรมการได้พิจารณาคำขอรับใบอนุญาตและปฏิเสธการออกใบอนุญาต ผู้นั้นจะยื่นคำขอรับใบอนุญาตได้อีกต่อเมื่อสิ้นระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาต
ถ้าคณะกรรมการปฏิเสธการออกใบอนุญาตเป็นครั้งที่สองแล้ว ผู้นั้นเป็นอันหมดสิทธิขอรับใบอนุญาตตลอดไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).