พระราชบัญญัติ
พัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๔๐
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐
เป็นปีที่ ๕๒ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐
มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นหกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓[๒] ในพระราชบัญญัตินี้
มาตรวิทยา หมายความว่า ศาสตร์เกี่ยวกับการวัดปริมาณและการประยุกต์ใช้ศาสตร์นั้น และให้หมายความรวมถึงกิจกรรมทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการสอบเทียบ ปรับตั้งความถูกต้องของเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดปริมาณหรือวิเคราะห์ทดสอบ
มาตรฐานการวัดแห่งชาติ หมายความว่า มาตรฐานของระบบเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณ ที่มีวิธีการเก็บรักษา วิธีการใช้งานตามวิธีการมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรฐานการวัด มาตรฐานอ้างอิง วัสดุอ้างอิง ที่ใช้สำหรับกำหนดค่าพื้นฐานของปริมาณให้กับปริมาณวัดที่เกี่ยวข้องในประเทศ ที่เก็บรักษาไว้โดยสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ หรือหน่วยงานของรัฐที่สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติมอบหมายเพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดค่าปริมาณไปยังมาตรฐานการวัดอื่น ๆ สำหรับชนิดของปริมาณวัดที่เกี่ยวข้อง และสามารถสอบกลับได้ไปยังมาตรฐานการวัดระหว่างประเทศเพื่อใช้อ้างอิงเป็นมาตรฐานที่มีความถูกต้องสูงสุดของประเทศ
การวัดปริมาณ หมายความว่า การวัดปริมาณของหน่วยวัดทางวิทยาศาสตร์ที่กำหนดให้ใช้เป็นหน่วยวัดตามระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ เช่น ปริมาณความยาว มวล เวลา กระแสไฟฟ้า อุณหภูมิ ความเข้มของแสง และปริมาณสาร
การพัฒนาระบบมาตรวิทยา หมายความว่า การศึกษา ค้นคว้า และวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณ เพื่อให้เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงดังกล่าว มีความถูกต้องตามมาตรฐานระหว่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมที่ส่งเสริมให้มีการถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดปริมาณ การจัดหาและบำรุงรักษาเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณ
มาตรฐานอ้างอิง หมายความว่า มาตรฐานการวัดที่องค์กรหรือหน่วยงานใช้เป็นมาตรฐานเพื่อการสอบเทียบกับมาตรฐานการวัดอื่น ๆ สำหรับปริมาณที่กำหนด
วัสดุอ้างอิง หมายความว่า วัสดุหรือสารมาตรฐานที่มีการระบุสมบัติเฉพาะ ซึ่งสมบัติเฉพาะนั้นมีความเป็นเนื้อเดียวและเสถียรพอเพียง ซึ่งจัดเตรียมขึ้นมาสำหรับใช้ในการวัดหรือการตรวจสอบสมบัติเชิงคุณภาพ
กองทุน หมายความว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา
คณะกรรมการ หมายความว่า คณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ
สถาบัน หมายความว่า สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
ผู้อำนวยการ หมายความว่า ผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ
รัฐมนตรี หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔[๓] ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ ประกอบด้วย
(๑) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นรองประธานกรรมการ
(๓) กรรมการโดยตำแหน่งจำนวนแปดคน ได้แก่ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยหรือผู้แทน
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนไม่เกินห้าคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านมาตรวิทยา
ให้ผู้อำนวยการเป็นกรรมการและเลขานุการ
มาตรา ๕ ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดแผนหลักและเสนอแนะนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบมาตรวิทยาต่อคณะรัฐมนตรี
(๒) พิจารณาและเสนอต่อรัฐมนตรีในการออกประกาศตามมาตรา ๑๑ และในการกำหนดระเบียบตามมาตรา ๑๔ และมาตรา ๑๘
(๓)[๔] กำหนดระเบียบว่าด้วยการใช้จ่ายเงินกองทุนตามมาตรา ๒๒
(๔) ให้คำแนะนำแก่หน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ การเก็บรักษา การสอบเทียบ การซ่อมบำรุง และการดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณ
(๕)[๕] ออกข้อบังคับว่าด้วยการกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการและสิทธิประโยชน์อื่น การคัดเลือก การบรรจุ การแต่งตั้ง การให้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้าง การออกจากงาน วินัยและการลงโทษทางวินัย การร้องทุกข์และการอุทธรณ์การลงโทษพนักงานและลูกจ้าง และกิจการอื่นด้านการบริหารงานบุคคล
(๖) อนุมัติแผนการเงินและงบประมาณประจำปีของสถาบัน
(๗) ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการ
มาตรา ๖[๖] กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
ในกรณีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้อื่นดำรงตำแหน่งแทน เว้นแต่วาระของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเหลือไม่ถึงเก้าสิบวัน จะไม่แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้
กรณีที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหมดพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้คณะกรรมการประกอบด้วย กรรมการทั้งหมดที่มีอยู่จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิให้ดำรงตำแหน่งแทน
เมื่อครบกำหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่งเพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
มาตรา ๗ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๖ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะรัฐมนตรีให้ออกเพราะมีความประพฤติเสื่อมเสีย บกพร่องหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ
ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในระหว่างที่กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วยังมีวาระอยู่ในตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งแทนตำแหน่งที่ว่าง ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนหรือเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้นอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้แต่งตั้งไว้แล้ว
มาตรา ๘ การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้ารองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการซึ่งมาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม
การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
มาตรา ๙ ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่คณะกรรมการมอบหมายได้ และให้นำมาตรา ๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๑๐ ให้ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการ และอนุกรรมการได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามระเบียบที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
มาตรา ๑๑[๗] เพื่อส่งเสริมให้มีการใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ และวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณที่มีความถูกต้องตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจออกประกาศโดยคำแนะนำของคณะกรรมการ ดังต่อไปนี้
(๑) กำหนดให้เครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณเป็นเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้อ้างอิงความถูกต้องตามมาตรฐานระหว่างประเทศเพื่อให้ถือเป็นมาตรฐานการวัดแห่งชาติ
(๒) กำหนดหน่วยการวัดปริมาณที่ใช้ในกิจการประเภทต่าง ๆ ให้สอดคล้องเป็นระบบเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
(๓) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการใช้ การเก็บรักษา การสอบเทียบ การซ่อมบำรุง และการดำเนินการอย่างอื่นที่เกี่ยวกับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิงที่ใช้ในการวัดปริมาณ
(๔) กำหนดกิจการอื่นใดอันจำเป็นในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๒[๘] ให้สถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ เป็นหน่วยงานของรัฐที่เป็นนิติบุคคล อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือกฎหมายอื่น และรายได้ของสถาบันให้นำเข้าสมทบกองทุนโดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน
กิจการของสถาบันไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและลูกจ้างของสถาบันต้องได้รับการคุ้มครองและประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าว ทั้งนี้ พนักงานและลูกจ้างที่พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุมีอายุครบตามที่กำหนด ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง
ทรัพย์สินของสถาบันไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี
มาตรา ๑๓[๙] สถาบันมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
(๑) พัฒนาระบบมาตรวิทยา จัดหาและเก็บรักษามาตรฐานการวัดแห่งชาติ วัสดุอ้างอิง มาตรฐานของประเทศทุกสาขา เพื่อให้สอดคล้องกับระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ รวมถึงการถ่ายทอดความถูกต้องของการวัดปริมาณไปสู่ผู้ใช้งาน
(๒) ดำเนินการและสนับสนุนในการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบ ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการวัดปริมาณของประเทศ
(๓) ดำเนินการและสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อการยอมรับในระหว่างประเทศ
(๔) ส่งเสริมการประกอบวิชาชีพด้านมาตรวิทยาและความสามารถของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ทดสอบ และสอบเทียบ
มาตรา ๑๔[๑๐] สถาบันมีอำนาจหน้าที่กระทำกิจการต่าง ๆ ภายในวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๓ และอำนาจเช่นว่านี้ ให้รวมถึง
(๑) บริหารกองทุนตามกฎหมาย และระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
(๒) ศึกษา สำรวจ และวิเคราะห์ทางวิชาการต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการวางเป้าหมาย นโยบาย และจัดทำแผนงานโครงการและมาตรการต่าง ๆ ในการพัฒนาระบบมาตรวิทยาของประเทศ แล้วเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา
(๓) ออกใบรับรองผลการวัดปริมาณที่ได้จากการวัด วิเคราะห์ ทดสอบ หรือสอบเทียบให้กับเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือวัสดุอ้างอิง ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่สถาบันกำหนด
(๔) ศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการวัดปริมาณ และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านมาตรวิทยาของภาครัฐ ผู้ประกอบการภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ส่งเสริมความร่วมมือในกิจกรรมด้านนี้ระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๕) มอบหมายให้หน่วยงานของรัฐที่มีมาตรฐานและความสามารถด้านมาตรวิทยาเป็นตัวแทนในกิจกรรมด้านมาตรวิทยาในระดับระหว่างประเทศเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(๖) สนับสนุนการมีส่วนร่วมของห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ ทดสอบ และสอบเทียบ ในกิจกรรมด้านมาตรวิทยาและระบบการถ่ายทอดความถูกต้อง การให้บริการข้อมูลและการให้คำปรึกษาทางเทคโนโลยีการวัดปริมาณ และการให้บริการอื่น ๆ ในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรวิทยา
(๗) ดำเนินการและสนับสนุนการเพิ่มสมรรถนะในการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยี การวัดปริมาณ ระบบการถ่ายทอดความถูกต้องของเครื่องมือและอุปกรณ์การวัดปริมาณ หรือความสามารถสอบกลับได้ ตลอดจนการจัดโครงการลงทุนและโครงการที่เกี่ยวข้องกับการรับเทคโนโลยีด้านมาตรวิทยาจากต่างประเทศเพื่อให้ระบบมาตรวิทยาของประเทศมีประสิทธิภาพ เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับในระบบหน่วยวัดระหว่างประเทศ
(๘) ดำเนินการและส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยาของประเทศ รวมทั้งการพัฒนากำลังคนทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน
(๙) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ และปฏิบัติงานอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่ของสถาบัน และงานตามที่คณะกรรมการมอบหมาย
(๑๐) จัดให้ได้มา ถือกรรมสิทธิ์ เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม แลกเปลี่ยน โอน รับโอน และขายหรือจำหน่ายด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือสังหาริมทรัพย์ รวมทั้งหลักทรัพย์ต่าง ๆ ตลอดจนรับทรัพย์สินที่มีผู้มอบหรืออุทิศให้
(๑๑) เรียกค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยี การวัดปริมาณ หรือความสามารถสอบกลับได้ การอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา การจำหน่ายผลิตผลที่ได้จากการดำเนินงานและค่าบริการในการให้บริการ รวมทั้งทำความตกลงและกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับค่าตอบแทนและค่าบริการนั้น ทั้งนี้ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
(๑๒) ทำความตกลงและร่วมมือกับองค์การหรือหน่วยงานในประเทศและต่างประเทศในกิจการที่เกี่ยวกับการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการวัดปริมาณ และความสามารถสอบกลับได้
(๑๓) จัดให้มีและให้ทุนเพื่อสนับสนุนการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการวัดปริมาณ หรือความสามารถสอบกลับได้ และการประดิษฐ์หรือพัฒนาเครื่องมือหรืออุปกรณ์การวัดปริมาณ หรือความรู้เทคโนโลยีที่ใช้เป็นมาตรฐานในกิจการด้านมาตรวิทยา
(๑๔) เข้าร่วมกิจการหรือร่วมลงทุนกับบุคคลอื่น หรือถือหุ้นในบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดเพื่อประโยชน์แก่การพัฒนาระบบมาตรวิทยาของประเทศ
(๑๕) กู้ยืมเงิน ให้กู้ยืมเงิน โดยมีหลักประกันด้วยบุคคลหรือทรัพย์สิน ทั้งนี้ เพื่อการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการวัดปริมาณ และการบริการวิเคราะห์ ทดสอบ หรือสอบเทียบความถูกต้องของเครื่องมือและอุปกรณ์การวัดปริมาณ
(๑๖) กระทำการอื่นใดอันจำเป็นในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้
การกู้ยืมเงิน การให้กู้ยืมเงิน หรือการลงทุนตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรีกำหนด หากเกินวงเงินที่กำหนดไว้ในระเบียบ ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน
มาตรา ๑๕ ให้สถาบันมีผู้อำนวยการคนหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
ผู้อำนวยการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปีนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
ให้ผู้อำนวยการได้รับเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด[๑๑]
มาตรา ๑๖ ผู้อำนวยการต้อง
(๑) มีสัญชาติไทย
(๑/๑)[๑๒] มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปีบริบูรณ์
(๒) มีความสามารถในการบริหารและความรู้ด้านมาตรวิทยา
(๓) สามารถทำงานให้สถาบันได้เต็มเวลา
(๔) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) ไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๖) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๗) ไม่เป็นข้าราชการประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ
(๘)[๑๓] ไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมในกิจการที่เกี่ยวข้องกับสถาบันหรือกิจการที่ขัดหรือแย้งกับวัตถุประสงค์ของสถาบัน
มาตรา ๑๗ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง ผู้อำนวยการอาจพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) คณะกรรมการให้ออกโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
(๔) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๖
การขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๑๖ (๑/๑) ให้ถือว่าเป็นการพ้นจากตำแหน่งตามกำหนดเวลาในสัญญาจ้าง[๑๔]
มาตรา ๑๘ ผู้อำนวยการมีหน้าที่บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของสถาบัน และตามนโยบาย ข้อบังคับ และระเบียบที่คณะกรรมการหรือรัฐมนตรีกำหนดกับมีอำนาจบังคับบัญชาพนักงานและลูกจ้างทุกตำแหน่ง
ผู้อำนวยการต้องรับผิดชอบต่อคณะกรรมการในการบริหารกิจการของสถาบัน
มาตรา ๑๙ ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้ผู้อำนวยการเป็นผู้แทนสถาบัน และเพื่อการนี้ผู้อำนวยการอาจมอบหมายให้พนักงานคนหนึ่งคนใดปฏิบัติการบางอย่างแทนได้ ในเมื่อไม่ขัดต่อระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
การกระทำของผู้อำนวยการที่ฝ่าฝืนระเบียบตามวรรคหนึ่ง ย่อมไม่ผูกพันสถาบัน เว้นแต่คณะกรรมการจะให้สัตยาบัน
ระเบียบที่จำกัดอำนาจของผู้อำนวยการในการทำกิจกรรมตามวรรคหนึ่ง ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๒๐ เมื่อตำแหน่งผู้อำนวยการว่างลงให้คณะกรรมการแต่งตั้งพนักงานในสถาบันคนหนึ่งคนใดเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว
ในการทำการแทนผู้อำนวยการตามมาตรานี้ให้ผู้ทำการแทนมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้อำนวยการ
มาตรา ๒๑ ให้จัดตั้งกองทุนขึ้นกองทุนหนึ่งในสถาบันเรียกว่า กองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา ประกอบด้วย
(๑) เงินทุนประเดิมที่รัฐบาลจัดสรรให้
(๒) เงินและทรัพย์สินในส่วนที่ได้รับโอนจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
(๓) เงินและทรัพย์สินที่ได้รับโอนจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี*
(๔) เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้จากงบประมาณแผ่นดินประจำปี
(๕) เงินอุดหนุนจากต่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ
(๖) เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้สมทบกองทุน
(๗) ดอกผลหรือรายได้ของกองทุน
(๘)[๑๕] ผลประโยชน์จากค่าตอบแทนการใช้ประโยชน์จากการศึกษา พัฒนาเทคโนโลยีการวัดปริมาณหรือความสามารถสอบกลับได้ การอนุญาตให้ใช้ทรัพย์สินทางปัญญา การจำหน่ายผลิตผลที่ได้จากการดำเนินงาน และจากค่าบริการ
(๙) เงินและทรัพย์สินอื่นที่ตกเป็นของกองทุน
ในกรณีกองทุนมีจำนวนเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถาบัน และค่าภาระต่าง ๆ ที่เหมาะสม และกองทุนไม่สามารถหาเงินจากแหล่งอื่นได้ รัฐพึงจัดสรรเงินงบประมาณแผ่นดินเข้าสมทบกองทุนตามจำนวนที่จำเป็น
มาตรา ๒๒[๑๖] การใช้จ่ายเงินกองทุนให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด เพื่อใช้ในกิจการดังต่อไปนี้
(๑) การดำเนินงานและสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านมาตรวิทยา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยาของประเทศ การพัฒนากำลังคน การติดตามประเมินผล การเผยแพร่ผลงานวิจัยและการส่งเสริมการนำผลงานไปใช้ประโยชน์
(๒) การบริหารกองทุน
(๓) การดำเนินงานของสถาบัน
(๔) การดำเนินงานของประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ กรรมการและอนุกรรมการ ตลอดจนเงินเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นของบุคคลดังกล่าว
มาตรา ๒๓[๑๗] ให้สถาบันวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถจัดทำงบการเงินแสดงฐานะการเงินและผลการดำเนินงานของสถาบันได้อย่างถูกต้องตามหลักการบัญชีที่รับรองโดยทั่วไป
ให้สถาบันจัดทำงบการเงินส่งผู้สอบบัญชีภายในหกสิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี เพื่อตรวจสอบ
ปีบัญชีให้เป็นไปตามปีงบประมาณ
ให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีของสถาบัน และทำรายงานการสอบบัญชีเสนอต่อคณะกรรมการ
มาตรา ๒๔[๑๘] ให้สถาบันจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อเสนอต่อรัฐมนตรีโดยแสดงงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบแล้ว พร้อมทั้งรายงานของผู้สอบบัญชี รวมทั้งแสดงผลงานของสถาบันในปีที่ล่วงมาแล้วด้วย
มาตรา ๒๕ ในระยะเริ่มแรกเมื่อยังไม่มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการตามมาตรา ๑๕ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งข้าราชการหรือพนักงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* คนหนึ่งคนใดเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งผู้อำนวยการ
มาตรา ๒๖ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณ รวมทั้งพนักงานและลูกจ้างของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านมาตรวิทยาที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของสถาบัน
พนักงานหรือลูกจ้างผู้ใดของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการที่โอนไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าไม่สมัครใจจะโอนไปปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันให้แจ้งความจำนงต่อผู้บังคับบัญชาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ให้พนักงานหรือลูกจ้างซึ่งโอนไปเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมทั้งสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เท่ากับที่เคยได้รับอยู่เดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถาบัน โดยให้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ได้รับอยู่เดิมและให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากงานเพราะยุบเลิกตำแหน่ง โดยให้มีสิทธิได้รับเงินกองทุนสงเคราะห์ตามข้อบังคับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยว่าด้วยกองทุนสงเคราะห์ และหรือค่าชดเชยตามข้อบังคับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยว่าด้วยสิทธิประโยชน์เกี่ยวกับค่าชดเชยและเงินตอบแทนความชอบในการทำงาน แล้วแต่กรณี
เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญตามข้อบังคับสถาบันพนักงานผู้ใดซึ่งโอนไปตามมาตรานี้ประสงค์ที่จะให้นับเวลาทำงานในขณะที่เป็นพนักงานก่อนที่จะมีการโอนเป็นเวลาทำงานของพนักงานของสถาบัน ก็ให้มีสิทธิกระทำได้โดยแสดงความจำนงว่าไม่ขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ที่ได้รับอยู่เดิม
การไม่ขอรับเงินกองทุนสงเคราะห์ตามวรรคสี่ จะต้องกระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่โอน
ทั้งนี้ การโอนตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีและสถาบันจะได้ตกลงกัน
มาตรา ๒๗ ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้ และงบประมาณของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการมาตรวิทยาและการรับรองห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ และโครงการปรับปรุงและขยายงานมาตรวิทยาทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับไปเป็นของสถาบัน
ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดของกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ซึ่งปฏิบัติงานเกี่ยวกับกิจการที่โอนไปตามวรรคหนึ่ง ถ้าสมัครใจจะโอนไปปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันและได้แจ้งความจำนงต่อผู้บังคับบัญชาผู้มีอำนาจบรรจุและแต่งตั้งภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้โอนข้าราชการหรือลูกจ้างผู้นั้นไปเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบัน
ให้ข้าราชการหรือลูกจ้างตามวรรคสอง ซึ่งโอนไปเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบันได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างรวมทั้งสิทธิและประโยชน์ต่าง ๆ เท่ากับที่เคยได้รับอยู่เดิมไปพลางก่อนจนกว่าจะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสถาบัน โดยให้ได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างไม่ต่ำกว่าเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ได้รับอยู่เดิม
การโอนข้าราชการตามวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากราชการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
การโอนลูกจ้างตามวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการให้ออกจากงานเพราะทางราชการเลิกหรือยุบตำแหน่งตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยลูกจ้างประจำของส่วนราชการ
ให้ข้าราชการหรือลูกจ้างซึ่งโอนไปตามวรรคสอง ได้รับบำเหน็จบำนาญหรือค่าตอบแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้างแล้วแต่กรณี
เพื่อประโยชน์ในการนับเวลาการทำงานสำหรับคำนวณบำเหน็จหรือบำนาญตามข้อบังคับสถาบัน ข้าราชการหรือลูกจ้างผู้ใดซึ่งโอนไปตามวรรคสองประสงค์จะให้นับเวลาราชการหรือเวลาทำงานในขณะที่เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างก่อนที่มีการโอนเป็นเวลาทำงานของพนักงานหรือลูกจ้างของสถาบัน แล้วแต่กรณีก็ให้มีสิทธิกระทำได้โดยแสดงความจำนงว่าไม่ขอรับบำเหน็จหรือบำนาญที่ได้รับอยู่เดิม
การไม่ขอรับบำเหน็จหรือบำนาญตามวรรคเจ็ด จะต้องกระทำภายในสามสิบวันนับแต่วันที่โอนสำหรับกรณีของข้าราชการให้ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ สำหรับกรณีของลูกจ้างให้กระทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อเป็นหลักฐานยื่นต่อผู้ว่าจ้างเพื่อส่งต่อไปให้กระทรวงการคลังทราบ
ทั้งนี้ การโอนตามมาตรานี้ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีและสถาบันจะได้ตกลงกัน
มาตรา ๒๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศและระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศและระเบียบนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากงานในด้านพัฒนาระบบมาตรวิทยาของประเทศไทยยังไม่มีองค์กรหลักรับผิดชอบดำเนินการ ทำให้การวัด การตรวจสอบ การทดสอบ การสอบเทียบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่มีความสำคัญต่อการผลิตและการควบคุมคุณภาพยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลอันเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศ นอกจากนี้การแข่งขันในการทางการค้าระหว่างประเทศกำลังทวีมากขึ้น ทำให้ต้องจัดให้มีมาตรการในการสร้างระบบและมาตรฐานในการวัดปริมาณของประเทศให้เป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงต้องพัฒนาและส่งเสริมงานในด้านมาตรวิทยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในปัจจุบันกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานในด้านนี้ แต่เนื่องจากยังต้องผูกพันกับกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของทางราชการไม่มีความเป็นอิสระและความคล่องตัวในการรับการถ่ายทอดความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว สมควรสนับสนุนให้มีการจัดตั้งหน่วยงานที่มีลักษณะการบริหารงานเป็นอิสระมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศสำหรับงานด้านนี้ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี* โดยมีกองทุนซึ่งประกอบด้วยทุนจากภาครัฐและแหล่งทุนอื่น ๆ เป็นทุนในการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๑๙]
มาตรา ๘๑ ในพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ให้แก้ไขคำว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็น กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คำว่า ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็น ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคำว่า ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม เป็น ผู้แทนกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่ และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙[๒๐]
附則
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๑๕ ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ คงอยู่ในตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๖ มิให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๖ (๑/๑) แห่งพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ มาใช้บังคับแก่ผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ โดยให้บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือด้วยเหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ก่อนการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๗ บรรดาประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับที่ออกตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ จนกว่าจะมีประกาศ ระเบียบ และข้อบังคับตามพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๑๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติขึ้นเพื่อให้มีมาตรการในการสร้างระบบและมาตรฐานด้านมาตรวิทยาของประเทศโดยสอดคล้องกับหลักปฏิบัติของมาตรวิทยาทางฟิสิกส์เป็นหลัก จึงมีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เนื่องจากมาตรวิทยาและโครงสร้างระบบมาตรวิทยาระหว่างประเทศได้มีการเปลี่ยนแปลงขอบข่ายเพื่อรองรับการพัฒนาและการประยุกต์ที่ขยายไปสู่มาตรวิทยาทางเคมีและชีวภาพซึ่งมีบทบาทอย่างมากต่อการพัฒนาคุณภาพของบริการทางการแพทย์ อุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเกษตรทั้งเป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมหลักของประเทศ สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเพื่อให้ระบบมาตรวิทยาของประเทศสามารถรองรับมาตรวิทยาทางเคมีและชีวภาพให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด รวมทั้งปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับคณะกรรมการมาตรวิทยาแห่งชาติ อำนาจหน้าที่ของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติ และการใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาระบบมาตรวิทยา เพื่อให้การดำเนินงานของสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
วิชพงษ์/จัดทำ
๙ สิงหาคม ๒๕๕๙
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๔/ตอนที่ ๔๗ ก/หน้า ๑/๑๒ กันยายน ๒๕๔๐
[๒] มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๓] มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๔] มาตรา ๕ (๓) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๕] มาตรา ๕ (๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๖] มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๗] มาตรา ๑๑ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๘] มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๙] มาตรา ๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๐] มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๑] มาตรา ๑๕ วรรคสาม แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๒] มาตรา ๑๖ (๑/๑) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๓] มาตรา ๑๖ (๘) เพิ่มโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๔] มาตรา ๑๗ วรรคสอง เพิ่มโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๕] มาตรา ๒๑ (๘) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๖] มาตรา ๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๗] มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๘] มาตรา ๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติพัฒนาระบบมาตรวิทยาแห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๙
[๑๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕
[๒๐] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๓/ตอนที่ ๖๗ ก/หน้า ๕๑/๕ สิงหาคม ๒๕๕๙
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).