กฎกระทรวง
ว่าด้วยการขอขึ้นทะเบียน การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียน
การแก้ไขรายการทะเบียน และการออกใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์
พ.ศ. ๒๕๕๓[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ มาตรา ๓๗ วรรคสอง มาตรา ๔๑ วรรคสอง และมาตรา ๔๔ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. ๒๕๒๕ อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๓ มาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้ยกเลิก
(๑) กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๓๒) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. ๒๕๒๕
(๒) กฎกระทรวง ฉบับที่ ๑๕ (พ.ศ. ๒๕๓๖) ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ พ.ศ. ๒๕๒๕
ข้อ ๒ ผู้รับใบอนุญาตผลิตอาหารสัตว์หรือผู้รับใบอนุญาตนำเข้าซึ่งอาหารสัตว์ ผู้ใดประสงค์จะขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ ให้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอนั้น
การขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ตามวรรคหนึ่ง ให้แยกตามประเภทของอาหารสัตว์ และเมื่อได้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์แล้วจึงจะผลิตเพื่อขายหรือนำเข้าเพื่อขาย ซึ่งอาหารสัตว์นั้นได้
ข้อ ๓ เมื่อได้รับคำขอพร้อมด้วยหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามข้อ ๒ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาและออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ หรือมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตพร้อมด้วยเหตุผลและแจ้งสิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ ๔ ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ผู้ใดประสงค์จะขอแก้ไขรายการทะเบียนอาหารสัตว์ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอแก้ไขรายการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์
ข้อ ๕ เมื่อได้รับคำขอพร้อมด้วยหลักฐานถูกต้องและครบถ้วนตามข้อ ๔ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจพิจารณาและจดแจ้งรายการแก้ไขทะเบียนอาหารสัตว์ลงในท้ายใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ หรือมีหนังสือแจ้งคำสั่งไม่อนุญาตพร้อมด้วยเหตุผลและแจ้งสิทธิอุทธรณ์ให้ผู้ยื่นคำขอทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
ข้อ ๖ ผู้รับใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ผู้ใดประสงค์จะขอใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ ให้ยื่นคำขอต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบคำขอใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์
ใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ให้ใช้ตามแบบใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์เดิม และให้มีคำว่า ใบแทน กำกับไว้ที่มุมบนด้านขวาด้วย
ข้อ ๗ บรรดาคำขอ และใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ตามกฎกระทรวงนี้ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ข้อ ๘ การยื่นคำขอตามกฎกระทรวงนี้ ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดแห่งท้องที่ที่สถานที่ผลิตอาหารสัตว์หรือสถานที่นำเข้าซึ่งอาหารสัตว์นั้นตั้งอยู่
สำหรับอาหารสัตว์น้ำที่รัฐมนตรีประกาศเป็นอาหารสัตว์ ในกรุงเทพมหานคร ให้ยื่น ณ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ หรือสถาบันวิจัยอาหารสัตว์นํ้าจืด สำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง ในจังหวัดอื่น ให้ยื่น ณ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานประมงจังหวัดแห่งท้องที่ที่สถานที่ผลิตอาหารสัตว์หรือสถานที่นำเข้าซึ่งอาหารสัตว์นั้นตั้งอยู่
การยื่นคำขอตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง อาจแจ้งผ่านระบบสัญญาณคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมปศุสัตว์ หรือแจ้งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับก็ได้
ข้อ ๙ บรรดาคำขอที่ได้ยื่นไว้แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขอที่ได้ยื่นตามกฎกระทรวงนี้โดยอนุโลม ทั้งนี้ พนักงานเจ้าหน้าที่อาจขอให้ผู้ยื่นคำขอดังกล่าวดำเนินการหรือส่งหลักฐานเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร
ให้ไว้ ณ วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ธีระ วงศ์สมุทร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีการปรับปรุงโครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการตามกรอบการปฏิรูประบบราชการ และโดยที่สมควรปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ การออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ การแก้ไขรายการทะเบียนอาหารสัตว์ และการออกใบแทนใบสำคัญการขึ้นทะเบียนอาหารสัตว์ โดยรวมเป็นฉบับเดียวกันเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบและอ้างอิงของพนักงานเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
ปริยานุช/จัดทำ
๑๓ กันยายน ๒๕๕๓
นันท์นภัสร์/ตรวจ
๑๓ กันยายน ๒๕๕๓
ศิรวัชร์/ปรับปรุง
๖ มกราคม ๒๕๖๔
อรญา/ตรวจ
๑๙ มกราคม ๒๕๖๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๗/ตอนที่ ๕๕ ก/หน้า ๙/๙ กันยายน ๒๕๕๓
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).