พระราชบัญญัติ สถาบันการพลศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นปีที่ ๖๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยสถาบันการพลศึกษา จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๕”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ให้โรงเรียนกีฬาที่ได้จัดตั้งขึ้นตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการเป็นส่วนราชการในสถาบัน”
มาตรา ๔ ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “สภาวิชาการ” ระหว่างบทนิยามคำว่า “สภาสถาบัน” และคำว่า “อธิการบดี” ในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ ““สภาวิชาการ” หมายความว่า สภาวิชาการสถาบันการพลศึกษา”
มาตรา ๕ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๕ เพื่อประโยชน์และความสอดคล้องในการบริหารงานบุคคลสำหรับคณาจารย์ ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาของสถาบัน
ให้สภาสถาบันมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของสถาบันตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เว้นแต่พระราชบัญญัตินี้บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น”
มาตรา ๖ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๙ สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้ (๑) สำนักงานอธิการบดี (๒) บัณฑิตวิทยาลัย (๓) วิทยาเขต (๔) คณะ (๕) โรงเรียนกีฬา สถาบันอาจให้มีสำนัก ศูนย์
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๗ เป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้ มาตรา ๑๐ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาเขต คณะ โรงเรียนกีฬา สำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ออกเป็นกฎกระทรวง
การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานคณบดี ภาควิชา กอง ฝ่าย หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา กอง หรือฝ่าย ให้ทำเป็นประกาศกระทรวง การแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างานให้ทำเป็นประกาศของสถาบัน”
มาตรา ๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๖ ให้มีสภาสถาบันประกอบด้วย (๑) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง (๒) อุปนายกสภาสถาบัน ได้แก่ อธิการบดี (๓) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่
ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา อธิบดีกรมพลศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย และเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (๔) กรรมการสภาสถาบันสามคน
ซึ่งเลือกจากรองอธิการบดี หรือรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต (๕) กรรมการสภาสถาบันสามคน ซึ่งเลือกจากคณบดีหนึ่งคน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาหนึ่งคน และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งคน (๖) กรรมการสภาสถาบันสี่คน
ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของวิทยาเขตสามคนและข้าราชการครูของโรงเรียนกีฬาหนึ่งคน (๗) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิเจ็ดคน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบันโดยคำแนะนำของนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตาม (๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖)
ในจำนวนนี้ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกีฬาคนพิการอย่างน้อยหนึ่งคน ให้สภาสถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (๔) เป็นเลขานุการสภาสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดี และให้สำนักงานอธิการบดีรับผิดชอบงานธุรการ งานประชุม ศึกษาหาข้อมูล และกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานของสภาสถาบัน
หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน คุณสมบัติของผู้รับเลือก ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตาม (๔) (๕) และ (๖) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน”
มาตรา ๘ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
มาตรา ๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๑๙ สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (๑) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ การให้บริการชุมชน และเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ การปรับปรุง
การถ่ายทอดและพัฒนาเทคโนโลยี การทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม การผลิตและพัฒนาบุคลากรทางพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาดังกล่าว (๒) ออกระเบียบและข้อบังคับต่าง ๆ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน (๓) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกส่วนราชการของสถาบันตามมาตรา ๑๐ รวมทั้งการแบ่งหน่วยงานภายในของส่วนราชการดังกล่าว (๔) อนุมัติการรับสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันวิจัยอื่นเข้าสมทบ และการยกเลิกการสมทบของสถาบันดังกล่าวตามมาตรา ๑๑ (๕) พิจารณาอนุมัติหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากำหนด
และการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา (๖) กำกับมาตรฐานการศึกษา ควบคุมคุณภาพ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของสถาบันให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานและมาตรฐานการศึกษาระดับอุดมศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (๗) อนุมัติการให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ประกาศนียบัตรบัณฑิต อนุปริญญา
และประกาศนียบัตร (๘) พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งและถอดถอนนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ อธิการบดี ศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์พิเศษ (๙) แต่งตั้งกรรมการสภาวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๒๑ (๕) (๑๐) แต่งตั้งรองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์ หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง (๑๑) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณประจำปีของสถาบัน วางระเบียบ และออกข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงาน
การเงิน การจัดหารายได้และผลประโยชน์จากทรัพย์สินของสถาบัน และการใช้จ่ายเงินรายได้ของสถาบัน (๑๒) อนุมัติแผนการใช้จ่ายเงินรายได้ของสถาบัน (๑๓) พิจารณารายงานการรับจ่ายเงินในรอบปี และรายงานการดำเนินกิจการของสถาบัน (๑๔) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาด้านพลศึกษา การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬา
วิทยาศาสตร์สุขภาพ นันทนาการ และกิจการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (๑๕) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใด ๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของสภาสถาบัน (๑๖) ส่งเสริม สนับสนุน และแสวงหาวิธีการเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของสถาบัน (๑๗)
พิจารณาและให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับกิจการเชิงนโยบายของสถาบันที่มิได้กำหนดไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ”
มาตรา ๑๐ ให้ยกเลิกความใน (๓) และ (๔) ของมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๓) กรรมการสภาวิชาการสามคน ซึ่งเลือกจากคณบดีหนึ่งคน ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาหนึ่งคน และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหนึ่งคน (๔) กรรมการสภาวิชาการสามคน
ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของวิทยาเขตสองคนและข้าราชการครูของโรงเรียนกีฬาหนึ่งคน”
มาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
มาตรา ๑๒ ให้ยกเลิกความใน (๓) ของมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(๓) พิจารณาเสนอการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาเขต คณะ โรงเรียนกีฬา สำนัก และศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
รวมทั้งการเสนอแบ่งส่วนราชการในส่วนราชการดังกล่าวต่อสภาสถาบัน”
มาตรา ๑๓ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๒๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “การพ้นจากตำแหน่งตาม (๔) ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
มาตรา ๑๔ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๒ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓๒ อธิการบดีนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ โดยคำแนะนำของสภาสถาบัน อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสอง อธิการบดีพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) สภาสถาบันให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ การพ้นจากตำแหน่งตาม (๓)
ต้องเป็นไปตามมติสองในสามของจำนวนกรรมการสภาสถาบันทั้งหมดเท่าที่มีอยู่”
มาตรา ๑๕ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๒/๑ และมาตรา ๓๒/๒ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ “มาตรา ๓๒/๑ รองอธิการบดีและรองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ โดยคำแนะนำของอธิการบดี ให้นำความในมาตรา ๓๒
มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระของรองอธิการบดีและรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตโดยอนุโลม เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต พ้นจากตำแหน่งด้วย มาตรา ๓๒/๒ ผู้ช่วยอธิการบดี
ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๔ ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำวิทยาเขตผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๓๔ โดยคำแนะนำของรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้น นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑)
ตาย (๒) ลาออก (๓) อธิการบดีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ เมื่อรองอธิการบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่ง ให้ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขตนั้นพ้นจากตำแหน่งด้วย”
มาตรา ๑๖ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๓/๑) และ (๓/๒) ของมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ “(๓/๑) แต่งตั้งผู้ช่วยอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต รองคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขต รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์
รองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ และให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นจากตำแหน่ง (๓/๒) แต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา และรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา”
มาตรา ๑๗ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓๘ ในบัณฑิตวิทยาลัยและคณะ ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของบัณฑิตวิทยาลัยและคณะ ในสำนัก ศูนย์ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีผู้อำนวยการสำนัก
ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของส่วนราชการนั้น ในบัณฑิตวิทยาลัย คณะ สำนัก ศูนย์ และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ จะให้มีรองคณบดี รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์
หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ แล้วแต่กรณี คนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ และหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้ ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชา
หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้มีหัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา เป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชา หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา แล้วแต่กรณี หัวหน้าภาควิชา
หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำจากผู้มีคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสถาบัน และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนหัวหน้าภาควิชา หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา โดยคำแนะนำของคณบดี”
มาตรา ๑๘ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๓๘/๑ และมาตรา ๓๘/๒ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ “มาตรา ๓๘/๑ ในสำนักงานอธิการบดี ให้มีผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของสำนักงานอธิการบดีและให้มีรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีคนหนึ่ง
เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีมอบหมายก็ได้ คุณสมบัติและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีและรองผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดี ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา ๓๘/๒ ในโรงเรียนกีฬา ให้มีผู้อำนวยการเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของโรงเรียนกีฬา ในโรงเรียนกีฬา
ให้มีรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่ผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬามอบหมายก็ได้”
มาตรา ๑๙ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๓๙ คณบดี ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้ได้รับการสรรหาซึ่งมีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๐ โดยคำแนะนำของอธิการบดี คณบดี มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ และให้นำความในมาตรา ๓๒ มาใช้บังคับแก่การพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระของคณบดีโดยอนุโลม วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นคณบดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน รองคณบดี ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๐ โดยคำแนะนำของคณบดี
และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนรองคณบดีโดยคำแนะนำของคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขต ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๐ โดยคำแนะนำของคณบดี และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนรองคณบดีประจำวิทยาเขตโดยคำแนะนำของคณบดี เมื่อคณบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดีและรองคณบดีประจำวิทยาเขตพ้นจากตำแหน่งด้วย”
มาตรา ๒๐ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๒ มาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๔๑ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๒
โดยคำแนะนำของอธิการบดี รองผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการศูนย์ หรือรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๔๒ โดยคำแนะนำของผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
แล้วแต่กรณี การดำเนินงานของสำนัก ศูนย์ หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา ๔๒ คุณสมบัติ วาระการดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการศูนย์ หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
และตำแหน่งรองของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน มาตรา ๔๓ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี รองคณบดี รองคณบดีประจำวิทยาเขต หัวหน้าและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
จะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งจะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน มาตรา ๔๔ วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นอธิการบดีให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน”
มาตรา ๒๑ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๔๙ ปริญญามีสามชั้น คือ ปริญญาเอกเรียกว่าดุษฎีบัณฑิตใช้อักษรย่อ ด. ปริญญาโทเรียกว่ามหาบัณฑิตใช้อักษรย่อ ม. ปริญญาตรีเรียกว่าบัณฑิตใช้อักษรย่อ บ.
สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้ ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างไร และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา”
มาตรา ๒๒ ให้ยกเลิกความในมาตรา ๕๑ และมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “มาตรา ๕๑ สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรชั้นต่าง ๆ และอนุปริญญาได้ ดังนี้ (๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาโทหรือเทียบเท่าแล้ว (๒) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาตรีแล้ว (๓) อนุปริญญา
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาตามหลักสูตรในสาขาวิชาใดสาขาวิชาหนึ่งก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (๔) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา มาตรา ๕๒ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสภาสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิและคุณธรรม
มีผลงานเป็นที่ประจักษ์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบัน นายกสภาสถาบัน หรือกรรมการสภาสถาบันในขณะดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ ชั้น สาขาของปริญญากิตติมศักดิ์ และหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน”
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ปัจจุบันการศึกษาด้านการกีฬามีการพัฒนาองค์ความรู้ในระดับที่สูงขึ้น สถาบันการพลศึกษาซึ่งเป็นสถาบันที่จัดการศึกษาด้านกีฬาโดยตรง มีความพร้อมทางด้านบุคลากรและสถานที่ จึงเห็นควรกำหนดให้สถาบันมีอำนาจจัดการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้
เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา ประกอบกับสมควรปรับปรุงโครงสร้างของสถาบัน ระบบการบริหารงานบุคคลและการบริหารงบประมาณ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๓ ให้สภาสถาบันตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สภาวิชาการตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘
อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งสภาวิชาการตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๔ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดีประจำวิทยาเขต คณบดี และผู้อำนวยการสำนักงานอธิการบดีตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระหรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองหรือผู้ช่วยของผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งจะพ้นจากตำแหน่ง
มาตรา ๒๕ เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานของโรงเรียนกีฬา ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬา และรองผู้อำนวยการโรงเรียนกีฬาตามพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบวาระหรือได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใหม่ตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๒๖ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).