我的書籤免費註冊

เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช 2483

公布 1941-03-21・全 103 條

อารัมภบท

เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๘๓ โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙ เทศบาลนครกรุงเทพ ตราเทศบัญญัติไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภานครกรุงเทพ และโดยอนุมัติของข้าหลวงประจำจังหวัด ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑

ข้อ ๑ เทศบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “เทศบัญญัติเรื่องควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๘๓”

ข้อ ๒

ข้อ ๒[๑] ให้ใช้เทศบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หมวด ๑ วิเคราะห์ศัพท์

ข้อ ๓

ข้อ ๓ ในเทศบัญญัตินี้ (๑) “อาคารที่พักอาศัย หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง แพอาศัย” ซึ่งบุคคลจะอาศัยอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน (๒) “ห้องแถว” หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง และประกอบด้วยวัตถุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่ (๓) “ตึกแถว” หมายความว่า อาคารที่พักอาศัยหรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง และประกอบด้วยวัตถุถาวรทนไฟเป็นส่วนใหญ่ (๔)[๒] “อาคารพาณิชย์ หมายความว่า อาคารที่ใช้เพื่อประโยชน์แห่งการค้าหรือโรงงานที่ใช้เครื่องจักรซึ่งเทียบได้ไม่เกิน ๕ แรงม้า หรืออาคารที่ก่อสร้างห่างแนวทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะไม่เกิน ๑๔ เมตร ซึ่งอาจใช้เป็นอาคารเพื่อประโยชน์แห่งการค้าได้ (๕)[๓] “โรงงานอุตสาหกรรม” หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบการอุตสาหกรรมโดยอาศัยเครื่องจักรซึ่งเทียบได้ไม่เกิน ๕ แรงม้า เป็นปัจจัย (๖)[๔] “อาคารสาธารณะ” หมายความว่า โรงมหรศพหอประชุม หรือสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมนุมชนได้ทั่วไป เช่น โรงแรม โรงเรียน ภัตตาคาร หรือโรงพยาบาลเป็นต้น (๗) “อาคารเลี้ยงสัตว์” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะพักอาศัย มี ช้าง ม้า โค กระบือ (๘) “อาคารชั่วคราว” หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างซึ่งมีกำหนดเวลาที่จะรื้อถอน (๙) “อาคารพิเศษ” หมายความถึง อาคารดังต่อไปนี้ ก. โรงมหรสพ อัฑฒจันท์ หรือหอประชุม ข. อู่เรือ คานเรือ หรือท่าเรือสำหรับเรือขนาดใหญ่เกินกว่า ๑๐๐ ตัน ค. อาคารสูงกว่า ๑๕ เมตร หรือสะพานช่วงหนึ่งยาวเกิน ๑๐ เมตร (๑๐) “ผู้ออกแบบ” หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการคำนวณเขียนแบบและกำหนดรายการเพื่อใช้ในการก่อสร้าง (๑๑) “นายงาน” หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการปลูกสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต (๑๒) “แผนผัง” หมายความว่า แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคารและที่ดินติดต่อ (๑๓) “แบบก่อสร้าง” หมายความว่า แบบของตัวอาคารเพื่อใช้ในประโยชน์ของการปลูกสร้าง (๑๔) “รายการ” หมายความว่า ข้อความชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการปลูกสร้างตามแนวของแบบก่อสร้างนั้น (๑๕) “รายคำนวณ” หมายความว่า รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง (๑๖) “แบบสังเขป” หมายความว่า แบบชนิดซึ่งเขียนไว้พอเป็นประมาณ (๑๗) “แผนอาคาร” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนราบของอาคาร (๑๘) “รูปด้าน” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร (๑๙) “รูปตัด” หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในของอาคาร (๒๐) “พื้นอาคาร” หมายความว่า เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในขอบเขตของคาน หรือรอด ที่รับพื้นนั้น (๒๑) “ฝา” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้องๆ (๒๒) “ผนัง” หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกันด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน (๒๓) “ผนังกันไฟ” หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัตถุทนไฟและไม่มีช่องที่จะให้ไฟผ่านได้ (๒๔) “รากฐาน” หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคารนับจากใต้พื้นชั้นล่างไปจนถึงที่ฝังอยู่ในดิน (๒๕) “เสาเข็ม” หมายความว่า เสาที่ตอกฝังลงไปในดินเพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร (๒๖) “ช่วงบันได” หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีขั้นต่อกันโดยตลอด (๒๗) “ลูกตั้ง หมายความว่า ระยะตั้งของขั้นบันได (๒๘) “ลูกนอน” หมายความว่า ระยะราบของขั้นบันได (๒๙) “บ่อตรวจระบาย” หมายความว่า ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบาย ซึ่งกำหนดไว้ใช้ในการชำระล้างท่อ (๓๐) “บ่อพักขยะ” หมายความว่า ส่วนของทางระบายน้ำที่กำหนดกั้นขยะให้หยุดระบายไปด้วยกับน้ำ (๓๑) “อุปกรณ์อนามัย” หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลของอาคาร (๓๒) “บ่ออาจม” หมายความว่า บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครก อันไม่มีวิธีการระบายออกไปตามสภาพปกติ (๓๓) “ลิฟต์” หมายความว่า เครื่องใช้สำหรับบรรทุกบุคคลหรือของขึ้นลงระหว่างพื้นต่างๆ ของอาคาร (๓๔) “ท่อเอกประปา” หมายความว่า ท่อน้ำประปาในทางสาธารณะซึ่งเป็นสมบัติของการประปา (๓๕) “วัตถุทนไฟ” หมายความว่า วัตถุก่อสร้างซึ่งไม่เป็นเชื้อเพลิง (๓๖) “วัตถุถาวร” หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่ายโดยน้ำ ไฟ หรือดินฟ้า อากาศ (๓๗) “อิฐธรรมดา” หมายความว่า ดินชนิดที่ปั้นขึ้นเป็นแท่งโดยไม่ใช้เครื่องจักรและเผาไฟสุกแล้ว (๓๘) “อิฐอัด” หมายความว่า อิฐชนิดซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เครื่องอัดให้เนื้อแน่นก่อนเผา (๓๙) “คอนกริต” หมายความว่า วัตถุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซิเมนต์ ทราย น้ำ และหิน (๔๐) “คอนกริตเสริมเหล็ก” หมายความว่า คอนกริตซึ่งมีเหล็กฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้นกว่าปกติ (๔๑) “เหล็กหล่อ” หมายความว่า เหล็กซึ่งถลุงมาจากแร่เหล็กอันจะใช้เชื่อมหรือชุบไม่ได้ผล (๔๒) “เหล็กล้วน” หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุดและจะใช้ชุบไม่ได้ผล (๔๓) “เหล็กถ่าน” หมายความว่า เหล็กซึ่งมีธาตุถ่านผสมทำให้เหนียวกว่าปกติ อันจะใช้ชุบได้ผล (๔๔) “เหล็กเสริม” หมายความว่า เหล็กถ่านที่ใช้สำหรับฝังในเนื้อคอนกริตเพื่อเพิ่มกำลังขึ้น (๔๕) “ไม้อ่อน” หมายความว่า ไม้เนื้ออ่อนซึ่งไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ โดยปราศจากวัตถุป้องกัน เช่น ไม้ยาง หรือไม้ตะแบก (๔๖) “ไม้แก่น” หมายความว่า ไม้เนื้อแข็งซึ่งคงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ได้ดีตามสภาพอันสมควร เช่น ไม้ตะเคียน หรือไม้เต็งรัง (๔๗) “ปูนขาว” หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากหินธาตุปูนหรือเปลือกหอย (๔๘) “ซิเมนต์” หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากแร่ธาตุปูน และธาตุดินผสมกันตามส่วนกำหนด (๔๙) “ทราย” หมายความว่าก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียดเกิดตามธรรมชาติ ซึ่งมีขนาดไม่โตเกิน ๓ มิลิเมตร (๕๐) “กรวด” หมายความว่า ก้อนหินเกิดตามธรรมชาติขนาดก้อนโตเกินกว่า ๓ มิลิเมตร (๕๑) “ดินดาน” หมายความว่า หินชนิดที่มีเนื้อเปื่อยไม่แน่นเป็นก้อนแกร่ง (๕๒) “หินปูน” หมายความว่า หินธาตุปูน ซึ่งมีเนื้อแน่นแกร่งเป็นก้อนปึก (๕๓) “หินทราย” หมายความว่า หินประกอบด้วยเมล็ดทรายและประสานด้วยวัตถุอื่นเป็นก้อนปึก (๕๔) “หินอัคนีย์” หมายความว่า หินที่มีเนื้อแข็งแกร่งเป็นก้อนปึก โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอื่นประสาน (๕๕) “แรงประลัย” หมายความว่า แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุนั้นแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน (๕๖) “แรงดึง” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน (๕๗) “แรงดัน” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน (๕๘) “แรงเฉือน” หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากันดุจกรรไกรตัด (๕๙) “ส่วนปลอดภัย” หมายความว่า ตัวเลขที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย (๖๐) “น้ำหนักบรรทุก” หมายความว่า แรงที่กำหนดว่าจะมาเพิ่มขึ้นบนอาคาร นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง (๖๑) “ส่วนลาด” หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาว (๖๒) “ทางสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้ (๖๓) “ถนนสาธารณะ” หมายความว่า ทางสาธารณะที่รถเดินผ่านได้ (๖๔) “ระดับถนนสาธารณะ” หมายความว่า ความสูงของยอดถนนสาธารณะใกล้ชิดกับที่ดินปลูกสร้างเทียบกับระดับน้ำทะเล (๖๕) “ทางระบายน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะซึ่งกำหนดไว้ให้ระบายน้ำออกจากอาคารได้ (๖๖) “แนวถนน” หมายความว่า เขตถนนและทางเดินที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะ หมวด ๒ การอนุญาตปลูกสร้าง

ข้อ ๔

ข้อ ๔ บุคคลใดที่จะปลูกอาคารใดตามความหมายในมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติ ต้องยื่นคำขอและได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรี ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร จะต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้างขึ้นหรือเป็นตัวแทนของผู้นั้น ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย

ข้อ ๕

ข้อ ๕ คำขออนุญาตให้ทำตามแบบ “อ ๑” ท้ายเทศบัญญัตินี้ ยื่นต่อคณะเทศมนตรีพร้อมด้วยแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการอย่างละสามชุด

ข้อ ๖

ข้อ ๖ สำหรับการขอหนังสืออนุญาตชั่วคราวตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัตินั้น นอกจากจะแสดงจุดประสงค์ในหนังสือขออนุญาตแล้ว ให้ผู้ขออนุญาตกำหนดขั้นของงานและระยะเวลาสำเร็จในแผนผังแบบก่อสร้างและรายการไว้ให้ชัดเจน

ข้อ ๗

ข้อ ๗ ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ “อ ๒” ท้ายเทศบัญญัตินี้

ข้อ ๘

ข้อ ๘ คำสั่งของคณะเทศมนตรีให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผังแบบก่อสร้างหรือรายการตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติให้ทำตามแบบ “อ ๓” ท้ายเทศบัญญัตินี้และให้จัดส่งให้ผู้ขออนุญาตโดยให้ลงนามเป็นหลักฐานไว้แต่ถ้าส่งให้ไม่ได้ก็ให้ประกาศไว้ให้ทราบที่ป้ายโฆษณาของสำนักงานเทศบาล

ข้อ ๙

ข้อ ๙ สำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติ ให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างแจ้งให้คณะเทศมนตรีทราบเป็นหนังสือก่อนกำหนดก่อสร้างอย่างน้อยเป็นเวลา ๓๐ วัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้างหนึ่งชุด

ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ถ้าคณะเทศมนตรีมีข้อแก้ไขสำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติก็ให้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างทราบภายในกำหนด ๑๕ วัน นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งความนั้น หมวด ๓ แผนผัง แบบก่อสร้าง และรายการ แผนผัง

ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน ๑,๐๐๐ แสดงขอบเขตที่ดินและบริเวณติดต่อและแสดงขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้วกัยอาคารที่อขอนุญาตปลูกสร้างใหม่ด้วยลักษณะเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจนพร้อมด้วยเครื่องหมายทิศอันถูกต้อง

ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างโดยบริบูรณ์กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่จะปลูกสร้างนั้นจนถึงทางระบายน้ำสาธารณะและตามแนวทางระบายน้ำนั้น ให้แสดงเครื่องหมายชี้ทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด

ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคารและให้แสดงการสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะหรือระดับพื้นดินตรงที่ปลูกสร้างในแผนผังนั้น แบบก่อสร้าง

ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน ๑๐๐ แสดงแผนรากฐานอาคาร แผนพื้นชั้นต่างๆ ของอาคาร รูปด้านและรูปต่อเนื่องกันไม่ต่ำกว่าสองด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด และเครื่องหมายวัตถุประกอบอาคารชัดเจนพอที่จะคิดรายการและสอบรายคำนวณได้

ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ แบบก่อสร้างอาคารสาธารณะและอาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป ให้แสดงรายคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่างๆ ของอาคารไว้โดยบริบูรณ์

ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ แบบก่อสร้างสำหรับต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วให้แสดงแบบของส่วนเก่าและส่วนที่จะต่อเติมหรือดัดแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน

ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ อาคารชั่วคราวเพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวรหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นก็ดี จะเสนอแบบก่อสร้างเป็นแบบสังเขปก็ได้แบบอาคารประเภทนี้ผู้รับอนุญาตจะต้องรื้อถอนไปให้เสร็จสิ้นภายในกำหนดอายุหนังสืออนุญาตนั้นหรือถ้ายังมีความจำเป็นจะต้องใช้อยู่ต่อไป ก็ขออนุญาตต่ออายุได้ รายการ

ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ รายการให้แสดงลักษณะของวัตถุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาคารโดยละเอียดชัดเจนพร้อมด้วยวิธีประกอบวัตถุต่างๆ นั้นเป็นหลักดำเนินการไว้ด้วย ทั่วไป

ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนัก และหน่วยการคำนวณต่างๆ ของแผนผังแบบก่อสร้าง รายการหรือรายคำนวณนั้น ให้ใช้มาตราเมตริกอนุโลมตามกฎหมายว่าด้วยมาตราชั่งตวงวัด

ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ให้แจ้งนามและสำนักงานของผู้กำหนดแผนผังออกแบบก่อสร้างทำรายการ และคิดรายคำนวณไว้เสมอไป พร้อมด้วยเครื่องหมายวิทยฐานะ (ถ้ามี) ว่าเป็นผู้สามารถสมควรทำการเหล่านั้นได้ หมวด ๔ ลักษณะอาคารต่างๆ

ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ อาคารพิเศษนอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ ที่มีกำหนดควบคุมอยู่โดยเฉพาะแล้ว ให้เสนอรายคำนวณอย่างละเอียด

ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ อาคารใช้เป็นที่พักอาศัยเมื่อทำด้วยไม้หรือวัตถุไม่ทนไฟเป็นส่วนใหญ่จะปลูกสร้างเกินสองชั้นมิได้ และครัวไฟจะต้องอยู่นอกอาคารนั้นเป็นอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เว้นแต่ที่ดินจะมีจำกัด

ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ อาคารใช้เป็นที่พักอาศัยเกินกว่าสองชั้น ให้ทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่

ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔[๕] โรงมหรสพ หรืออาคารที่ปลูกสร้างเกินกว่าสองชั้น ให้ทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่ สำหรับอาคารที่ปลูกสร้างเกินกว่าสามชั้น นอกจากมีบันไดตามปรกติต้องมีทางลงหนีไฟอย่างน้อยอีกหนึ่งทาง หรือคณะเทศมนตรีจะได้กำหนดให้ตามลักษณะแบบของอาคาร

ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ ห้องแถว ตึกแถว ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๓๕๐ เซนติเมตรระหว่างผนัง และต้องมีทางคนเข้าออกได้ทั้งข้างหน้ากับข้างหลัง ถ้าปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแนวยาวให้มีผนังกันไฟทุกระยะห้าห้องเป็นอย่างน้อย

ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ อาคารบ้านเรือนโรงจะปลูกสร้างบนที่ดินถมขยะมูลฝอยมิได้ จนกว่าจะปรากฏว่าลักษณะดินนั้นเป็นการปลอดภัยทางอนามัยแล้ว และได้ถมปิดขยะมูลฝอยนั้นเสร็จด้วยดินกระทุ้งแน่นหนาไม่ต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตรแล้ว

ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ รั้วหรือกำแพงกั้นเขตให้ทำได้สูงไม่เกิน ๓๐๐ เซนติเมตรเหนือระดับถนนสาธารณะ และกำหนดให้สภาพได้ดิ่งอยู่เสมอไป ประตูรั้วหรือกำแพงทางรถเข้าเมื่อคานบนให้วางคานนั้นสูงตั้งแต่ ๓๐๐ เซนติเมตรขึ้นไปจากระดับถนนสาธารณะ

ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ป้ายโฆษณาจะติดตั้งโดยไม่บังช่องลม หน้าต่าง หรือประตู ด้วยวัตถุติดต่ออันถาวรอันจะหลุดออกมิได้

ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร และลาดขึ้นลงไม่ชันกว่า ๑ ใน ๑๐ ถ้ามีหลังคาคลุมต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตรจากระดับพื้นสะพาน

ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การปลูกสร้างโดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารซึ่งจำต้องได้รับอนุญาตนั้นมีกำหนดดังนี้ ก. ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดตั้งแต่ห้าตารางเมตรขึ้นไป ข. เปลี่ยนหลังคาหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม ค. เพิ่ม ลดจำนวน หรือเปลี่ยนเสา คาน บันได และผนัง หมวด ๕ ส่วนต่างๆ ของอาคาร

ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ ห้องซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างหรือยาว ไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ เซนติเมตร กับรวมเนื้อที่พื้นทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๙ ตารางเมตร

ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ห้องนอนหรือห้องใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีช่องประตูและหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่าส่วน ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่ของห้องนั้นโดยไม่รวมนับส่วนประตูหรือหน้าต่างอันติดต่อกับห้องอื่น

ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ ห้องของอาคารซึ่งบุคคลเข้าไปได้จะต้องมีช่องระบายลมให้เพียงพอในเมื่อได้ปิดประตูหน้าต่างทั้งหมด ส่วนวิธีระบายลมนั้นให้ทำตามแบบซึ่งเหมาะสมกับสภาพของอาคารนั้น

ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ ช่องทางเดินในอาคารสำหรับบุคคลใช้สอยหรืออาศัยให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๑๐๐ เซนติเมตร กับมิให้มีเสากีดกั้นให้ส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น ทั้งให้มีแสงสว่างธรรมชาติแลเห็นได้ชัดเวลากลางวันด้วย

ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ ยอดหน้าต่างและประตูในอาคาร ให้ทำสูงจากพื้นไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เซนติเมตร และบุคคลอยู่ในห้องต้องสามารถเปิดประตูหน้าต่าง และออกจากห้องนั้นได้โดยมิจำเป็นต้องใช้เครื่องมือ

ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดาน ยอดฝาหรือผนังสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร ถ้าเป็นอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์ ห้องแถว ตึกแถว โรงรถ หรือคอกสัตว์ที่มีห้องคนพักอาศัยอยู่ชั้นบน ระยะไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เซนติเมตร

ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ พื้นชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยนั้นต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า ๗๕ เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างกัน ต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า ๑๐ เซนติเมตร และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมทางสาธารณะความสูงจะต้องวัดจากระดับทางสาธารณะนั้น

ข้อ ๓๘

ข้อ ๓๘ ห้ามมิให้ประตูหน้าต่างหรือช่องลมจากครัวไฟเปิดเข้าไปสู่ห้องส้วมหรือห้องนอนของอาคารได้โดยตรง

ข้อ ๓๙

ข้อ ๓๙ เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรมหรือการพาณิชย์ชนิดเป็นเตาก่อหรือเตาเหล็ก ให้ตั้งได้เฉพาะในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ เตาไฟและปล่องระบายควันจะต้องทำมิให้ฝาหรือผนังหรือหลังคารับความร้อนจัดได้

ข้อ ๔๐

ข้อ ๔๐ ประตูสำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม หรืออาคารพาณิชย์ต้องมีธรณีประตูเสมอเรียบกับพื้นหรือไม่มีเลย

ข้อ ๔๑

ข้อ ๔๑ บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๙๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งไม่สูงเกิน ๓๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๒๐ เซนติเมตร ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๒ เซนติเมตร

ข้อ ๔๒

ข้อ ๔๒ บันได้สำหรับอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งสูงไม่เกิน ๔๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๑๙ เซนติเมตร และลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๔ เซนติเมตร

ข้อ ๔๓

ข้อ ๔๓ บันไดซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น

ข้อ ๔๔

ข้อ ๔๔ ลิฟต์สำหรับบุคคลใช้สอย ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟต์นั้นต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้นส่วนปลอดภัยของลิฟต์จะต้องมีอยู่ไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักที่กำหนดใช้

ข้อ ๔๕

ข้อ ๔๕[๖] วัตถุมุงหลังคาให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ แต่ทั้งนี้คณะเทศมนตรีอาจพิจารณาผ่อนผันให้ใช้วัตถุอื่นมุงได้เมื่อมีเหตุอันสมควร สำหรับอาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างอาคารต่างครัวเรือนและเขตที่ดินหรือทางสาธารณะเกินสี่สิบเมตร จะใช้มุงด้วยวัตถุอื่นก็ได้

ข้อ ๔๖

ข้อ ๔๖ ส่วนรากฐานของอาคารซึ่งอยู่ใต้ดินต่อเนื่องกับทางสาธารณะเมื่อได้รับอนุมัติจากคณะเทศมนตรีแล้ว จะอยู่เหลื่อมทางสาธารณะเข้าไปได้ไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร แต่การเหลื่อมล้ำต้องไม่กีดขวางสิ่งปลูกสร้างซึ่งได้มีอยู่ใต้ทางนั้น และระดับของส่วนรากฐานที่ยื่นออกมาในทางสาธารณะจะต้องไม่สูงกว่าระดับที่คณะเทศมนตรีกำหนดให้

ข้อ ๔๗

ข้อ ๔๗ รากฐานของอาคารจะต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของอาคารและน้ำหนักที่จะใช้บรรทุกได้โดยปลอดภัย ในกรณีที่คณะเทศมนตรีเห็นว่าการกำหนดรากฐานนั้นยังไม่มั่นคงเพียงพอก็ให้เรียกรายคำนวณจากเจ้าของอาคารเพื่อประกอบการพิจารณาได้ หมวด ๖ กำลังวัตถุและน้ำหนักบรรทุก

ข้อ ๔๘

ข้อ ๔๘ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงดันส่วนอาคารประกอบด้วยอิฐประสานด้วยปูนผสมส่วนต่างๆ ให้กำหนดใช้ไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดอิฐ ส่วนปูนขาว ส่วนปูนซิเมนต์ ส่วนทราย แรงดันได้ต่อ ๑ ตารางเซนติเมตร ธรรมดา ” ” ” อัด ” ” ” ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๓ ๖ ๔ ๓ ๓ ๖ ๔ ๓ ๒ กิโลกรัม ๓ ” ๔ ” ๕ ” ๔ ” ๖ ” ๘ ” ๑๐ ”

ข้อ ๔๙

ข้อ ๔๙ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ ของส่วนอาคารประกอบด้วยเหล็กชนิดต่างๆ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ ของแรงประลัยแห่งวัตถุ และถ้าไม่มีเอกสารแสดงการทดลองโดยผู้ชำนาญก็ให้ใช้แรงไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดเหล็ก แรงดึง ๑ ตารางเซนติเมตร แรงดัน ๑ ตารางเซนติเมตร แรงเฉือน ๑ ตารางเซนติเมตร เหล็กหล่อ เหล็กล้วน เหล็กถ่านอ่อน เหล็กเสริม คอนกริต ๒๐๐ กิโลกรัม ๗๐๐ ” ๑,๐๐๐ ” ๑,๒๐๐ ” ๑,๒๐๐ กิโลกรัม ๗๐๐ ” ๑,๐๐๐ ” ๑,๒๐๐ ” ๒๐๐ กิโลกรัม ๖๐๐ ” ๘๐๐ ” ๘๕๐ ”

ข้อ ๕๐

ข้อ ๕๐ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ ของไม้ชนิดต่างๆ ให้ใช้ส่วนความปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๖ ของแรงประลัยแห่งวัตถุ และถ้าไม่มีเอกสารแสดงผลการทดลองของผู้ชำนาญก็ให้ใช้แรงไม่เกินอัตราดังต่อไปนี้ ชนิดไม้ แรงดึงตามเสี้ยน ๑ ตารางเซนติเมตร แรงดันตามเสี้ยน ๑ ตารางเซนติเมตร แรงเฉือนตามเสี้ยน ๑ ตารางเซนติเมตร ไม้อ่อน ไม้สัก ไม้แก่น ๘๐ กิโลกรัม ๙๐ ” ๑๐๐ ” ๘๐ กิโลกรัม ๙๐ ” ๑๐๐ ” ๖ กิโลกรัม ๑๐ ” ๑๒ ”

ข้อ ๕๑

ข้อ ๕๑ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงดันของคอนกริตธรรมดาไม่มีเหล็กเสริมตามส่วนผสมต่างๆ นั้น ให้ใช้ส่วนความปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔.๑/๒ ของแรงประลัยแห่งคอนกริตภายในอายุ ๒๘ วัน แต่ถ้าไม่มีเอกสารแสดงผลทดลองของผู้ชำนาญก็ให้ใช้อัตราแรงไม่เกินดังต่อไปนี้ ส่วนซิเมนต์ ตามปริมาตร ส่วนทราย ตามปริมาตร ส่วนหิน ตามปริมาตร แรงดัน ๑ ตารางเซนติเมตร ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๑ ๒ ๒ ๑/๒ ๓ ๓ ๑/๒ ๔ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๕๐ กิโลกรัม ๔๕ ” ๔๐ ” ๓๕ ” ๓๐ ” ๑๕ ”

ข้อ ๕๒

ข้อ ๕๒ ในการคำนวณกำลังแรงของส่วนอาคารประกอบด้วยคอนกริตเสริมเหล็กให้ผู้คำนวณแสดงรายการคำนวณจนเป็นที่พอใจเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในลักษณะปลอดภัย ถ้าไม่มีหลักฐานการทดลองเป็นอย่างอื่น ตามปกติให้ถือหลักการคำนวณ ดังต่อไปนี้ ก. พิกัดยืดของคอนกริต = ๑.๕ x ๑๐๖ ตันต่อหนึ่งตารางเมตร ข. พิกัดยืดของเหล็กเสริม = ๒๒ x ๑๐๖ ตันต่อหนึ่งตารางเมตร ค. ส่วนผสมไม่อ่อนกว่า = ซิเมนต์ ๑ ทราย ๒ และหิน ๔ ตามปริมาตร ง. แรงดันคอนกริตไม่เกิน ๔๕ กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร จ. แรงดึงเหล็กเสริมไม่เกิน ๑,๒๐๐ กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ฉ. แรงเฉือนเหล็กเสริมไม่เกิน ๘๕๐ กิโลกรัมต่อหนึ่งตารางเซนติเมตร ช. สำหรับคานให้มีคอนกริตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๒ ๑/๑ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็ก ซ. สำหรับพื้นให้มีคอนกริตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๑ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็ก ญ. ให้มีช่องว่างระหว่างเหล็กที่ขนานกันไม่น้อยกว่า ๒ ๑/๒ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็ก ด. สำหรับคานต้องไม่ยาวเกิน ๒๐ เท่าของส่วนหนาและไม่ใช้เหล็กเสริมแนวนอนเล็กกว่า ๖ มิลิเมตร ต. สำหรับเสารับน้ำหนัก ถ้าใช้เหล็กเสริมตามลำให้มีเหล็กไม่น้อยกว่า ๔ เส้น และส่วนเหล็กไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐๐ ของคอนกริต

ข้อ ๕๓

ข้อ ๕๓ น้ำหนักบรรทุกของอาคารประเภทต่างๆ นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารหรือส่วนเครื่องจักร และอุปกรณ์อย่างอื่นที่แน่ชัด ให้คำนวณเป็นประมาณเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าอัตราดังต่อไปนี้ ก. อาคารที่พักอาศัย -๑๕๐ กิโลกรัม ๑ ตารางเมตร ข. โรงพยาบาล โรงแรม สำนักงาน -๓๐๐ กิโลกรัม ๑ ตารางเมตร ค. โรงเรียน โรงงาน โรงพิมพ์ ร้านขายของ โรงมหรสพ หอประชุม ภัตตาคาร -๔๐๐ กิโลกรัม ๑ ตารางเมตร ง. คลังสินค้า ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โรงกีฬา -๕๐๐ กิโลกรัม ๑ ตารางเมตร จ. โรงเก็บรถยนต์หรือเครื่องจักร โรงงานอุตสาหกรรม - ตั้งแต่ ๕๐๐ กิโลกรัม ๑ ตารางเมตรขึ้นไป

ข้อ ๕๔

ข้อ ๕๔ แรงลมอย่างสูงขนานกับพื้นดินให้ถือกำหนดแรงเท่ากับ ๑๕๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร สำหรับส่วนอาคารเหนือชั้นสองขึ้นไป ส่วนตั้งแต่ชั้นสองลงมาให้ลดอัตราแรงลมลงเป็น ๑๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร

ข้อ ๕๕

ข้อ ๕๕ น้ำหนักบรรทุกดินประเภทต่างๆ ที่รากฐานของอาคารต้องกำหนดให้เหมาะสมมั่นคงปลอดภัย ซึ่งถ้าไม่มีเอกสารการทดลองให้เป็นที่พอใจคณะเทศมนตรี จะต้องไม่เกินอัตรากำหนด ดังต่อไปนี้ ก. ดินอ่อนหรือดินถมไว้ - ๒ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร ข. ดินปานกลางหรือทรายร่วน - ๑๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร ค. ดินแน่นหรือทรายหยาบ - ๒๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร ง. กรวดหรือดินดาน - ๔๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร จ. หินปูนหรือหินทราย - ๘๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร ฉ. หินอัคนีย์ -๑๕๐ ตันต่อ ๑ ตารางเมตร

ข้อ ๕๖

ข้อ ๕๖ ในการคำนวณกำลังต้านทานของรากฐานให้คำนวณน้ำหนักของอาคารเต็มอัตรา ส่วนน้ำหนักบรรทุกบนอาคารตามข้อ ๕๓ นั้น เว้นแต่อาคารพิเศษและคลังสินค้าห้องสมุด และโรงงานอุตสาหกรรม ให้ลดส่วนลงได้ตามชั้นของอาคาร ดังนี้ ก. พื้นชั้นหนึ่ง - คิดอัตราเต็ม ข. พื้นชั้นสอง - ลดอัตราลง ๒๐ ใน ๑๐๐ ค. พื้นชั้นสาม - ลดอัตราลง ๓๐ ใน ๑๐๐ ง. พื้นเกินสามชั้น - ลดอัตราลง ๔๐ ใน ๑๐๐

ข้อ ๕๗

ข้อ ๕๗ ในการคำนวณเข็มรากฐาน ถ้าปลายเข็มจดวัตถุพื้นแข็งดินดานหรือหินอื่นให้คำนวณเข็มนั้นเป็นลักษณะเสาแต่ถ้าเข็มอยู่ในวัตถุอ่อนอาศัยแรงฝืดพยุงก็ให้ใช้แรงฝืดดินไม่เกิน ๕๐๐ กิโลกรัมต่อตารางเมตรสำหรับเข็มตอกด้วยแรงคนแต่ถ้าเป็นเข็มตอกด้วยเครื่องตอกเข็มให้ใช้สูตรต่อไปนี้คำนวณ สำหรับเครื่องตอกเข็มด้วยแรงคน บ = น x ส ๖จ+๑๕ ถ้าตอกด้วยเครื่องจักร บ = น x ส ๖จ+๑.๕ บ = แรงบรรทุกได้โดยปลอดภัยเป็นกิโลกรัม น = น้ำหนักลูกตุ้มเป็นกิโลกรัม ส = ระยะลูกตุ้มตกเป็นเซนติเมตร จ = ระยะที่เข็มจมครั้งสุดท้ายเป็นเซนติเมตร หมวด ๗ แนวอาคารและระยะต่างๆ

ข้อ ๕๘

ข้อ ๕๘ ห้ามมิให้บุคคลใดปลูกสร้างอาคารหรือส่วนของอาคารยื่นออกมาในหรือเหนือทางที่ดินสาธารณะ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีเป็นหนังสือซึ่งจะต้องไม่เกินกำหนดต่อไปนี้ สำหรับกันสาดของพื้นชั้นแรกเหนือระดับถนน ระยะยื่นของกันสาดไม่เกิน ๒๐๐ เซนติเมตร ระยะปลายกันสาดไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตรเหนือทางเท้า ระยะยื่นของกันสาดจะต้องไม่เกินกำหนดของสูตรนี้ด้วย ย = ก + ร ๑๐ สำหรับส่วนปราณีตสถาปัตยกรรมของพื้นชั้นอื่นๆ ระยะยื่นของชายคาไม่เกิน ๑๕๐ เซนติเมตรจากผนัง ระยะยื่นของส่วนปราณีตสถาปัตยกรรมไม่เกิน ๑๒๐ เซนติเมตรจากผนัง ระยะยื่นที่กล่าวนั้นจะต้องไม่เกินกำหนดของสูตรนี้ด้วย ย = ก + ร ๒๐ ย = ระยะยื่นออกมาจากผนังเป็นเซนติเมตร ก = ความกว้างของถนนเป็นเซนติเมตร ร = ระยะผนังอาคารจากแนวถนนเป็นเซนติเมตร

ข้อ ๕๙

ข้อ ๕๙ ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารสูงจากระดับพื้นดินเกินกว่าระยะจากผนังด้านหน้า ของอาคารจดแนวถนนฟากตรงข้าม เว้นแต่ในกรณีอาคารตามข้อ ๖๐

ข้อ ๖๐

ข้อ ๖๐ สำหรับอาคารหลังเดียวกันระหว่างถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างถึงระดับสูงเท่าตอนแนวถนนที่กว้างกว่าได้ทั้งหลัง สำหรับอาคารหลังเดียวกัน มุมถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างด้านถนนแคบถึงระดับสูงหนึ่งครึ่งของความกว้างของถนน อาคารซึ่งอยู่ริมถนนซึ่งมีความกว้างไม่ถึง ๘๐๐ เซนติเมตร แต่ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ เซนติเมตร อนุญาตให้ปลูกได้สูงไม่เกิน ๘๐๐ เซนติเมตร

ข้อ ๖๑

ข้อ ๖๑ อาคารที่ปลูกชนิดที่ดินเอกชนนั้น อนุญาตให้ผนังด้านที่มีหน้าต่างประตู หรือช่องระบายลมอยู่ห่างเขตที่ดินได้ สำหรับสองชั้นลงมาระยะไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เซนติเมตร สำหรับสามชั้นขึ้นไประยะไม่น้อยกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร

ข้อ ๖๒

ข้อ ๖๒ อาคารที่ปลูกชิดที่ดินเอกชนนั้น อนุญาตให้ผนังด้านที่ไม่มีหน้าต่าง ประตู หรือช่องระบายลมอยู่ห่างเขตที่ดินไม่น้อยกว่า ๕๐ เซนติเมตร แต่ในกรณีที่มีการตกลงกันระหว่างเจ้าของอาคาร จะปลูกสร้างผนังร่วมกันตรงแนวเส้นเขตหรือหรือผนังชิดกันพอดีพร้อมกันก็ได้

ข้อ ๖๓

ข้อ ๖๓[๗] อาคารประเภทต่างๆ จะต้องมีที่วางอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งใดปกคลุมไม่น้อยกว่าส่วนที่กำหนดไว้ต่อไปนี้ ก. อาคารที่พักอาศัยแต่ละหลัง ให้มีที่วางอยู่ ๔๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ ข. ห้องแถว หรือตึกแถว แต่ละห้องให้มีที่ว่างในอาคารอยู่ไม่น้อยกว่า ๓๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ภายในขอบเขตต์ที่ก่อสร้าง เฉพาะห้องแถว ตึกแถว ที่ได้กันที่ดินไว้เป็นทางเดินด้านหลังอาคารตามข้อ ๘ แห่งเทศบัญญัตินี้ อนุญาตให้คิดรวมเนื้อที่หลังอาคารนี้เป็นที่ว่างได้อีกครึ่งหนึ่งของทางเดินหลังอาคารแต่ละห้องนั้น ค. ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ และอาคารสาธารณะซึ่งก่อสร้างอยู่มุมทางสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะกว้างไม่น้อยกว่าสายละ ๑๐ เมตร และลึกไปตามทางทั้งสองด้านไม่เกินด้านละ ๑๕ เมตร หรือก่อสร้างอยู่ริมทางสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะสองสายขนานอยู่กว้างไม่น้อยกว่าสายละ ๑๐ เมตร และทางขนานทั้งสองนั้นห่างจากกันไม่เกินกว่า ๑๕ เมตร จะไม่มีที่ว่างเลยก็ได้ ง. อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะนอกจากที่กล่าวไว้แล้วในข้อ ค. ซึ่งไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัยด้วย ให้มีที่ว่างอยู่ ๑๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่เว้นแต่ในกรณีพิเศษที่การระบายลมและให้แสงสว่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว คณะเทศมนตรีจะอนุมัติให้ก่อสร้างโดยมีที่ว่างน้อยกว่าที่กำหนดก็ได้ แต่ถ้าใช้เป็นที่พักอาศัยด้วยให้มีที่ว่างอยู่ ๓๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่ เฉพาะอาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะที่ได้กันที่ดินไว้เป็นทางเดินด้านหลังอาคารตามข้อ ๘ แห่งเทศบัญญัตินี้ อนุญาตให้คิดรวมเนื้อที่หลังอาคารนี้เป็นที่ว่างได้อีกครึ่งของทางเดินหลังอาคารนั้น หมวด ๘ การสุขาภิบาล

ข้อ ๖๔

ข้อ ๖๔ อาคารที่จะปลูกสร้างต้องมีทางระบายน้ำที่ใช้แล้วออกจากอาคารไปได้สะดวก

ข้อ ๖๕

ข้อ ๖๕ การทำทางระบายน้ำจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะจะต้องให้มีส่วนลาดไม่ต่ำกว่า ๑ ใน ๒๐๐ ตามแนวตรงที่สุดที่จะจัดทำได้ ถ้าจะใช้ท่อกลมเป็นทางระบายต้องมีบ่อตรวจทุกระยะ ๓๐ เมตร และทุกมุมเลี้ยวด้วย

ข้อ ๖๖

ข้อ ๖๖ ถ้าการระบายน้ำโสโครกออกจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะซึ่งมิได้จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะแล้ว คณะเทศมนตรีอาจไม่ยอมอนุญาตให้จนกว่าเจ้าของอาคารจะได้จัดการน้ำโสโครกนั้นมีลักษณะดีขึ้นตามที่เห็นสมควรก็ได้

ข้อ ๖๗

ข้อ ๖๗ อาคารตามความหมายแห่งข้อ ๓ (๑) ถึง (๗) ถ้ามีท่อเอกประปาในทางสาธารณะต่อเขตที่สร้างอาคาร ก็ให้ต่อท่อประปาเข้าสู่อาคารด้วย เว้นแต่อาคารที่พักอาศัยซึ่งเจ้าของอยู่เอง

ข้อ ๖๘

ข้อ ๖๘ การทำการระบายน้ำและติดต่อท่อระบายน้ำนั้นท่อประปาท่อระบายน้ำในอาคารและอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับการต่อท่อและการสุขาภิบาล จำต้องมีลักษณะถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในทางอนามัยตามแบบนิยมในทางวิชาการ

ข้อ ๖๙

ข้อ ๖๙ อาคารที่บุคคลอาจพักอาศัยใช้สอยได้ให้มีส้วมไว้ตามจำนวนอันสมควรแต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราตามกำหนดไว้นี้ ก. อาคารที่พัก ห้องแถว หรือตึกแถว ให้มี ๑ แท่น ทุกหลัง ข. โรงแรม ให้มี ๑ แท่น ต่อกำหนด ๑๐ คน ที่อาคารนั้นจะให้คนพักแรมได้ ค. โรงเรียนและโรงงานให้มี ๑ แท่น ต่อ ๑๐๐ คน ที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น ง. หอประชุมและโรงมหรสพ ให้มี ๑ แท่น ต่อ ๓๐๐ คน ที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น

ข้อ ๗๐

ข้อ ๗๐ ห้องส้วมต้องมีขนาดเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๑.๕๐ ตารางเมตรต่อ ๑ แท่น มีลักษณะที่จะรักษาความสะอาดได้ง่ายเรียบร้อย และมีพื้นที่ไม่ซึมกับมีช่องระบายลมตามสมควร ถ้าเป็นส้วมระบายน้ำซึ่งไม่ใช่บ่อเก็บอาจจม ให้ทำในตัวอาคารที่พักอาศัยได้ แต่ถ้าเป็นส้วมวิธีอื่นต้องทำเป็นส่วนหนึ่งต่างหากนอกออกไปจากตัวอาคารที่พักอาศัยนั้น หมวด ๙ การตรวจควบคุมการปลูกสร้าง

ข้อ ๗๑

ข้อ ๗๑ ผู้ได้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารต้องเก็บรักษาหนังสืออนุญาตแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการไว้ ณ บริเวณปลูกสร้างหนึ่งชุด เพื่อให้นายช่างที่ตรวจการปลูกสร้างขอตรวจดูได้เสมอตามเวลาที่สมควร

ข้อ ๗๒

ข้อ ๗๒ การคุมการปลูกสร้าง ให้มีนายงานรับผิดชอบควบคุม หรือให้เจ้าของคุมเอง เพื่อให้เป็นไปตามกำหนดอนุญาตและให้เป็นการปลอดภัยต่อคนงาน หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับอาคารนั้น นายงานต้องมีความสามารถสมควรทำการปลูกสร้างตามหน้าที่ได้ ถ้านายงานไม่อยู่ประจำตลอดเวลาปลูกสร้างจะต้องมีตัวแทนกำกับการไว้เสมอ คำสั่งของนายช่างที่ตรวจการปลูกสร้างซึ่งมอบให้กับนายงานหรือตัวแทนนั้น ให้ถือว่าได้ให้ไว้กับเจ้าของอาคารเอง

ข้อ ๗๓

ข้อ ๗๓ ถ้านายช่างตรวจพบการปลูกสร้างอาคารผิดจากแผนผังแบบก่อสร้าง รายการ หรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต ให้ตักเตือนเจ้าของอาคารหรือนายงานควบคุม แล้วรายงานให้คณะเทศมนตรีทราบ คณะเทศมนตรีจะแจ้งกำหนดเวลาอันสมควรให้เจ้าของอาคารจัดการแก้ไขการปลูกสร้างเสียให้ถูกต้องซึ่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว การแก้ไขยังไม่เสร็จเรียบร้อย ก็ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ

ข้อ ๗๔

ข้อ ๗๔ วัตถุประกอบการปลูกสร้างอาคารต้องมีคุณภาพตามกำหนดของรายการและรายคำนวณ ถ้านายช่างเห็นว่ามีเหตุสงสัยในคุณภาพของวัตถุอย่างไร ก็ให้ขอตรวจดูหนังสือสำคัญแสดงผลการทดลองกำลังจากเจ้าของอาคารหรือเรียกตัวอย่างวัตถุตามปริมาณสมควร เพื่อตรวจสอบโดยการทดลองตามวิชาการซึ่งเจ้าของอาคารจะต้องจัดการส่งให้ตามต้องการโดยไม่คิดมูลค่าของนั้น

ข้อ ๗๕

ข้อ ๗๕ การปลูกสร้างรากฐานของอาคารให้ทำได้เฉพาะเวลากลางวัน ถ้ารายคำนวณของรากฐานไม่แน่นอนในหลักการ นายช่างอาจขอให้เจ้าของอาคารทำการทดลองบรรทุกน้ำหนักบนส่วนรากฐานพอสมควร และเจ้าของอาคารจะปลูกสร้างขั้นต่อไปมิได้จนปรากฏว่าผลการทดลองนั้นเป็นการมั่นคงปลอดภัยตามหลักวิชาการ

ข้อ ๗๖

ข้อ ๗๖ อาคารปลูกสร้างติดต่อกับทางสาธารณะจะลงมือปลูกสร้างได้ต่อเมื่อได้นัดหมายให้นายช่างทราบและตกลงกำหนดเวลากันแล้ว เพื่อมิให้มีภัยต่อผู้ใช้ทางสาธารณะนั้นเจ้าของอาคารจะต้องแสดงวิธีการและขั้นตอนงานจนเป็นที่พอใจนายช่างก่อนดำเนินงานนั้น

ข้อ ๗๗

ข้อ ๗๗ เมื่อนายช่างประสงค์จะเข้าตรวจอาคารที่ปลูกสร้างไว้เสร็จแล้วว่าอยู่ในภาวะอันสมควรหรือไม่ก็ให้แจ้งกำหนดเวลาตรวจให้เจ้าของอาคารทราบเป็นหนังสือก่อนตรวจอย่างน้อย ๔๘ ชั่วโมง เจ้าของอาคารหรือตัวแทนจะต้องให้ความสะดวกต่อนายช่างในการตรวจตามสมควร

ข้อ ๗๘

ข้อ ๗๘ เมื่อนายช่างตรวจพบอาคารซึ่งไม่อยู่ในภาวะสมควรน่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกายชีวิต หรือทรัพย์สิน ให้รายงานคณะเทศมนตรีทราบ คณะเทศมนตรีจะสั่งเจ้าของอาคารให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือรื้อถอนตามแบบ “อ ๔” ท้ายเทศบัญญัตินี้ ถ้าคำสั่งเป็นการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข ให้ถือการอนุญาตปลูกสร้างนั้นเป็นการเร่งร้อนโดยออกหนังสืออนุญาตแบบชั่วคราวให้เวลาขออนุญาต หมวด ๑๐ ค่าธรรมเนียมการตรวจแบบก่อสร้างและการออกใบอนุญาต

ข้อ ๗๙

ข้อ ๗๙ ค่าธรรมเนียมให้เรียกเก็บสำหรับอาคารที่เป็นบ้าน เรือน โรง ทำด้วยอิฐ คอนกริต หรือเหล็กเป็นส่วนใหญ่ ตารางเมตรละ ๑๐ สตางค์ ตามขนาดของพื้นในอาคารนั้นทุกชั้น สำหรับอาคารที่เป็นบ้านเรือนโรง ทำด้วยไม้หรือวัตถุไม่ถาวรเป็นส่วนใหญ่ ตารางเมตรละ ๕ สตางค์ ตามขนาดของพื้นในอาคารนั้นทุกชั้น

ข้อ ๘๐

ข้อ ๘๐ ค่าธรรมเนียมสำหรับรั้ว กำแพง ให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๕ สตางค์

ข้อ ๘๑

ข้อ ๘๑ ค่าธรรมเนียมสำหรับเขื่อน ท่าน้ำ ให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๒๐ สตางค์

ข้อ ๘๒

ข้อ ๘๒ ค่าธรรมเนียมสำหรับอู่เรือ คานเรือและป้ายโฆษณา ให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์

ข้อ ๘๓

ข้อ ๘๓ ค่าธรรมเนียมสำหรับท่อ หรือรางระบายน้ำให้เรียกเก็บตามระยะยาวเมตรละ ๕ สตางค์

ข้อ ๘๔

ข้อ ๘๔ ค่าธรรมเนียมสำหรับสะพานให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์

ข้อ ๘๕

ข้อ ๘๕ ค่าธรรมเนียมสำหรับอาคารอย่างอื่นชนิดที่ไม่ได้กล่าวและไม่เข้าประเภทใดตามกำหนดไว้ ให้เรียกเก็บตารางเมตรละ ๔๐ สตางค์ของพื้นที่ หรือถ้าวัดพื้นไม่ได้ให้เรียกเก็บตามระยะยาว เมตรละ ๒๐ สตางค์

ข้อ ๘๖

ข้อ ๘๖ อาคารชั่วคราวให้ยกเว้นไม่เรียกเก็บค่าธรรมเนียม

ข้อ ๘๗

ข้อ ๘๗ ในการคิดค่าธรรมเนียม ถ้าเศษของเมตรหรือตารางเมตรต่ำกว่ากึ่งให้ปัดเศษ ถ้าตั้งแต่กึ่งขึ้นไปให้เรียกเก็บเท่าหน่วยเต็ม หมวด ๑๑ การรักษาเทศบัญญัติ

ข้อ ๘๘

ข้อ ๘๘ ให้นายกเทศมนตรีนครกรุงเทพมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้ ประกาศไว้ ณ วันที่ ๒๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๘๔ ประชากิจกรจักร นายกเทศมนตรีนครกรุงเทพ อนุมัติ พนมนครานุรักษ์ ข้าหลวงประจำจังหวัดพระนครและธนบุรี เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๘[๘] เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑[๙]

附則

ข้อ ๔附則

ข้อ ๔ ในเทศบัญญัตินี้ (๑) “หลังคา” หมายความว่า สิ่งปกคลุมส่วนบนของอาคารสำหรับบังแดดและฝน รวมทั้งสิ่งใดซึ่งประกอบขึ้นเพื่อยึดเหนี่ยวสิ่งปกคลุมนี้ให้มั่นคงแข็งแรง (๒) “ทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า ที่ดินที่ไม่อยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งประชาชนใช้เป็นทางคมนาคมผ่านที่ดินต่างเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี หรือที่ดินที่มอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรักษาแนวเขตต์ เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นทางคมนาคม (๓) “ทางน้ำสาธารณะ” หมายความว่า ทางน้ำที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้ (๔) “แนวทางสาธารณะ” หมายความว่า แนวเขตที่กำหนดให้เป็นทางสาธารณะทั้งทางบกและทางน้ำ (๕) “แนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ” หมายความว่า แนวเขตต์ที่ประชาชนได้ใช้เป็นทางคมนาคมผ่านที่ดินต่างเจ้าของเกินกว่า ๑๐ ปี หรือแนวเขตต์ที่กำหนดไว้ให้ประชาชนคมนาคมโดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นผู้รักษาแนวเขตต์นั้นทั้งทางบกและทางน้ำ (๖) “อาคารแผงลอย” หมายความว่า โต๊ะ แท่น แคร่ มีหลังคา ตั้งอยู่บนพื้นดินสามารถเคลื่อนทีได้ ขนาดไม่เกิน ๔ ตารางเมตร ไม่มีฝาหรือผนัง ซึ่งใช้ประโยชน์แห่งการค้าย่อยโดยมีกำหนดเวลาเข้าใช้สอยและเลิกเป็นประจำวัน และไม่ได้ใช้เป็นที่พักอาศัย

ข้อ ๕附則

ข้อ ๕ อาคารที่ก่อสร้างในที่ดินแปลงเดียวกันเป็นหลัง ๆ ต้องมีระยะห่างจากกันแต่ละหลังไม่น้อยกว่า ๔ เมตร ยกเว้นห้องครัว ห้องส้วม ที่ใช้กับอาคารนั้น ๆ ซึ่งสูงจากพื้นดินถึงยอดหลังคาไม่เกิน ๔ เมตร สำหรับอาคารแผงลอยต้องมีระยะห่างจากกันไม่น้อยกว่า ๒ เมตร

ข้อ ๖附則

ข้อ ๖ อาคารที่ก่อสร้างเพื่อกระทำการ หรือใช้ประโยชน์เพื่อกิจการดังกล่าวในข้อนี้ ต้องอยู่ห่างเขตต์ที่ดินต่างเจ้าของและมีที่ว่างอันปราศจากหลังคา หรือสิ่งใดปกคลุมโดยรอบอาคารนั้นไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตรทุกด้าน และในกรณีที่ก่อสร้างอยู่ริมทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะหรือทางน้ำสาธารณะ อนุญาตให้อยู่ห่างแนวทางสาธารณะหรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ หรือทางน้ำสาธารณะอนุญาตให้อยู่ห่างแนวทางสาธารณะ หรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ ฟากตรงกันข้ามได้ไม่น้อยกว่า ๒๐ เมตร คือ (๑) การทำสบู่ (๒) การเคี่ยวหนังสัตว์ เอ็นสัตว์ ไขสัตว์ (๓) การเคี่ยวและการอัดเอาน้ำมันทุกชนิด (๔) การเลื่อยไม้ที่ใช้เครื่องจักร์ (๕) การสีข้าวที่ใช้เครื่องจักร์ (๖) การทำน้ำแข็ง (๗) การปั่นฝ้ายหรือนุ่นโดยใช้เครื่องจักร์ (๘) การทำดินเผา (๙) การเก็บเขาสัตว์ กระดูกสัตว์ ขนสัตว์ หนังสัตว์ (๑๐) การเผาเปลือกหอย

ข้อ ๗附則

ข้อ ๗[๑๐] อาคารที่สร้างเป็นอาคารพาณิชย์ หรือโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยเตาไฟ หรือเครื่องจักร เพื่อกิจการนั้น ต้องมีที่ว่างอันปราศจากหลังคาหรือสิ่งใดปกคลุมโดยรอบอาคารนั้นไม่น้อยกว่า ๑๐ เมตร ทุกด้าน และในกรณีที่ก่อสร้างอยู่ริมแนวทางสาธารณะ หรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะหรือทางน้ำสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ อนุญาตให้นับรวมความกว้างของแนวทางสาธารณะ หรือแนวทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะ หรือทางน้ำสาธารณะ หรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะด้วย ในกรณีที่ปรากฏว่าอาคารนั้นก่อสร้างถูกต้องตามหลักการอนามัย การสุขาภิบาล การป้องกันอัคคีภัย จะไม่มีที่ว่างโดยรอบอาคารก็ได้

ข้อ ๘附則

ข้อ ๘ ห้องแถว ตึกแถว อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะต้องมีที่ว่างเป็นทางเดินด้านหลังอาคาร เพื่อใช้เป็นทางคมนาคมได้ถึงกัน กว้างไม่น้อยกว่า ๒ เมตร ทั้งนี้ ให้กันเขตต์บริเวณทางเดินดังกล่าวนี้ให้ปรากฏ ถ้าที่ดินที่ก่อสร้างนั้นตั้งอยู่ติดทางสาธารณะหรือทางซึ่งมีสภาพเป็นสาธารณะให้ทำทางเดินหลังอาคารนั้นออกติดต่อกับทางนั้นด้วย แต่ในกรณีที่มีการตกลงกันระหว่างเจ้าของที่ดินจะใช้ทางเดินติดต่อทางนี้ร่วมกันก็ได้

ข้อ ๑๐附則

ข้อ ๑๐ ห้ามทำการก่อสร้างสิ่งใดปกคลุมหรือก่อสร้างอาคารลงบนที่ดินซึ่งได้เว้นระยะห่างเขตต์และเป็นที่ว่างดังกล่าวแล้วในข้อ ๕, ๖, ๗, ๘ และ ๙ แห่งเทศบัญญัตินี้ให้เป็นการกีดขวางหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ที่ว่างนี้ต้องหมดไปหรือน้อยลงกว่าเดิมในเมื่ออาคารนั้นยังคงสภาพอยู่

ข้อ ๑๑附則

ข้อ ๑๑ อาคารซึ่งก่อสร้างมาก่อนและขัดกับข้อ ๕, ๖, ๗, ๘, และ ๙ แห่งเทศบัญญัตินี้ห้ามทำการต่อเติมขยายหรือดัดแปลง เว้นแต่การดัดแปลงหน้าร้านซึ่งทำเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม เทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๑๑[๑๑] มณฑาทิพย์/พิมพ์ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๖ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม /ตอนที่-/หน้า ๔๐๗/๒๑ มีนาคม ๒๔๘๔ [๒]

ข้อ ๓附則

ข้อ ๓ (๔) แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑ [๓]

ข้อ ๓附則

ข้อ ๓ (๕) แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑ [๔]

ข้อ ๓附則

ข้อ ๓ (๖) แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑ [๕]

ข้อ ๒๔附則

ข้อ ๒๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๑๐) พ.ศ. ๒๕๑๑ [๖]

ข้อ ๔๕附則

ข้อ ๔๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๘ [๗]

ข้อ ๖๓附則

ข้อ ๖๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๙๑ [๘] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม /ตอนที่ ๒๔/หน้า ๒๘๒/๒๔ เมษายน ๒๔๘๘ [๙] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๖๕/ตอนที่ ๖๔/หน้า ๖๕๖/๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๑ [๑๐]

ข้อ ๗附則

ข้อ ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยเทศบัญญัติของเทศบาลนครกรุงเทพ เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๑๐ [๑๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม /ตอนที่ ๗๔/หน้า ๕๗๖/๒๐ สิงหาคม ๒๕๑๑

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

條文目次

接下來可以查