กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น
และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา (ฉบับที่ ๒)
พ.ศ. ๒๕๔๖[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๑๒ (๑) วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๕ มาตรา ๓๖ มาตรา ๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (๕) ของข้อ ๑๓ แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ. ๒๕๔๕
(๕) ผู้ถือหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทางของประเทศสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) และมีบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card : ABTC) ซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อประกอบธุรกิจ
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกความในวรรคสองของข้อ ๑๓ แห่งกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการตรวจ การยกเว้น และการเปลี่ยนประเภทการตรวจลงตรา พ.ศ. ๒๕๔๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
ผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราตาม (๒) (๓) หรือ (๔) ให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร สำหรับผู้ซึ่งได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราตาม (๕) ให้อยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
วันมูหะมัดนอร์ มะทา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากประเทศไทยได้เป็นสมาชิกกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย - แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation : APEC) และได้เข้าร่วมโครงการบัตรเดินทางสำหรับนักธุรกิจเอเปค (APEC Business Travel Card : ABTC) ดังนั้น เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ถือบัตรเดินทางดังกล่าวให้สามารถเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อประกอบธุรกิจโดยได้รับยกเว้นการตรวจลงตรา จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
เอกฤทธิ์/ผู้จัดทำ
๑๑ มกราคม ๒๕๕๖
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๐/ตอนที่ ๒๙ ก/หน้า ๑/๘ เมษายน ๒๕๔๖
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).