ข้อ ๖๔ การสั่งยุติเรื่องตามมาตรา
๖๗ วรรคสอง หรือมาตรา ๖๘ วรรคสอง
ให้ทำเป็นคำสั่งระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกกล่าวหา
เรื่องที่ถูกกล่าวหาและผลการพิจารณา ทั้งนี้ ตามแบบตัวอย่าง ที่ ก.ร. กำหนด
และให้ลงลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้สั่งและวันเดือนปีที่ออกคำสั่งไว้ด้วย
ข้อ ๖๕ การสั่งลงโทษภาคทัณฑ์
ตัดเงินเดือน ลดเงินเดือน ปลดออก หรือไล่ออก
ให้ทำเป็นคำสั่งระบุชื่อและตำแหน่งของผู้ถูกลงโทษ
แสดงข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญว่าผู้ถูกลงโทษกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงหรืออย่างร้ายแรงในกรณีใด
ตามกฎ ก.ร.
ว่าด้วยวินัยข้าราชการรัฐสภาสามัญข้อใดพร้อมทั้งสิทธิในการอุทธรณ์และระยะเวลาในการอุทธรณ์ตามมาตรา
๘๗ ไว้ในคำสั่งนี้ด้วย ทั้งนี้ ตามแบบตัวอย่างที่
ก.ร. กำหนด
และให้ลงลายมือชื่อและตำแหน่งของผู้สั่งและวันเดือนปีที่ออกคำสั่งไว้ด้วย
ข้อ ๖๖ การสั่งลงโทษ
ให้สั่งให้มีผลตั้งแต่วันหรือระยะเวลาดังต่อไปนี้
(๑) การสั่งลงโทษภาคทัณฑ์ ให้สั่งให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคำสั่ง
(๒) การสั่งลงโทษตัดเงินเดือนหรือลดเงินเดือน
ให้สั่งให้มีผลตั้งแต่เดือนที่มีคำสั่ง
(๓) การสั่งลงโทษปลดออกหรือไล่ออก ให้สั่งให้มีผลตามระเบียบ ก.ร. ว่าด้วยวันออกจากราชการของข้าราชการรัฐสภาสามัญตามมาตรา
๘๐ วรรคสอง
ข้อ ๖๗ การสั่งงดโทษตามมาตรา ๗๑ วรรคสาม
ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒ ทำเป็นคำสั่ง
และให้ระบุไว้ในคำสั่งด้วยว่าได้ให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือได้ว่ากล่าวตักเตือนแล้ว
ทั้งนี้ ตามแบบตัวอย่างที่ ก.ร.
กำหนด
ข้อ ๖๘ การสั่งงดโทษตามมาตรา ๗๕ วรรคสอง
สำหรับกรณีที่ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ซึ่งออกจากราชการไปแล้วแต่มีกรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงอยู่ก่อนตามมาตรา
๗๕ วรรคหนึ่ง และผลการสอบสวนพิจารณาปรากฏว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
ให้ผู้บังคับบัญชาซึ่งมีอำนาจสั่งบรรจุตามมาตรา ๔๒ สั่งงดโทษ ทั้งนี้ ตามแบบตัวอย่างที่ ก.ร. กำหนด
ข้อ ๖๙ เมื่อได้มีคำสั่งยุติเรื่อง
ลงโทษ หรืองดโทษแล้ว
ให้ดำเนินการแจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาทราบโดยเร็ว
และให้ผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อและวันที่รับทราบไว้เป็นหลักฐาน
และให้มอบสำเนาคำสั่งให้ผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาไว้หนึ่งฉบับด้วย
ถ้าผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมลงลายมือชื่อรับทราบคำสั่ง
เมื่อได้ทำบันทึกลงวันที่และสถานที่ที่แจ้งและลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้วให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันรับทราบ
ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งให้ทราบตามวรรคหนึ่งได้หรือมีเหตุจำ เป็นอื่น
ให้ส่งสำเนาคำสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับไปให้ผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหา ณ
ที่อยู่ของผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ
ในกรณีเช่นนี้
ให้ถือว่าผู้ถูกลงโทษหรือผู้ถูกกล่าวหาได้รับแจ้งเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งในประเทศ
หรือเมื่อครบสิบห้าวันนับแต่วันส่งสำหรับกรณีส่งไปยังต่างประเทศ
การมีคำสั่งใหม่กรณีมีการเพิ่มโทษ
ลดโทษ งดโทษ หรือยกโทษ
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).