มาตรา ๔๑ โครงการที่คณะกรรมการจะพิจารณาให้คำรับรองต้องเป็นโครงการที่มีความเหมาะสมและมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนต้องเป็นโครงการที่ส่งผลให้เกิดการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ และส่งเสริมการพัฒนาของประเทศอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา ๔๒ ผู้ใดประสงค์ขอคำรับรอง ให้ยื่นคำขอต่อองค์การ ตามหลักเกณฑ์ และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ในการยื่นขอคำรับรอง ผู้ยื่นคำขอจะต้องเสนอรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นมาพร้อมกับคำขอ
และหากเป็นโครงการที่เข้าข่ายจะต้องมีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ผู้ยื่นคำขอจะต้องเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาพร้อมกับคำขอด้วย
มาตรา ๔๓ ให้องค์การพิจารณาคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้อง หากเห็นว่าคำขอไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด ให้องค์การแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด
ในกรณีที่องค์การเห็นว่าคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องที่เสนอมาถูกต้องครบถ้วนหรือได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมให้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ให้องค์การเสนอคำขอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อให้ความเห็น
มาตรา ๔๔ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาว่าข้อเสนอโครงการขัดหรือแย้งกับกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบหรือไม่ และเสนอความเห็นกลับมายังองค์การภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่ง
ให้องค์การพิจารณาคำขอและเอกสารที่เกี่ยวข้องรวมถึงความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่าที่ได้รับคืนมาแล้ว เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนดว่าควรจะให้คำรับรองหรือไม่ให้คำรับรอง
มาตรา ๔๕ ให้คณะกรรมการพิจารณาว่าจะให้หรือไม่ให้คำรับรองโครงการตามข้อเสนอให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด นับแต่วันที่ได้รับคำขอพร้อมทั้งรายงานความเห็นขององค์การ เมื่อคณะกรรมการมีผลการพิจารณาเป็นประการใดแล้ว ให้แจ้งผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในกำหนดเวลาตามที่คณะกรรมการกำหนด
ในกรณีที่คณะกรรมการให้คำรับรองโครงการใดแล้ว ให้องค์การแจ้งต่อผู้มีอำนาจหน้าที่ในการออกหนังสือให้คำรับรอง เพื่อดำเนินการออกหนังสือให้คำรับรองแก่ผู้ยื่นคำขอต่อไป และให้รายงานต่อคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อทราบ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).