มาตรา ๕
บรรดาบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้ออกตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒
ก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับให้คงใช้ได้ต่อไปจนถึงวันที่บัตรนั้นหมดอายุ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พันตำรวจโท
ทักษิณ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้บังคับหลายฉบับ
สมควรรวบรวมเพื่อให้การกำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้แห่งเดียวกัน
อันเป็นประโยชน์แก่การตรวจสอบอ้างอิงต่อไป
นอกจากนี้เป็นการสมควรให้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ข้าราชการและลูกจ้างประจำของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน
ลูกจ้างประจำของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
ลูกจ้างประจำของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
ลูกจ้างประจำของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ และลูกจ้างประจำของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
เพื่อประโยชน์ในการออกบัตรประจำตัวตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๖[๑๑]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้ลูกจ้างประจำของสำนักงานศาลปกครองที่ปฏิบัติงานในลักษณะเป็นงานประจำและได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนประจำจากเงินงบประมาณแผ่นดินเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
สมควรให้บุคคลดังกล่าวปฏิบัติหน้าที่โดยมีบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๗[๑๒]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
สมควรให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมีบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๙[๑๓]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพนักงานราชการเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติงานควบคู่ไปกับข้าราชการได้ทั้งในภารกิจหลัก
ภารกิจรอง และภารกิจสนับสนุนของส่วนราชการ
แต่ปรากฏว่าตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้พนักงานราชการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติดังกล่าว
ประกอบกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ. ๒๕๔๗
ก็มิได้กำหนดเรื่องบัตรประจำตัวพนักงานราชการไว้เป็นการเฉพาะ
สมควรให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อปฏิบัติหน้าที่โดยมีบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๒[๑๔]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้ประธานกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม กรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สมควรกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย และโดยที่ (๑๖) ของบทนิยามในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้การกำหนดให้เจ้าหน้าที่อื่นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้ให้กระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๕[๑๕]
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีและผู้ช่วยรัฐมนตรีตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยคณะกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๔๖ และประธานผู้แทนการค้าไทยและผู้แทนการค้าไทยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
สมควรกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย และโดยที่ (๑๖) ของบทนิยามในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้การกำหนดให้เจ้าหน้าที่อื่นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
ให้กระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๕๖[๑๖]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้ประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐและกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐตามพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. ๒๕๕๑ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒
สมควรกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย และโดยที่ (๑๖) ของบทนิยามในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้การกำหนดให้เจ้าหน้าที่อื่นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
ให้กระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๕๘[๑๗]
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
เนื่องจากพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
ยังมิได้กำหนดให้พนักงานราชการศาลปกครองตามระเบียบคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง
ว่าด้วยพนักงานราชการศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๕๔
และผู้อำนวยการและผู้ปฏิบัติงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี
ว่าด้วยการบริหารงานของหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ พ.ศ. ๒๕๕๐ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒
สมควรกำหนดให้บุคคลดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อมีบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
รวมทั้งกำหนดผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวไว้ด้วย และโดยที่ (๑๖) ของบทนิยามคำว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในมาตรา ๔
แห่งพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ๒๕๔๒
บัญญัติให้การกำหนดให้เจ้าหน้าที่อื่นเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัตินี้
ให้กระทำโดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
วันฑิตา/ผู้จัดทำ
๒๙ เมษายน ๒๕๕๘
วิชพงษ์/ผู้ตรวจ
๓๐ เมษายน ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๙๗ ก/หน้า ๑๐/๓๐ กันยายน ๒๕๔๕
[๒] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๑๒.
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๔๗
[๓] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๑๙. เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๘) พ.ศ. ๒๕๔๖
[๔] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๒๐. เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๔๙
[๕] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๒๑.
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๑) พ.ศ. ๒๕๕๒
[๖] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๒๒.
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๕
[๗] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ลำดับที่ ๒๓.
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๒) พ.ศ. ๒๕๕๕
[๘] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ลำดับที่ ๒๔.
เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๓) พ.ศ. ๒๕๕๖
[๙] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ลำดับที่ ๒๕ เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๕๘
[๑๐] มาตรา ๔ หัวข้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐ
ลำดับที่ ๒๖ เพิ่มโดยพระราชกฤษฎีกากำหนดเจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้มีอำนาจออกบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
พ.ศ. ๒๕๔๒ (ฉบับที่ ๑๔) พ.ศ. ๒๕๕๘
[๑๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๑๒ ก/หน้า ๑/๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๖
[๑๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนที่ ๖๒ ก/หน้า ๑/๒๘ กันยายน ๒๕๔๗
[๑๓] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนที่ ๖๒ ก/หน้า ๑๐/๑๔ มิถุนายน ๒๕๔๙
[๑๔] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๖/ตอนที่ ๘๘ ก/หน้า ๑/๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๒
[๑๕] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๙/ตอนที่ ๙๖ ก/หน้า ๑๖/๙ ตุลาคม ๒๕๕๕
[๑๖] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๐/ตอนที่ ๓๓ ก/หน้า ๑/๙ เมษายน ๒๕๕๖
[๑๗] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๑๙ ก/หน้า ๖/๑๖ มีนาคม ๒๕๕๘