มาตรา ๑๐๗
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ กกท.
เพื่อการนี้จะสั่งให้ กกท. ชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน
หรือยับยั้งการกระทำของ กกท. ที่ขัดต่อนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี
ตลอดจนมีอำนาจที่จะสั่งให้ปฏิบัติการตามนโยบายของรัฐบาลหรือมติของคณะรัฐมนตรี
และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการได้
มาตรา ๑๐๘ ในกรณีที่ กกท. ต้องเสนอเรื่องใด ๆ
ไปยังคณะรัฐมนตรี ให้ กกท. นำเรื่องเสนอรัฐมนตรีเพื่อเสนอต่อไปยังคณะรัฐมนตรี
มาตรา ๑๐๙ กกท.
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อนจึงจะดำเนินการดังต่อไปนี้
(๑) กู้ยืมเงินหรือให้กู้ยืมเงินมีจำนวนเกินคราวละห้าล้านบาท
(๒) จำหน่ายอสังหาริมทรัพย์อันมีราคาเกินหนึ่งล้านบาท
หมวด
๑๐
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๑๑๐ ผู้มีหน้าที่ส่งเงินบำรุงกองทุนตามมาตรา
๓๗ ผู้ใดไม่ส่งเงินบำรุงกองทุน หรือส่งเงินบำรุงกองทุนไม่ครบตามจำนวนที่ต้องส่ง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับตั้งแต่ห้าเท่าถึงยี่สิบเท่าของเงินบำรุงกองทุนที่จะต้องนำส่ง
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความผิดตามวรรคหนึ่ง
ให้อธิบดีกรมสรรพสามิตหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากอธิบดีกรมสรรพสามิตมีอำนาจเปรียบเทียบได้ ทั้งนี้
ให้นำบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปรียบเทียบคดีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ
มาใช้บังคับกับการเปรียบเทียบคดีตามพระราชบัญญัตินี้โดยอนุโลม
มาตรา ๑๑๑
ผู้ใดดำเนินกิจการของคณะบุคคลหรือสมาคมใดที่มิใช่สมาคมกีฬาโดยกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้บุคคลอื่นหลงเชื่อว่ากิจการนั้นเป็นสมาคมกีฬาที่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑๒
ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลหรือสมาคมใดที่ใช้ชื่อหรือแสดงออกว่าเป็นสมาคมกีฬา
โดยรู้อยู่แล้วว่าคณะบุคคลหรือสมาคมนั้นมิได้เป็นสมาคมกีฬาที่ได้จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๑๑๓ ผู้ใดโฆษณา ชี้ชวน หรือจัดการให้คณะบุคคลหรือบุคคลใดเข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลหรือสมาคมที่ใช้ชื่อหรือแสดงออกว่าเป็นสมาคมกีฬา
โดยที่มิได้จดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬาตามพระราชบัญญัตินี้
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑๔ สมาคมกีฬาใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๗
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
มาตรา ๑๑๕ สมาคมกีฬาใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๕๘ มาตรา ๕๙ มาตรา ๗๓ (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) หรือ (๗) มาตรา ๗๗ มาตรา ๗๘ มาตรา ๗๙
หรือมาตรา ๙๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๑๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๐
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
และปรับอีกไม่เกินวันละห้าร้อยบาทจนกว่าจะเลิกใช้
มาตรา ๑๑๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๖ หรือมาตรา ๖๙
วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑๘ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๖๙ วรรคสาม
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
มาตรา ๑๒๐ สมาคมกีฬาใดไม่ยอมให้สมาชิกของสมาคมกีฬาตรวจสอบกิจการและทรัพย์สินของสมาคมกีฬานั้นตามมาตรา
๗๒ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๒๑ สมาคมกีฬาใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๓ (๑)
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒๒ สมาคมกีฬาใดฝ่าฝืนมาตรา ๗๔ วรรคหนึ่ง
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
มาตรา ๑๒๓
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๗๕
ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๑๒๔ สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า แห่งประเทศไทย
หรือสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๘๓ วรรคหนึ่ง
หรือวรรคสอง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท
มาตรา ๑๒๕
กรรมการสมาคมกีฬาหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมกีฬาผู้ใดกระทำการอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่สมาคมกีฬา
หรือกระทำการในประการที่น่าจะทำให้ประเทศชาติเสียชื่อเสียง
ถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๒๖
ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายทะเบียนตามมาตรา ๘๖ (๔)
หรือยังขืนเป็นกรรมการหรือสมาชิกของสมาคมกีฬาที่เลิกตามมาตรา ๘๙ หรือตามมาตรา ๑๓๖
วรรคหนึ่งแล้ว ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๒๗
ในกรณีที่คณะกรรมการของสมาคมกีฬาไม่แจ้งการเลิกสมาคมกีฬาต่อนายทะเบียนภายในระยะเวลาที่กำหนดตามมาตรา
๙๓ วรรคหนึ่ง กรรมการของสมาคมกีฬานั้นต้องระวางโทษปรับไม่เกินคนละหนึ่งหมื่นบาท
เว้นแต่กรรมการผู้ใดของสมาคมกีฬานั้นจะพิสูจน์ได้ว่าการที่มิได้แจ้งนั้นมิได้เกิดจากการกระทำของตน
มาตรา ๑๒๘
ผู้ใดแบ่งหรือโอนทรัพย์สินที่เหลืออยู่เมื่อได้ชำระบัญชีแล้วให้แก่บุคคลใดอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา
๙๕ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๑๒๙ ให้คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกีฬาจังหวัด
ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยและคณะกรรมการกีฬาจังหวัด
แล้วแต่กรณีตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๓๐
ให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้
และให้ดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ
มาตรา ๑๓๑ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ
หน้าที่ หนี้ พนักงาน ลูกจ้าง
และงบประมาณของการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ.
๒๕๒๘ ไปเป็นของการกีฬาแห่งประเทศไทยตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓๒ ในวาระเริ่มแรก
ให้คณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๑๒๙ หรือคณะกรรมการการกีฬาแห่งประเทศไทยตามมาตรา
๑๔ แล้วแต่กรณี
ทำหน้าที่คณะกรรมการบริหารกองทุนไปพลางก่อนจนกว่าจะมีคณะกรรมการบริหารกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓๓ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้
ตลอดจนงบประมาณของกองทุนการศึกษาของนักกีฬาตามข้อบังคับการกีฬาแห่งประเทศไทยว่าด้วยการบริหารกองทุนการศึกษาของนักกีฬา
พ.ศ. ๒๕๔๗
กองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติตามระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติว่าด้วยการจัดการเงินกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๘ และกองทุนสวัสดิการนักกีฬาตามระเบียบคณะกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการนักกีฬาว่าด้วยการบริหารการใช้จ่ายเงินกองทุน
พ.ศ. ๒๕๔๕ ไปเป็นของกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓๔ ให้บรรดาสมาคมที่ได้รับอนุญาตจาก กกท.
ตามมาตรา ๕๓ แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘
และได้จดทะเบียนเป็นสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อยู่ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
เป็นสมาคมกีฬาทั่วไปตามมาตรา ๖๒ (๑)
แห่งพระราชบัญญัตินี้และให้นายทะเบียนสมาคมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ขีดชื่อสมาคมนั้นออกจากทะเบียนสมาคม
ให้สมาคมตามวรรคหนึ่งที่ได้รับอนุญาตจาก กกท. ให้จัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาจังหวัดเป็นสมาคมกีฬาแห่งจังหวัดตามมาตรา
๖๒ (๒) แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้สมาคมตามวรรคหนึ่งที่ได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า แห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๕๙
แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ เป็นสมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า แห่งประเทศไทย ตามมาตรา ๖๒ (๓)
แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้นายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาให้แก่สมาคมตามวรรคหนึ่ง
วรรคสอง และวรรคสาม
มาตรา ๑๓๕
ให้คณะบุคคลหรือบุคคลใดที่ได้รับอนุญาตให้ใช้คำว่า แห่งประเทศไทยหรือมีอักษรหรือเครื่องหมายใดแสดงว่าเป็นคณะบุคคลหรือบุคคลซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาในนามของชาติหรือประเทศไทยตามมาตรา
๕๙ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘
เป็นคณะบุคคลหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัตินี้
ให้คณะบุคคลหรือบุคคลใดที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการแข่งขันหรือส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา
หรือจัดหรือร่วมในการจัดให้มีการแข่งขันกีฬา
โดยแสดงว่าเป็นการแข่งขันกีฬาหรือจัดการแข่งขันกีฬาในนามของชาติหรือประเทศไทยตามมาตรา
๕๙ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘
เป็นคณะบุคคลหรือบุคคลที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๙ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓๖
สมาคมที่ได้รับการรับรองให้เป็นสมาคมกีฬาตามมาตรา ๑๓๔
ต้องดำเนินการแก้ไขปรับปรุงข้อบังคับและการดำเนินการต่าง ๆ
ของสมาคมให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
โดยหากไม่แก้ไขปรับปรุงหรือดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว
ให้ถือว่าเป็นอันเลิกและให้นายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาขีดชื่อสมาคมนั้นออกจากทะเบียนสมาคมกีฬา
ถ้าสมาคมไม่พอใจในคำสั่งของนายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาที่ให้ขีดชื่อออกจากทะเบียนสมาคมกีฬาก็มีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งนั้นได้
โดยทำเป็นหนังสือยื่นต่อนายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งดังกล่าว
และให้นายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาส่งหนังสืออุทธรณ์ต่อไปยังคณะกรรมการภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ดังกล่าว
ให้คณะกรรมการวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่คณะกรรมการได้รับหนังสืออุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด
มาตรา ๑๓๗
บรรดาคำขออนุญาตจัดตั้งสมาคมซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเกี่ยวกับการกีฬาหรือการส่งเสริมการกีฬาโดยตรง
คำขออนุญาตใช้คำว่า แห่งประเทศไทย หรือมีอักษรหรือเครื่องหมายใดแสดงว่าเป็นสมาคม
สโมสร
หรือคณะบุคคลซึ่งมีกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาในนามของชาติหรือประเทศไทยและคำอุทธรณ์การไม่อนุญาตตามคำขอดังกล่าวที่ได้ยื่นไว้ตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย
พ.ศ. ๒๕๒๘ ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าเป็นคำขอจดทะเบียน
คำขออนุญาต และคำอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัตินี้ แล้วแต่กรณี
และหากจำเป็นนายทะเบียนกลางสมาคมกีฬาอาจขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมได้
มาตรา ๑๓๘ บรรดากฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ
หรือประกาศ ที่ออกตามพระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ หรือประกาศตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
อัตราค่าธรรมเนียม
(๑) ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน
จัดตั้งสมาคมกีฬา ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท
(๒) ใบแทนใบสำคัญแสดงการจดทะเบียน
จัดตั้งสมาคมกีฬา ฉบับละ ๒๐๐ บาท
(๓) ใบอนุญาตให้เป็นสมาคมกีฬาแห่งจังหวัด ฉบับละ ๒,๐๐๐ บาท
(๔) ใบอนุญาตให้เป็นสมาคมกีฬา
ที่ใช้คำว่า แห่งประเทศไทย ฉบับละ ๒,๐๐๐ บาท
(๕) ใบอนุญาตอย่างอื่นนอกจาก (๓) และ (๔) ฉบับละ ๑,๐๐๐ บาท
(๖) การตรวจหรือคัดเอกสารเกี่ยวกับสมาคมกีฬา ครั้งละ ๕๐ บาท
(๗) การขอให้คัดและรับรองสำเนาเอกสาร
เกี่ยวกับสมาคมกีฬา ครั้งละ ๕๐ บาท
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติการกีฬาแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน
จึงมีบทบัญญัติบางประการไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทยเสียใหม่
และกำหนดให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติขึ้นในการกีฬาแห่งประเทศไทยเพื่อใช้ในการส่งเสริม
สนับสนุน พัฒนา คุ้มครอง ช่วยเหลือและจัดสวัสดิการที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา
กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬา
เพื่อให้สมาคมที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬาสามารถจดทะเบียนจัดตั้งเป็นสมาคมกีฬาได้ตามพระราชบัญญัตินี้
รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์และมาตรการในการกำกับดูแลการดำเนินการของสมาคมกีฬาและการกระทำการต่าง
ๆ ของคณะกรรมการสมาคมกีฬาและกรรมการสมาคมกีฬา
เพื่อให้การกำกับดูแลการดำเนินการของสมาคมกีฬาและการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ปริยานุช/ผู้จัดทำ
๒๗ มีนาคม ๒๕๕๘
เอกฤทธิ์/ผู้ตรวจ
๙ เมษายน ๒๕๕๘
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๓๒/ตอนที่ ๒๑ ก/หน้า ๑/๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).