มาตรา ๔๒ ให้รัฐมนตรีมีหน้าที่และอำนาจกำกับดูแลการดำเนินกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมายและให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี และแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน เพื่อการนี้ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้สถาบันชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน
หรือยับยั้งการกระทำของสถาบันที่ขัดต่อกฎหมาย วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน ยุทธศาสตร์ชาติ นโยบายของรัฐบาล มติคณะรัฐมนตรี หรือแผนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการของสถาบันได้
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๔๓ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ ภาระผูกพัน งบประมาณ และรายได้ของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๐ เฉพาะในส่วนของสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ
ที่มีอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปเป็นของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔๔ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธานกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล เป็นกรรมการ
และให้ผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการตามมาตรา ๔๕ เป็นกรรมการและเลขานุการ ให้คณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา ๔๕ ในวาระเริ่มแรก ให้ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ เป็นผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)
ตามพระราชกฤษฎีกานี้จนกว่าจะมีการแต่งตั้งผู้อำนวยการตามพระราชกฤษฎีกานี้ซึ่งต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ หากยังไม่สามารถสรรหาได้ให้ขยายเวลาได้อีกไม่เกินหกสิบวัน
มาตรา ๔๖ ในกรณีที่ไม่สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการตามพระราชกฤษฎีกานี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง หรือไม่สามารถแต่งตั้งผู้อำนวยการตามพระราชกฤษฎีกานี้ภายในกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๕ ให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนรายงานคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการหรือผู้อำนวยการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ภายในสามสิบวันนับแต่วันครบกำหนดเวลาตามมาตรา ๔๔ วรรคสอง หรือมาตรา ๔๕ แล้วแต่กรณี ในระหว่างดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการตามมาตรา ๔๔ วรรคหนึ่ง หรือผู้อำนวยการตามมาตรา ๔๕ ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าคณะรัฐมนตรีจะมีมติแต่งตั้งคณะกรรมการหรือผู้อำนวยการ แล้วแต่กรณี
มาตรา ๔๗ ให้โอนบรรดาเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง และผู้ปฏิบัติงานของสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ไปเป็นเจ้าหน้าที่ ลูกจ้าง หรือผู้ปฏิบัติงานของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้
โดยให้ดำรงตำแหน่งเดิมและให้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง รวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเคยได้รับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับไปพลางก่อน ทั้งนี้ จนกว่าจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามพระราชกฤษฎีกานี้
และให้นับเวลาทำงานของบุคคลดังกล่าวเป็นเวลาทำงานต่อเนื่องกับเวลาทำงานในสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๔๘ ในระหว่างที่ยังไม่มีระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้นำระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดของสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ. ๒๕๖๐
ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๙ เมื่อสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ดำเนินการครบสองปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชนจัดให้มีการประเมินผลการดำเนินการของสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ว่า เกิดผลสัมฤทธิ์หรือมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับภาระงบประมาณ
เพื่อพิจารณาความจำเป็นหากต้องปรับเปลี่ยนเป็นองค์กรรูปแบบใหม่
มาตรา ๕๐ เมื่อสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ดำเนินการครบห้าปีนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ให้สำนักงาน ก.พ.ร. จัดให้มีการประเมินความคุ้มค่าตามตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน หากพิจารณาเห็นว่าไม่คุ้มค่าในการจัดตั้ง ให้สำนักงาน ก.พ.ร.
เสนอรัฐมนตรีเพื่อยุบเลิกและโอนถ่ายภารกิจไปให้หน่วยงานอื่นต่อไป
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลขนาดใหญ่ของหน่วยงานของรัฐและเอกชนสำหรับการแก้ไขปัญหา การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการให้บริการ
การตัดสินใจในการกำหนดนโยบายเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม สมควรจัดตั้งสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ขึ้นเป็นองค์การมหาชน โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการจัดทำยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนการใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่ รวมทั้งส่งเสริม ประสาน และวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่อย่างเป็นรูปธรรม
เพื่อผลักดันให้เกิดการพัฒนาศักยภาพและยกระดับเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เป็นไปอย่างยั่งยืน จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).