我的書籤免費註冊

พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. 2541

法律・公布 1998-11-02・全 39 條

อารัมภบท

พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี ในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นปีที่ ๕๓ ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑”

มาตรา ๒

มาตรา ๒[๑] พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้ “สถาบัน” หมายความว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ในสังกัดกรมศิลปากรกระทรวงวัฒนธรรม* “คณะกรรมการสถาบัน” หมายความว่า คณะกรรมการสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์

มาตรา ๔

มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศกระทรวงวัฒนธรรม*เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม*นั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ให้สถาบันมีอำนาจจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านช่างศิลป์นาฏศิลป์ และดุริยางคศิลป์ทั้งไทยและสากล และศิลปวัฒนธรรม

มาตรา ๖

มาตรา ๖ การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงานอธิการ คณะหรือภาควิชาหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงวัฒนธรรม* การจัดระบบบริหารงานในสำนักงานอธิการ คณะหรือภาควิชา หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ให้กระทรวงวัฒนธรรม*จัดสรรเงินงบประมาณให้แก่กรมศิลปากรตามที่เห็นสมควรเพื่อดำเนินกิจการของสถาบัน นอกจากเงินงบประมาณตามวรรคหนึ่ง สถาบันหรือกรมศิลปากรอาจมีรายได้และทรัพย์สิน ดังนี้ (๑) เงินผลประโยชน์และค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่สถาบันได้รับจากการดำเนินกิจการของสถาบัน (๒) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการใช้ที่ราชพัสดุที่กรมศิลปากร ปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน (๓) เงินและทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่สถาบันหรือกรมศิลปากรเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน (๔) เงินอุดหนุนจากราชการส่วนท้องถิ่น หรือเงินอุดหนุนอื่นที่สถาบันหรือกรมศิลปากรได้รับเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการของสถาบัน (๕) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ให้กรมศิลปากรมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาผลประโยชน์จากทรัพย์สินของกรมศิลปากรที่มีไว้เพื่อการดำเนินกิจการของสถาบัน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และที่เป็นทรัพย์สินอื่นของสถาบัน รายได้รวมทั้งเบี้ยปรับที่กรมศิลปากรได้รับจากการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน ไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ

มาตรา ๘

มาตรา ๘ บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่กรมศิลปากรได้มาโดยมีผู้ยกให้แก่กรมศิลปากรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้แก่กรมศิลปากรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบันตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ และให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกรมศิลปากร

มาตรา ๙

มาตรา ๙ บรรดารายได้และทรัพย์สินที่สถาบันหรือกรมศิลปากรได้มาเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน หรือได้มาเนื่องจากการดำเนินกิจการของสถาบันสถาบันหรือกรมศิลปากรจะต้องจัดสรรเพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสถาบัน การจัดสรรรายได้และทรัพย์สินตามวรรคหนึ่ง ให้อยู่ภายในขอบแห่งวัตถุประสงค์ของสถาบันและเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐ การจัดการรายได้และทรัพย์สินที่สถาบันได้รับจัดสรรตามมาตรา ๙ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบันและตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้กำหนดไว้ หมวด ๒ การดำเนินกิจการ

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการสถาบัน ประกอบด้วย (๑) ประธานกรรมการสถาบัน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้ง (๒) รองประธานกรรมการสถาบัน ได้แก่ อธิบดีกรมศิลปากร (๓) กรรมการสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู และผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย (๔) กรรมการสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากรองอธิการ คณบดี และหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (๕) กรรมการสถาบันจำนวนสามคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน (๖) กรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเจ็ดคน ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้งจากบุคคลภายนอก ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งรองอธิการคนหนึ่งเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ คุณสมบัติของผู้รับเลือกตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกกรรมการสถาบันตาม (๔) และ (๕) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน หลักเกณฑ์ วิธีการได้มาและคุณสมบัติของประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ กรรมการสถาบันตามมาตรา ๑๑ (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับเลือกใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งสองปี และอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา ๑๒ ประธานกรรมการสถาบันและกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ขาดคุณสมบัติของการเป็นประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันในประเภทนั้นๆ ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ และได้แต่งตั้งหรือได้มีการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้วให้ผู้ซึ่งได้รับการแต่งตั้งหรือผู้ซึ่งได้รับเลือกนั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระแต่ยังมิได้แต่งตั้งหรือยังมิได้เลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทน ให้ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งนั้นปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้แต่งตั้งประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันหรือได้มีการเลือกกรรมการสถาบันขึ้นใหม่ ในกรณีที่ประธานกรรมการสถาบันหรือกรรมการสถาบันพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สถาบันจะไม่ดำเนินการแต่งตั้งประธานกรรมการสถาบัน หรือไม่ดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔ คณะกรรมการสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (๑) วางนโยบายและกำกับแผนพัฒนาของสถาบันเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัยการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (๒) วางระเบียบและออกข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการของสถาบัน (๓) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงานอธิการ คณะ หรือภาควิชา หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา (๔) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาของสถาบัน (๕) อนุมัติการให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตร (๖) พิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับการแต่งตั้งและการถอดถอนอธิการ ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ และศาสตราจารย์เกียรติคุณ (๗) พิจารณาแต่งตั้งและถอดถอนรองอธิการ คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงาน หรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา รองศาสตราจารย์พิเศษ และผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ (๘) พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของสถาบันเพื่อเสนอต่อกรมศิลปากรรวมทั้งวางระเบียบและออกข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ การเงิน และทรัพย์สินของสถาบัน (๙) พิจารณากำหนดเครื่องหมายของสถาบัน (๑๐) พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม ปัญหาทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมและด้านอื่นตามที่กระทรวงวัฒนธรรม*หารือ (๑๑) แต่งตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการสถาบัน (๑๒) อำนาจหน้าที่อื่นเกี่ยวกับกิจการของสถาบันที่มิได้ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ การประชุมของคณะกรรมการสถาบัน ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖ ให้มีอธิการคนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบการบริหารงานของสถาบัน และจะให้มีรองอธิการหรือผู้ช่วยอธิการ หรือมีทั้งรองอธิการและผู้ช่วยอธิการตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการมอบหมายก็ได้ อธิการนั้น ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม*แต่งตั้งโดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗ อธิการมีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และจะได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ รองอธิการและผู้ช่วยอธิการนั้น ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการจากคณาจารย์ประจำของสถาบันผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗ เมื่ออธิการพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการและผู้ช่วยอธิการพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ อธิการ รองอธิการและผู้ช่วยอธิการต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (๑) ได้รับปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันอุดมศึกษาที่สถาบันรับรองและได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากร หรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสองปี หรือ (๒) ได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง และได้ทำการสอนในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง หรือมีประสบการณ์ในด้านการบริหารมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี หรือเคยดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการสถาบันหรือในสภาสถาบันอุดมศึกษาอื่นมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ อธิการมีอำนาจและหน้าที่ ดังนี้ (๑) บริหารกิจการของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการและของสถาบัน รวมทั้งนโยบายและวัตถุประสงค์ของสถาบัน (๒) ควบคุมดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของสถาบันให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ และข้อบังคับของสถาบัน (๓) เป็นผู้แทนของสถาบันในกิจการทั่วไป (๔) จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถาบันเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการสถาบัน (๕) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน หรือตามที่คณะกรรมการสถาบันมอบหมาย

มาตรา ๑๙

มาตรา ๑๙ ในกรณีที่ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองอธิการเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้ามีรองอธิการหลายคน ให้รองอธิการที่อธิการมอบหมายเป็นผู้รักษาราชการแทน ถ้าอธิการมิได้มอบหมาย ให้รองอธิการที่มีอาวุโสสูงสุดเป็นผู้รักษาราชการแทน ในกรณีที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ หรือไม่มีผู้รักษาราชการแทนอธิการตามวรรคหนึ่ง หรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ประธานกรรมการสถาบันแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๗ เป็นผู้รักษาราชการแทน ให้ผู้รักษาราชการแทนตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสองมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการ และในกรณีที่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการเป็นกรรมการหรือให้มีอำนาจหน้าที่อย่างใด ให้ผู้รักษาราชการแทนนั้นทำหน้าที่กรรมการหรือมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับอธิการในระหว่างที่รักษาราชการแทนด้วย

มาตรา ๒๐

มาตรา ๒๐ ในคณะหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้มีคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของคณะหรือหน่วยงานนั้น และจะให้มีรองคณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่คณบดีหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะมอบหมายก็ได้ ในกรณีที่มีการแบ่งภาควิชาในคณะ หรือแบ่งหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชา ให้มีหัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของภาควิชาหรือหน่วยงานนั้น และจะให้มีรองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาคนหนึ่งหรือหลายคนตามจำนวนที่คณะกรรมการสถาบันกำหนดเพื่อช่วยปฏิบัติงานตามที่หัวหน้าภาควิชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชามอบหมายก็ได้ คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชา ให้คณะกรรมการสถาบันแต่งตั้งจากคณาจารย์ประจำของสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการ

มาตรา ๒๑

มาตรา ๒๑ คณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้มีวาระการดำรงตำแหน่งสี่ปี และอาจได้รับแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ เมื่อคณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่ง ให้รองคณบดี รองหัวหน้าภาควิชาหรือรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาพ้นจากตำแหน่งด้วย

มาตรา ๒๒

มาตรา ๒๒ คณบดี รองคณบดี หัวหน้าภาควิชา หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาต้องได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง และได้ทำการสอนหรือมีประสบการณ์ด้านการบริหารในสถาบันหรือสถานศึกษาอื่นในสังกัดกรมศิลปากรหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นที่สถาบันรับรอง มาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสามปี

มาตรา ๒๓

มาตรา ๒๓ วิธีการสรรหาบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นอธิการ คณบดี หัวหน้าภาควิชาและหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๒๔

มาตรา ๒๔ ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการ รองอธิการ ผู้ช่วยอธิการ คณบดี รองคณบดีหัวหน้าภาควิชา รองหัวหน้าภาควิชา หัวหน้าและรองหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะหรือภาควิชาจะดำรงตำแหน่งดังกล่าวเกินหนึ่งตำแหน่งในขณะเดียวกันมิได้ ผู้ดำรงตำแหน่งตามวรรคหนึ่งอยู่หนึ่งตำแหน่งแล้ว จะรักษาราชการแทนตำแหน่งอื่นอีกหนึ่งตำแหน่งก็ได้ แต่ต้องไม่เกินหกเดือน หมวด ๓ คณาจารย์

มาตรา ๒๕

มาตรา ๒๕ คณาจารย์ประจำซึ่งสอนระดับปริญญาตรีในสถาบันมีตำแหน่งทางวิชาการดังนี้ (๑) ศาสตราจารย์ (๒) รองศาสตราจารย์ (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๔) อาจารย์ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการแต่งตั้ง และถอดถอนคณาจารย์ประจำตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครู

มาตรา ๒๖

มาตรา ๒๖ ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ซึ่งเป็นหรือเคยเป็นอาจารย์พิเศษในสาขาวิชาที่ผู้นั้นมีความชำนาญเป็นพิเศษ โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสถาบัน คุณสมบัติและหลักเกณฑ์การแต่งตั้งศาสตราจารย์พิเศษ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๒๗

มาตรา ๒๗ คณะกรรมการสถาบันอาจแต่งตั้งบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม และมิได้เป็นคณาจารย์ประจำของสถาบันเป็นรองศาตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษได้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งรองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ และอาจารย์พิเศษตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๒๘

มาตรา ๒๘ ศาสตราจารย์ซึ่งมีความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ และพ้นจากตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิด คณะกรรมการสถาบันอาจแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณในสาขาวิชาที่ศาสตราจารย์นั้นมีความเชี่ยวชาญได้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งศาสตราจารย์เกียรติคุณ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๒๙

มาตรา ๒๙ ให้ผู้เป็นศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์พิเศษ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษมีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการดังกล่าว เป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้อักษรย่อดังนี้ ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ. ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ) รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ. รองศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ รศ. (พิเศษ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ผศ. (พิเศษ) หมวด ๔ ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ

มาตรา ๓๐

มาตรา ๓๐ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้ ปริญญาในสาขาวิชาใดจะเรียกชื่ออย่างไร และจะใช้อักษรย่อสำหรับสาขาวิชานั้นอย่างไร ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา

มาตรา ๓๑

มาตรา ๓๑ คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับให้ผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาตรีได้รับปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหรือปริญญาตรีเกียรตินิยมอันดับสองได้

มาตรา ๓๒

มาตรา ๓๒ คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรอย่างหนึ่งอย่างใดในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันได้ ดังนี้ (๑) อนุปริญญา ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในสาขาวิชาหนึ่งสาขาวิชาใดก่อนถึงขั้นได้รับปริญญาตรี (๒) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา

มาตรา ๓๓

มาตรา ๓๓ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาตรีกิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งคณะกรรมการสถาบันเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น แต่จะให้ปริญญาดังกล่าวแก่คณาจารย์ประจำของสถาบัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ในสถาบันหรือคณะกรรมการสถาบันในขณะที่ดำรงตำแหน่งนั้นมิได้ สาขาของปริญญาและหลักเกณฑ์การให้ปริญญากิตติมศักดิ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๓๔

มาตรา ๓๔ คณะกรรมการสถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรและอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งกรรมการสถาบัน ครุยประจำตำแหน่งผู้บริหาร หรือครุยประจำตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง จะใช้ในโอกาสใด โดยมีเงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน

มาตรา ๓๕

มาตรา ๓๕ คณะกรรมการสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา หมวด ๕ บทกำหนดโทษ

มาตรา ๓๖

มาตรา ๓๖ ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องหมายของสถาบัน เครื่องแบบ เครื่องหมาย หรือเครื่องแต่งกายของนักศึกษา โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้หรือแสดงด้วยประการใดๆ ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของสถาบัน โดยที่ตนไม่มีสิทธิ ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิที่จะใช้ หรือมีตำแหน่ง หรือมีวิทยฐานะเช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ บทเฉพาะกาล

มาตรา ๓๗

มาตรา ๓๗ ในระหว่างที่ยังมิได้แต่งตั้งคณะกรรมการสถาบันตาม มาตรา ๑๑ ให้คณะกรรมการสถาบันประกอบด้วยปลัดกระทรวงวัฒนธรรม*เป็นประธานกรรมการสถาบันอธิบดีกรมศิลปากรเป็นรองประธานกรรมการสถาบัน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครู ผู้แทนทบวงมหาวิทยาลัย ผู้อำนวยการสถาบันนาฏดุริยางคศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันศิลปกรรมเป็นกรรมการสถาบัน และรองอธิบดีกรมศิลปากร ซึ่งอธิบดีกรมศิลปากรแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการทำหน้าที่เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสถาบัน ผู้อำนวยการวิทยาลัยนาฏศิลปและผู้อำนวยการวิทยาลัยช่างศิลปเป็นผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการสถาบัน ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นสมควรส่งเสริมการศึกษาวิชาการ วิชาชีพและวิชาชีพพิเศษ ด้านช่างศิลป์ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ทั้งไทยและสากลและศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งส่งเสริมการผลิตบุคลากรเพื่อทำหน้าที่เป็นช่างศิลปกรรม ศิลปินอาชีพครูศิลปะ นักวิชาการ และนักวิจัยด้านศิลปวัฒนธรรมตลอดจนส่งเสริมการอนุรักษ์ พัฒนา สืบทอด และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของชาติ ในการนี้สมควรให้สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ในสังกัดกรมศิลปากร กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาระดับปริญญาตรี จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ พรพิมล/แก้ไข ๒ ตุลาคม ๒๕๔๔ A+B (C) *พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕[๒]

附則

มาตรา ๑๒附則

มาตรา ๑๒ ในพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ พ.ศ. ๒๕๔๑ ให้แก้ไขคำว่า “กระทรวงศึกษาธิการ” เป็น “กระทรวงวัฒนธรรม” และคำว่า “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ” เป็น “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม” หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่างๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ที่โอนไปด้วย ฉะนั้น เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จึงสมควรแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดคล้องกับการโอนส่วนราชการ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าที่ว่าตามกฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายนั้นไปเป็นของหน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่ และเพิ่มผู้แทนส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมที่มีการยุบเลิกแล้ว ซึ่งเป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติและพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องตรา พระราชกฤษฎีกานี้ สุนันทา/นวพร/พัลลภ จัดทำ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๔๖ วาทินี/โสรศ/ปรับปรุง ๓ สิงหาคม ๒๕๔๙ [๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๕/ตอนที่ ๗๙ ก/หน้า ๑๓ /๒ พฤศจิกายน ๒๕๔๑ [๒] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนที่ ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตุลาคม ๒๕๔๕

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

公布日期部分取自:Open Law Data Thailand × สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีCC BY 4.0

接下來可以查