พระราชบัญญัติ โอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๔
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นปีที่ ๓๖ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่กรุงเทพมหานคร เพื่อแลกเปลี่ยนกับที่ดินของกรุงเทพมหานคร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติโอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ ในท้องที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร ให้แก่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. ๒๕๒๔”
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ๑๔๐๙๓ โฉนดที่ ๙๘๘ หมายเลขที่ดินที่ ๑๙ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๖๔ ตารางวา ในท้องที่แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร
ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชบัญญัตินี้ให้แก่กรุงเทพมหานคร
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ป. ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกรุงเทพมหานครประสงค์ที่จะขอแลกเปลี่ยนที่ดินที่นายรัตน์ วิรุฬหกุล ได้บริจาคให้ โฉนดเลขที่ ๑๘๓๓ แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๖๔ ตารางวา
กับที่ราชพัสดุที่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะ คือปัจจุบันใช้ในราชการกรมการขนส่งทหารบก แปลงหมายเลขทะเบียนที่ ๑๔๐๙๓ โฉนดที่ ๙๘๘ หมายเลขที่ดินที่ ๑๙ ในท้องที่ดังกล่าว ในจำนวนเนื้อที่เท่ากัน เพื่อขยายบริเวณโรงเรียนไทยนิยมสงเคราะห์ของกรุงเทพมหานคร
ตามความประสงค์ของผู้บริจาค จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).