มาตรา ๕๙ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ หรือครุยประจำตำแหน่ง หรือตราเครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบัน หรือเครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาของสถาบัน หรือสิ่งใดที่เลียนแบบสิ่งดังกล่าว โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือแสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีปริญญา อนุปริญญา
ประกาศนียบัตร หรือมีตำแหน่งใดในสถาบัน หรือเป็นนักศึกษาของสถาบันโดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้หรือมีวิทยฐานะหรือมีตำแหน่งเช่นนั้น หรือเป็นนักศึกษาของสถาบัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖๐ ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (๑) ปลอม หรือทำเลียนแบบซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบันไม่ว่าจะทำเป็นสีใดหรือทำด้วยวิธีใด ๆ (๒) ใช้ตรา เครื่องหมาย
หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบันปลอม หรือซึ่งทำเลียนแบบ (๓) ใช้ หรือทำให้ปรากฏซึ่งตรา เครื่องหมาย หรือสัญลักษณ์ของสถาบันหรือส่วนราชการของสถาบันที่วัตถุหรือสินค้าใด ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบัน ถ้าผู้กระทำความผิดตาม (๑) เป็นผู้กระทำความผิดตาม (๒) ด้วย ให้ลงโทษตาม (๒) แต่กระทงเดียว
ความผิดตาม (๓) เป็นความผิดอันยอมความได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๖๑ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของส่วนราชการ ลูกจ้าง อัตรากำลัง งบประมาณ และรายได้ ในส่วนของสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๖๐
และวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ มาเป็นของสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ตามรายการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด โดยต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๖๒ ให้ข้าราชการที่โอนมาตามมาตรา ๖๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัย หรือดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยในระยะเริ่มแรก
ให้ข้าราชการดังกล่าวยังคงดำรงตำแหน่งและรับเงินเดือน ตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดิมต่อไป จนกว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
มาตรา ๖๓ ให้พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข และลูกจ้างที่โอนมาตามมาตรา ๖๑ ซึ่งดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ยังคงดำรงตำแหน่งด้านการสอน และรับเงินเดือน ตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์เช่นเดิมต่อไป จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือลาออก
เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้นำระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการและระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุขมาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี และในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว ให้ดำเนินการตามมติของสภาสถาบัน
มาตรา ๖๔ ให้ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของส่วนราชการ และลูกจ้าง ซึ่งโอนมาตามมาตรา ๖๑ แต่มิได้ดำรงตำแหน่งตามมาตรา ๖๒ ยังคงเป็นข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานกระทรวงสาธารณสุข ลูกจ้างของส่วนราชการ หรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้
เพื่อประโยชน์ในการบริหารงานบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยพนักงานกระทรวงสาธารณสุข หรือระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการมาใช้บังคับโดยอนุโลม แล้วแต่กรณี
และให้บรรดาหน้าที่และอำนาจของ ก.พ. อ.ก.พ. กระทรวง หรือ อ.ก.พ. กรม เป็นหน้าที่และอำนาจของสภาสถาบัน และให้บรรดาหน้าที่และอำนาจของผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งตามกฎหมายและระเบียบดังกล่าว เป็นหน้าที่และอำนาจของอธิการบดี ในกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องตามวรรคสอง
ให้ดำเนินการตามมติของสภาสถาบัน
มาตรา ๖๕ ในระยะเริ่มแรก เพื่อให้การปฏิบัติงานของสถาบันพระบรมราชชนกดำเนินการไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สภาสถาบันอาจขอให้รัฐมนตรีอนุมัติให้ข้าราชการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมาช่วยปฏิบัติงานในสถาบันพระบรมราชชนกเป็นการชั่วคราว เป็นระยะเวลาไม่เกินสองปี
โดยให้ได้รับเงินเดือนตลอดจนได้รับสิทธิประโยชน์ทางสังกัดเดิม และให้ถือว่าการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการของกระทรวงสาธารณสุข
มาตรา ๖๖ ในระยะเริ่มแรก ให้สภาสถาบัน ประกอบด้วย (๑) ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นนายกสภาสถาบัน (๒) รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขคนหนึ่งซึ่งปลัดกระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย เป็นอุปนายกสภาสถาบัน (๓) ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนสำนักงาน ก.พ.ร.
ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ เป็นกรรมการ (๔) ผู้อำนวยการวิทยาลัยตามมาตรา ๕ จำนวนสิบคน ซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการ (๕) ผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกสถาบัน จำนวนห้าคน
ซึ่งนายกสภาสถาบันแต่งตั้ง เป็นกรรมการ ให้ผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ แต่งตั้งข้าราชการของสถาบันพระบรมราชชนกคนหนึ่ง เป็นกรรมการและเลขานุการ และแต่งตั้งข้าราชการของสถาบันพระบรมราชชนก จำนวนสองคน เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ให้สภาสถาบันตามมาตรานี้ปฏิบัติหน้าที่ไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
แต่งตั้งนายกสภาสถาบัน อธิการบดี และกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๖๗ ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาวิชาการตามมาตรา ๒๑ ให้สภาวิชาการประกอบด้วยผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนกตามมาตรา ๖๙ เป็นประธานสภาวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายในและภายนอกสถาบันจำนวนไม่เกินแปดคน ซึ่งสภาสถาบันแต่งตั้งเป็นกรรมการ
มาตรา ๖๘ ให้สภาสถาบันมีหน้าที่และอำนาจกำหนดระดับตำแหน่งทางวิชาการ และการให้ได้รับเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการ รวมทั้งการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานราชการที่ดำรงตำแหน่งด้านการสอนในวิทยาลัยในสังกัดสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข
ตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติ ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ โดยให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษามาใช้บังคับโดยอนุโลม
ให้นับระยะเวลาการปฏิบัติงานในด้านการเรียนการสอนของข้าราชการหรือพนักงานราชการที่ดำรงตำแหน่งด้านการสอนในสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับต่อเนื่องเป็นระยะเวลาการปฏิบัติงาน
เพื่อประโยชน์ในการขอแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการในสถาบันพระบรมราชชนกตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเปลี่ยนตำแหน่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับที่สภาสถาบันกำหนด
มาตรา ๖๙ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันพระบรมราชชนก สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ รักษาการในตำแหน่งอธิการบดี จนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอธิการบดีตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยของวิทยาลัยตามบัญชีรายชื่อวิทยาลัยท้ายพระราชบัญญัติอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการวิทยาลัยจนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๗๐ ในระหว่างที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศ เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ และคำสั่งของกระทรวงสาธารณสุข
ที่ใช้อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับมาใช้บังคับโดยอนุโลมเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่มีปัญหาในการดำเนินการตามที่กำหนดในบทเฉพาะกาลนี้ ให้รัฐมนตรีเป็นผู้มีอำนาจตีความและวินิจฉัยชี้ขาด ในกรณีที่การดำเนินการในเรื่องใดตามพระราชบัญญัตินี้กำหนดให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา
กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศ ถ้ายังมิได้มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศในเรื่องนั้นและไม่อาจนำความในวรรคหนึ่งมาใช้บังคับได้ ให้สภาสถาบันมีมติกำหนดการดำเนินการในเรื่องนั้นเพื่อใช้บังคับเป็นการชั่วคราวได้
ผู้รับสนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
บัญชีรายชื่อวิทยาลัยในสถาบันพระบรมราชชนก (๑) วิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี (๒) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดขอนแก่น (๓) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดชลบุรี (๔) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดตรัง (๕) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดพิษณุโลก (๖)
วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดยะลา (๗) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดสุพรรณบุรี (๘) วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี (๙) วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก (๑๐) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ (๑๑) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ขอนแก่น (๑๒)
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จักรีรัช (๑๓) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี จังหวัดนนทบุรี (๑๔) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี (๑๕) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชัยนาท (๑๖) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี เชียงใหม่ (๑๗) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง (๑๘) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครราชสีมา (๑๙) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี
นครลำปาง (๒๐) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช (๒๑) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นพรัตน์วชิระ (๒๒) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช (๒๓) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท (๒๔) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พะเยา (๒๕) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี แพร่ (๒๖) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา (๒๗)
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี (๒๘) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สงขลา (๒๙) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี (๓๐) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิประสงค์ (๓๑) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สวรรค์ประชารักษ์ นครสวรรค์ (๓๒) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี (๓๓) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุราษฎ์ธานี (๓๔)
วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุรินทร์ (๓๕) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี (๓๖) วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุตรดิตถ์ (๓๗) วิทยาลัยพยาบาลพระจอมเกล้า จังหวัดเพชรบุรี (๓๘) วิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้า จันทบุรี (๓๙) วิทยาลัยพยาบาลศรีมหาสารคาม
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งสถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ให้มีหน้าที่หลักด้านการผลิตและพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณสุข ประกอบด้วยวิทยาลัยการสาธารณสุข วิทยาลัยพยาบาล และโรงเรียนต่าง ๆ ในกระทรวงสาธารณสุข
ต่อมาวิทยาลัยการสาธารณสุขได้รับพระราชทานพระราชานุญาตให้อัญเชิญพระนามาภิไธย มาเป็นชื่อของวิทยาลัยว่า “วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร” และวิทยาลัยพยาบาลได้รับพระราชทานชื่อว่า “วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี” ส่วนวิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุขได้รับพระราชทานชื่อว่า
“วิทยาลัยเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข กาญจนาภิเษก” และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เปลี่ยนชื่อสถาบันพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขเป็น “สถาบันพระบรมราชชนก” ตามหนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล ๐๐๐๓/๑๒๘๑๙ ลงวันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๓๗
โดยมีฐานะเป็นส่วนราชการของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงสาธารณสุข แต่เนื่องจากสถาบันพระบรมราชชนกประสงค์จะมีความเป็นอิสระในการจัดการศึกษาและการบริหารกิจการด้านต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังนั้น เพื่อให้สถาบันพระบรมราชชนกสามารถพัฒนาระบบบริหารและการจัดการศึกษาเฉพาะทางที่มีความคล่องตัว
มีเสรีภาพทางวิชาการ และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาสถาบันพระบรมราชชนกได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ สมควรกำหนดสถานภาพของสถาบันพระบรมราชชนกให้เป็นสถาบันอุดมศึกษาเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา
มีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตและพัฒนาบุคลากรตามความต้องการของกระทรวงสาธารณสุข ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพ ทำการสอน ทำการวิจัย ให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และทะนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).