พระราชกฤษฎีกา กำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้าง ศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๗
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม
และบุคลากรของศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกากำหนดเอกสิทธิ์สำหรับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม พ.ศ. ๒๕๖๗”
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชกฤษฎีกานี้ “ศูนย์” หมายความว่า ศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ “ความตกลง” หมายความว่า
ความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม ลงนามเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ “บุคลากร” หมายความว่า เจ้าหน้าที่ต่างชาติของศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม
มาตรา ๔ เพื่อให้การดำเนินงานของศูนย์บรรลุผลตามความมุ่งประสงค์ (๑) ให้ยอมรับนับถือว่าศูนย์เป็นนิติบุคคล และมีภูมิลำเนาในประเทศไทย (๒) ให้ศูนย์ ทรัพย์สิน สินทรัพย์ และรายได้ของศูนย์ได้รับเอกสิทธิ์ในเรื่องการยกเว้นภาษีทางตรง
การยกเว้นอากรศุลกากรและข้อห้ามหรือข้อกำกัดเกี่ยวกับการนำเข้าและส่งออกสิ่งของเพื่อใช้ในทางการของศูนย์ และสิทธิการได้มา การได้รับ การถือครอง และการโอนซึ่งเงินทุนหรือเงินตราใด ๆ รวมทั้งการแลกเปลี่ยนเงินตราของศูนย์ ทั้งนี้ ตามมาตรา ๕ (๑) (๒) และ (๕)
แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ (๓) ให้บุคลากรของศูนย์ได้รับเอกสิทธิ์ในเรื่องการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเฉพาะในส่วนที่เป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนที่ได้รับจากศูนย์หรือรัฐบาลของประเทศตน
การยกเว้นอากรศุลกากรสำหรับของใช้ส่วนตัวภายในหกเดือนนับแต่เวลาที่เข้ารับตำแหน่งครั้งแรกในประเทศไทย การยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการจดทะเบียนคนต่างด้าว และการอำนวยความสะดวกในการส่งกลับคืนประเทศในเวลาที่มีวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนทางการทูต ทั้งนี้ ตามมาตรา ๖ (๑) (๒) (๓) และ (๙)
แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ (๔) ให้คู่สมรส บุตรอายุไม่เกินยี่สิบปี และบุคคลในครัวเรือนของบุคลากรของศูนย์ซึ่งเป็นผู้ได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการต่างประเทศ
ได้รับเอกสิทธิ์ในเรื่องการยกเว้นจากข้อจำกัดเกี่ยวกับการจดทะเบียนคนต่างด้าว และการอำนวยความสะดวกในการส่งกลับคืนประเทศในเวลาที่มีวิกฤตการณ์ระหว่างประเทศไม่เกินที่ให้แก่ผู้แทนทางการทูต ทั้งนี้ ตามมาตรา ๖ (๓) และ (๙)
แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑ ทั้งนี้ ตามความตกลงท้ายพระราชกฤษฎีกานี้
มาตรา ๕ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ได้จัดตั้งศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมขึ้น เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๓ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสังคมผู้สูงอายุในอาเซียน
รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพที่ดีและสามารถดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่าและมีศักยภาพ โดยให้ศูนย์ตั้งอยู่ในประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงได้ลงนามความตกลงประเทศเจ้าบ้านระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับศูนย์อาเซียนเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและคุณค่าสังคมผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรม เมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๗
เพื่อให้ศูนย์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายไทย และให้ศูนย์และบุคลากรของศูนย์ได้รับเอกสิทธิ์ตามที่ระบุไว้ในความตกลง ประกอบกับมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติเอกสิทธิ์และความคุ้มกันสำหรับองค์การระหว่างประเทศและการประชุมระหว่างประเทศในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๖๑
บัญญัติให้องค์การระหว่างประเทศและบุคลากรขององค์การระหว่างประเทศใดจะได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันในเรื่องใดตามมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).