พระราชบัญญัติ
พระราชบัญญัติ
การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี
ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
พ.ศ.
๒๕๔๑
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
เป็นปีที่
๕๓ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ
โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
พ.ศ. ๒๕๔๑
มาตรา ๒[๑]
พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
สถาบัน หมายความว่า
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในสังกัดกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม*
คณะกรรมการสถาบัน หมายความว่า
คณะกรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศกระทรวงวัฒนธรรม*เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม*นั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด
๑
บททั่วไป
มาตรา ๕
ให้สถาบันมีอำนาจจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านช่างศิลป์นาฏศิลป์
และดุริยางคศิลป์ทั้งไทยและสากล และศิลปวัฒนธรรม
มาตรา ๖ การจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานอธิการ
คณะหรือภาควิชาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงวัฒนธรรม*
การจัดระบบบริหารงานในสำนักงานอธิการ
คณะหรือภาควิชา
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๗
ให้กระทรวงวัฒนธรรม*จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่กรมศิลปากรตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบัน
นอกจากเงินงบประมาณตามวรรคหนึ่ง
สถาบันหรือกรมศิลปากรอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังนี้
(๑) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่างๆ
ที่สถาบันได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๒)
รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่กรมศิลปากร ปกครองดูแล
หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันหรือกรมศิลปากรเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๔) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่น
หรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันหรือกรมศิลปากรได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น
ให้กรมศิลปากรมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา
ใช้
และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกรมศิลปากรที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน
ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่นของสถาบัน
รายได้รวมทั้งเบี้ยปรับที่กรมศิลปากรได้รับจากการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน
ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ
เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ
มาตรา ๘
บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่กรมศิลปากรได้มาโดยมีผู้ยกให้แก่กรมศิลปากรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่กรมศิลปากรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมศิลปากร
มาตรา ๙
บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สถาบันหรือกรมศิลปากรได้มาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
หรือได้มาเนื่องจากการดำเนินกิจการของสถาบันสถาบันหรือกรมศิลปากรจะต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน
การจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง
ให้อยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของสถาบันและเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๐
การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรรตามมาตรา ๙
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบันและตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้
หมวด
๒
การดำเนินกิจการ
มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการสถาบัน ประกอบด้วย
(๑) ประธานกรรมการสถาบัน
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้ง
(๒) รองประธานกรรมการสถาบัน ได้แก่
อธิบดีกรมศิลปากร
(๓) กรรมการสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการ
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย
(๔) กรรมการสถาบันจำนวนสามคน
ซึ่งเลือกจากรองอธิการ คณบดี
และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
(๕)
กรรมการสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน
(๖) กรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน
ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งรองอธิการคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ
คุณสมบัติของผู้รับเลือกตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสถาบันตาม
(๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
หลักเกณฑ์
วิธีการได้มาและคุณสมบัติของประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๒ กรรมการสถาบันตามมาตรา ๑๑ (๔) และ (๕)
มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้
แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี
และอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้
มาตรา ๑๓ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๒
ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันในประเภทนั้นๆ
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
และได้แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้วให้ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือยังมิได้เลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน
ให้ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันหรือได้มีการเลือกกรรมการสถาบันขึ้นใหม่
ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน
สถาบันจะไม่ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการสถาบัน
หรือไม่ดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้
มาตรา ๑๔ คณะกรรมการสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา
การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
(๒) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่างๆ
เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน
(๓) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม
และการยุบเลิกสำนักงานอธิการ คณะ หรือภาควิชา
หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
(๔) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน
(๕) อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา
และประกาศนียบัตร
(๖) พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการถอดถอนอธิการ
ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ และศาสตราจารย์เกียรติคุณ
(๗) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการ คณบดี
รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน
หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ
(๘) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของสถาบันเพื่อเสนอต่อกรมศิลปากรรวมทั้งวางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ
การเงิน และทรัพย์สินของสถาบัน
(๙) พิจารณากำหนดเครื่องหมายของสถาบัน
(๑๐) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม
ปัญหาทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านอื่นตามที่กระทรวงวัฒนธรรม*หารือ
(๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ
หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใดๆ
อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบัน
(๑๒) อำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ
มาตรา ๑๕ การประชุมของคณะกรรมการสถาบัน
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๑๖
ให้มีอธิการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบัน
และจะให้มีรองอธิการหรือผู้ช่วยอธิการ
หรือมีทั้งรองอธิการและผู้ช่วยอธิการตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการมอบหมายก็ได้
อธิการนั้น
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
๑๗
อธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และจะได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
รองอธิการและผู้ช่วยอธิการนั้น
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการจากคณาจารย์ประจำของสถาบันผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
๑๗
เมื่ออธิการพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองอธิการและผู้ช่วยอธิการพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๑๗ อธิการ
รองอธิการและผู้ช่วยอธิการต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
(๑) ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาที่สถาบันรับรองและได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร
หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี
หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี
หรือ
(๒) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี
มาตรา ๑๘ อธิการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้
(๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย
กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน
รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน
(๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ
สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ
ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน
(๓) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป
(๔) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถาบันเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสถาบัน
(๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน
หรือตามที่คณะกรรมการสถาบันมอบหมาย
มาตรา ๑๙
ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้ามีรองอธิการหลายคน ให้รองอธิการที่อธิการมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน
ถ้าอธิการมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน
ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ
หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ประธานกรรมการสถาบันแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗ เป็นผู้รักษาราชการแทน
ให้ผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการ
และในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง
หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด
ให้ผู้รักษาราชการแทนนั้นทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย
มาตรา ๒๐
ในคณะหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ
ให้มีคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะหรือหน่วยงานนั้น
และจะให้มีรองคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้
ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาในคณะ
หรือแบ่งหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา
ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชาหรือหน่วยงานนั้น
และจะให้มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามอบหมายก็ได้
คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา
ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำของสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ
มาตรา ๒๑ คณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี
และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้
เมื่อคณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง
ให้รองคณบดี
รองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่งด้วย
มาตรา ๒๒ คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง
มาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี
มาตรา ๒๓ วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอธิการ
คณบดี
หัวหน้าภาควิชาและหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๔ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ รองอธิการ
ผู้ช่วยอธิการ คณบดี รองคณบดีหัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา
หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้
ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว
จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน
หมวด
๓
คณาจารย์
มาตรา ๒๕
คณาจารย์ประจำซึ่งสอนระดับปริญญาตรีในสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการดังนี้
(๑) ศาสตราจารย์
(๒) รองศาสตราจารย์
(๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์
(๔) อาจารย์
คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้ง
และถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู
มาตรา ๒๖ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น
จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
แต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์พิเศษในสาขาวิชาที่ผู้นั้นมีความชำนาญเป็นพิเศษ
โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน
คุณสมบัติและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๗
คณะกรรมการสถาบันอาจแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม
และมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันเป็นรองศาตราจารย์พิเศษ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษได้
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๘
ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด
คณะกรรมการสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์นั้นมีความเชี่ยวชาญได้
คุณสมบัติ
หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๒๙ ให้ผู้เป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์
หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษมีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว
เป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป
การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่ง
ให้ใช้อักษรย่อดังนี้
ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
ศ.
ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ
ศ. (พิเศษ)
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ
ศ. (เกียรติคุณ)
รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
รศ.
รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ
รศ. (พิเศษ)
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ
ผศ.
ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ
ผศ. (พิเศษ)
หมวด
๔
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
มาตรา ๓๐
สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้
ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างไร
และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๓๑
คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้
มาตรา ๓๒
คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรอย่างหนึ่งอย่างใดในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้
ดังนี้
(๑) อนุปริญญา
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาหนึ่งสาขาวิชาใดก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี
(๒) ประกาศนียบัตร
ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา
มาตรา ๓๓
สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น
แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำของสถาบัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ
ในสถาบันหรือคณะกรรมการสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้
สาขาของปริญญาและหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์
ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๓๔
คณะกรรมการสถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา
อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรและอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งกรรมการสถาบัน
ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้
การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท
และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง
ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา
ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง
จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน
มาตรา ๓๕
คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ
เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
หมวด
๕
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๓๖ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ
ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมาย
หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษา โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้หรือแสดงด้วยประการใดๆ
ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของสถาบัน โดยที่ตนไม่มีสิทธิ
ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีตำแหน่ง หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๓๗
ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการสถาบันตาม มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการสถาบันประกอบด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม*เป็นประธานกรรมการสถาบันอธิบดีกรมศิลปากรเป็นรองประธานกรรมการสถาบัน
เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ
เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู ผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์
ผู้อำนวยการสถาบันศิลปกรรมเป็นกรรมการสถาบัน และรองอธิบดีกรมศิลปากร
ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากรแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสถาบัน
ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปและผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลปเป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการสถาบัน
ทั้งนี้
จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ชวน
หลีกภัย
นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ
โดยที่เป็นสมควรส่งเสริมการศึกษาวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีพพิเศษ ด้านช่างศิลป์
นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ทั้งไทยและสากลและศิลปวัฒนธรรม
รวมทั้งส่งเสริมการผลิตบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นช่างศิลปกรรม ศิลปินอาชีพครูศิลปะ
นักวิชาการ และนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ พัฒนา สืบทอด และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ
ในการนี้สมควรให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ
จัดการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
พรพิมล/แก้ไข
๒
ตุลาคม ๒๕๔๔
A+B
(C)
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๒]
附則
มาตรา ๑๒
ในพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ.
๒๕๔๑ ให้แก้ไขคำว่า กระทรวงศึกษาธิการ เป็น
กระทรวงวัฒนธรรม และคำว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ
โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่
ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง
ทบวง กรม นั้นแล้ว
และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ
รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่
โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น
เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว
จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ
เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว
โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี
ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่
และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว
ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตรา
พระราชกฤษฎีกานี้
สุนันทา/นวพร/พัลลภ จัดทำ
๒๒
กรกฎาคม ๒๕๔๖
วาทินี/โสรศ/ปรับปรุง
๓
สิงหาคม ๒๕๔๙
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนที่ ๗๙ ก/หน้า ๑๓ /๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑
[๒]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).