法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

adminRule

ระเบียบ ก.ขป. ว่าด้วยการร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๕

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
37
มาตรา อารัมภบท

ระเบียบ ก.ขป.

ว่าด้วยการร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

พ.ศ. ๒๕๖๕

โดยที่เป็นการสมควรมีระเบียบว่าด้วยการร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๘๔ (๑) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่ ๙) พ.ศ. ๒๕๖๐ ก.ขป. จึงออกระเบียบไว้ ดังต่อไปนี้

มาตรา ข้อ ๑

ข้อ ๑ ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบ ก.ขป. ว่าด้วยการร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๕”

มาตรา ข้อ ๒

ข้อ ๒ ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ข้อ ๓

ข้อ ๓ บรรดาระเบียบ กฎ ข้อบังคับ ประกาศ มติ หรือคําสั่งอื่นใดในส่วนที่มีกําหนดไว้แล้ว ในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

มาตรา ข้อ ๔

ข้อ ๔ ในระเบียบนี้

“ก.ขป.” หมายความว่า คณะกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

“อ.ขป. ร้องทุกข์” หมายความว่า คณะอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเกี่ยวกับ

การร้องทุกข์

“ประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์” หมายความว่า ประธานอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง เกี่ยวกับการร้องทุกข์

“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานศาลปกครอง

“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสํานักงานศาลปกครอง

มาตรา ข้อ ๕

ข้อ ๕ ให้ประธานศาลปกครองสูงสุดรักษาการตามระเบียบนี้ และให้มีอํานาจออกประกาศ คําสั่ง และแบบพิมพ์ต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามระเบียบนี้

ให้ ก.ขป. มีอํานาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๖

ข้อ ๖ ระยะเวลาตามที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้หรือตามที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ กําหนด เมื่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ เห็นสมควร หรือเมื่อผู้ร้องทุกข์หรือผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์มีคําขอ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีอํานาจย่นหรือขยายระยะเวลาได้ตามความจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

มาตรา ข้อ ๗

ข้อ ๗ การยื่นเอกสารเกี่ยวกับการร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์ตามระเบียบนี้ จะยื่นด้วยตนเองหรือมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่น หรือจะทําโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ในกรณีที่ส่งทางไปรษณีย์ให้ถือวันที่ส่งเอกสารแก่เจ้าพนักงานไปรษณีย์เป็นวันที่ยื่นเอกสาร

การมอบฉันทะให้ผู้อื่นยื่นเอกสาร ให้ทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบ ผู้รับมอบ และพยาน

หมวด หมวด ๓

คณะอนุกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเกี่ยวกับการร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๘

ข้อ ๘ ให้ ก.ขป. แต่งตั้ง อ.ขป. ร้องทุกข์ คณะหนึ่ง ประกอบด้วย

(๑) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดํารงตําแหน่งตั้งแต่ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุดขึ้นไปที่ประธานศาลปกครองสูงสุดมอบหมาย เป็นประธาน

(๒) ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด จํานวนหนึ่งคน และตุลาการในศาลปกครองชั้นต้นซึ่งดํารงตําแหน่งตั้งแต่ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้นขึ้นไป จํานวนหนึ่งคน ที่ ก.ขป. มอบหมาย เป็นอนุกรรมการ

(๓) รองเลขาธิการหรือที่ปรึกษาสํานักงานศาลปกครองที่เลขาธิการมอบหมาย จํานวนหนึ่งคน เป็นอนุกรรมการ

(๔) ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ดํารงตําแหน่งประเภทบริหาร ประเภทอํานวยการ หรือประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป ซึ่งได้รับเลือกจากข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ดํารงตําแหน่งดังกล่าว จํานวนสามคน เป็นอนุกรรมการ

ให้เลขาธิการมอบหมายข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเป็นเลขานุการ และอีกสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการ

มาตรา ข้อ ๙

ข้อ ๙ การเลือกอนุกรรมการตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง (๔) ให้ดําเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังต่อไปนี้

(๑) ให้สํานักงานจัดทําบัญชีรายชื่อข้าราชการฝ่ายศาลปกครองซึ่งดํารงตําแหน่งประเภทบริหาร ประเภทอํานวยการ หรือประเภทวิชาการระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป แล้วจัดให้มีการเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองประเภทต่าง ๆ ดังกล่าวเพื่อแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ โดยส่งบัตรเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองซึ่งลงลายมือชื่อของเลขาธิการไปให้ผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อดังกล่าวเพื่อเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองจากบัญชีรายชื่อนั้นจํานวนไม่เกินสามคน เป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ แล้วส่งบัตรดังกล่าวกลับคืนไปยังสํานักงานภายในวันที่กําหนด ทั้งนี้ ในกรณีที่ส่งบัตรกลับคืนสํานักงานโดยตรง ให้ถือวันที่สํานักงานได้รับบัตรเป็นวันส่งคืน ในกรณีที่ส่งบัตรกลับคืนทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ให้ถือวันที่ที่ทําการไปรษณีย์รับลงทะเบียนเป็นวันส่งคืน

(๒) ให้สํานักงานรวบรวมบัตรเลือกข้าราชการฝ่ายศาลปกครองตาม (๑) เพื่อดําเนินการตรวจนับคะแนน โดยให้เลขาธิการแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจนับคะแนนขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ดํารงตําแหน่งตั้งแต่ระดับชํานาญการพิเศษขึ้นไป จํานวนสามคน เป็นผู้ตรวจนับคะแนน

(๓) การตรวจนับคะแนนของคณะกรรมการตรวจนับคะแนนให้กระทําโดยเปิดเผย และต้องมี กรรมการอยู่พร้อมกันทุกคน เมื่อตรวจนับคะแนนเสร็จแล้ว ให้คณะกรรมการตรวจนับคะแนนจัดทําบัญชีรายชื่อข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือก โดยเรียงตามลําดับคะแนนจากสูงไปหาต่ําพร้อมกับแสดงคะแนนของแต่ละคนไว้ในบัญชีด้วย ในกรณีที่มีผู้ได้คะแนนเท่ากัน ให้ประธานกรรมการตรวจนับคะแนนจับสลากชื่อผู้ได้คะแนนเท่ากันนั้นต่อหน้าคณะกรรมการตรวจนับคะแนนเพื่อเรียงลําดับที่ในบัญชีรายชื่อดังกล่าว โดยมีกรรมการทั้งสามคนลงลายมือชื่อรับรอง แล้วให้เลขาธิการประกาศรายชื่อผู้ได้รับเลือกไว้ในที่เปิดเผย

(๔) ให้ขึ้นบัญชีรายชื่อข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือกเป็นเวลาสองปีนับแต่วันประกาศรายชื่อ

(๕) ให้ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือกตามบัญชีรายชื่อใน (๔) ที่ได้คะแนนสูงตามลําดับ และมีคุณสมบัติที่จะแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ จํานวนสามคน เป็นผู้ได้รับเลือกเพื่อเสนอ ก.ขป. แต่งตั้งเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ ต่อไป

๖) ในกรณีที่อนุกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งตาม (๕) พ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ และจะต้องแต่งตั้งอนุกรรมการแทน ให้ ก.ขป. แต่งตั้งข้าราชการฝ่ายศาลปกครองจากบัญชีรายชื่อตาม (๔) ที่อยู่ในลําดับถัดลงมา และมีคุณสมบัติที่จะแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ แทนต่อไป แต่หากไม่มีรายชื่อข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือกซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนเหลืออยู่ในบัญชีรายชื่อ ดังกล่าวแล้ว ให้ดําเนินการเลือกใหม่ตามหลักเกณฑ์และวิธีการใน (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)

มาตรา ข้อ ๑๐

ข้อ ๑๐ ให้สํานักงานนํารายชื่อผู้ได้รับมอบหมายให้เป็นอนุกรรมการตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) และ (๓) และรายชื่อข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือกตามข้อ ๙ เสนอ ก.ขป. เพื่อพิจารณาและมีมติแต่งตั้งต่อไป และให้ประธานกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครองประกาศรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งดังกล่าว

ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ได้รับเลือกตามข้อ ๙ จะดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการใน ก.ขป. หรือได้รับการแต่งตั้งเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. วินัย หรืออนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ ในเวลาเดียวกันไม่ได้

ให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง เข้ารับหน้าที่นับแต่วันที่ ก.ขป. มีมติแต่งตั้งเป็นต้นไป

ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งแล้ว หากภายหลังไปดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการใน ก.ขป. ให้ผู้นั้นพ้นจากการเป็นอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๑๑

ข้อ ๑๑ ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีวาระการดํารงตําแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันที่ ก.ขป. มีมติแต่งตั้ง และอนุกรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่ได้ แต่จะดํารงตําแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันไม่ได้

เมื่อครบกําหนดตามวาระในวรรคหนึ่ง ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ ซึ่งพ้นจากตําแหน่งตามวาระ อยู่ในตําแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่า อ.ขป. ร้องทุกข์ คณะใหม่จะได้รับการแต่งตั้ง

มาตรา ข้อ ๑๒

ข้อ ๑๒ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระตามข้อ ๑๑ ให้อนุกรรมการพ้นจากตําแหน่ง เมื่อ

(๑) ตาย

(๒) ลาออก

(๓) พ้นจากการดํารงตําแหน่งข้าราชการศาลปกครองประเภทนั้น ๆ

มาตรา ข้อ ๑๓

ข้อ ๑๓ ให้ดําเนินการเลือกบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็น อ.ขป. ร้องทุกข์ ตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง (๔) ก่อนอนุกรรมการจะพ้นจากตําแหน่งตามวาระ แต่ต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ พ้นจากตําแหน่งตามวาระ

มาตรา ข้อ ๑๔

ข้อ ๑๔ ในกรณีที่อนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ ตามข้อ ๘ วรรคหนึ่ง (๔) พ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ให้ดําเนินการแต่งตั้งอนุกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างลงภายในสามสิบวันตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดไว้ในข้อ ๙ (๖)

อนุกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งแทน ให้อยู่ในตําแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน

ในกรณีที่วาระของอนุกรรมการตามวรรคหนึ่งเหลือไม่ถึงหกสิบวัน จะไม่แต่งตั้งอนุกรรมการแทนก็ได้

มาตรา ข้อ ๑๕

ข้อ ๑๕ ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้

(๑) พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

(๒) ปฏิบัติการอื่นตามที่ ก.ขป. มอบหมาย

หมวด หมวด ๒

การร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๑๖

ข้อ ๑๖ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา เมื่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชา และได้แสดงความประสงค์ที่จะปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา ให้ผู้บังคับบัญชานั้น ให้โอกาสและรับฟังหรือสอบถามเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นต้น

ถ้าผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาไม่ประสงค์ที่จะปรึกษาหารือ หรือปรึกษาหารือแล้วไม่ได้รับคําชี้แจง

หรือได้รับคําชี้แจงไม่เป็นที่พอใจ ก็ให้ร้องทุกข์ได้ตามหมวดนี้

มาตรา ข้อ ๑๗

ข้อ ๑๗ ข้าราชการฝ่ายศาลปกครองผู้ใดมีความคับข้องใจอันเกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชา และเป็นกรณีที่ไม่อาจอุทธรณ์ตามระเบียบ ก.ขป. ว่าด้วยการอุทธรณ์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครองได้ หรือเป็นกรณีที่ระเบียบ ก.ขป. ว่าด้วยการอุทธรณ์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง หรือระเบียบ คําสั่ง หรือมีมติอื่นใด กําหนดให้ร้องทุกข์ต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้ ผู้นั้นมีสิทธิร้องทุกข์ต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ภายในสามสิบวันนับแต่วันทราบหรือถือว่าทราบเรื่องอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กําหนดในระเบียบนี้

ในกรณีที่ ก.ขป. มีมติ ตามข้อ ๑๕ (๒) ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ ปฏิบัติหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ของพนักงานราชการและลูกจ้างสํานักงานศาลปกครอง ให้ถือว่าบุคลากรดังกล่าวเป็นข้าราชการฝ่ายศาลปกครองเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติการตามระเบียบนี้ด้วย

มาตรา ข้อ ๑๘

ข้อ ๑๘ การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อตนของผู้บังคับบัญชาซึ่งทําให้เกิดความคับข้องใจอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์นั้น อาจมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นการกระทําโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่ว่าจะเป็นการออกกฎ คําสั่ง หรือการกระทําอื่นใด

(๒) ไม่มอบหมายงานให้ปฏิบัติ หรือมอบหมายงานที่ไม่เหมาะสมกับตําแหน่งหรือความรู้ ความสามารถของผู้ดํารงตําแหน่ง

(๓) ประวิงเวลา หรือหน่วงเหนี่ยวการดําเนินการบางเรื่องอันเป็นเหตุให้เสียสิทธิ หรือไม่ได้รับสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้ในเวลาอันสมควร

(๔) ประเมินความเหมาะสมของบุคคลและประเมินผลการปฏิบัติงานเพื่อเลื่อนขึ้นแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่สูงขึ้น โดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่ได้มีคําสั่งเลื่อนหรือไม่เลื่อนให้ดํารงตําแหน่งในระดับที่สูงขึ้นแล้ว

(๕) ประเมินเลื่อนเงินเดือนข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง โดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากที่ได้มีคําสั่งเลื่อนหรือไม่เลื่อนเงินเดือนแล้ว และให้หมายความรวมถึงประเมินเลื่อนขั้นค่าจ้างของลูกจ้างสํานักงานศาลปกครอง หรือเลื่อนค่าตอบแทนพนักงานราชการศาลปกครองโดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในกรณีที่ ก.ขป. มีมติตามข้อ ๑๗ วรรคสอง ด้วย

(๖) อนุมัติจ่ายหรือไม่จ่ายเงินสวัสดิการ ค่าใช้จ่าย ค่าตอบแทน การสงเคราะห์เงินค่าตอบแทนพิเศษหรือสิทธิและประโยชน์อื่นของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(๗) ถูกสั่งให้ออกจากราชการ ในกรณีสมัครไปปฏิบัติงานใด ๆ ตามความประสงค์ของทางราชการหรือทางราชการเลิกหรือยุบหน่วยงานหรือตําแหน่งที่ปฏิบัติหน้าที่หรือดํารงอยู่ โดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(๘) ถูกสั่งพักราชการหรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน โดยไม่เป็นธรรมหรือโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

(๙) ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติอื่นใดที่ไม่เป็นไปตามหรือขัดกับระบบคุณธรรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน

มาตรา ข้อ ๑๙

ข้อ ๑๙ ภายใต้บังคับข้อ ๒๐ การร้องทุกข์ให้ร้องทุกข์ได้สําหรับตนเองเท่านั้น จะร้องทุกข์แทนผู้อื่นหรือมอบหมายให้ผู้อื่นร้องทุกข์แทนไม่ได้

มาตรา ข้อ ๒๐

ข้อ ๒๐ ผู้มีสิทธิร้องทุกข์จะมอบหมายให้บุคคลซึ่งบรรลุนิติภาวะแล้วทําการร้องทุกข์แทนได้ด้วยเหตุจําเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เจ็บป่วยจนไม่สามารถร้องทุกข์ด้วยตนเองได้

(๒) อยู่ในต่างประเทศและคาดหมายได้ว่าไม่อาจร้องทุกข์ด้วยตนเองได้ภายในเวลาที่กําหนด

(๓) มีเหตุจําเป็นอย่างอื่นที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ เห็นสมควร

การมอบหมายตามวรรคหนึ่ง ให้ทําเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบ ผู้รับมอบ และพยานและให้มีหลักฐานแสดงตัวผู้ได้รับมอบหมายด้วย ถ้าผู้มอบไม่สามารถลงลายมือชื่อได้ ให้พิมพ์ลายนิ้วมือหรือแกงได โดยมีพยานลงลายมือชื่อรับรองอย่างน้อยสองคน

มาตรา ข้อ ๒๑

ข้อ ๒๑ การร้องทุกข์ต้องทําเป็นหนังสือถึงประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ โดยให้ใช้ถ้อยคําสุภาพและมีสาระสําคัญ ดังต่อไปนี้

(๑) ชื่อ ตําแหน่ง สังกัด และที่อยู่สําหรับการติดต่อเกี่ยวกับการร้องทุกข์ของผู้ร้องทุกข์

(๒) การปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์

(๓) ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ผู้ร้องทุกข์เห็นว่าเป็นปัญหาของเรื่องร้องทุกข์

(๔) คําขอของผู้ร้องทุกข์

(๕) ลงลายมือชื่อของผู้ร้องทุกข์

ในกรณีที่เป็นการร้องทุกข์โดยผู้ได้รับมอบหมายให้ร้องทุกข์แทนตามข้อ ๒๐ ให้ปรับสาระสําคัญในหนังสือร้องทุกข์ให้เหมาะสม โดยอย่างน้อยต้องมีสาระสําคัญให้สามารถเข้าใจได้ตาม (๑) (๒) (๓) (๔) และ (๕)

มาตรา ข้อ ๒๒

ข้อ ๒๒ ในการยื่นคําร้องทุกข์ให้แนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องพร้อมคําร้องทุกข์ด้วย กรณีที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องได้ ให้ระบุเหตุที่ไม่อาจแนบพยานหลักฐานไว้ด้วย

ให้ผู้ร้องทุกข์ทําสําเนาคําร้องทุกข์และพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ผู้ร้องทุกข์รับรองสําเนา ถูกต้องหนึ่งชุด แนบพร้อมคําร้องทุกข์ด้วย กรณีที่มีเหตุจําเป็นต้องมอบหมายให้บุคคลอื่นร้องทุกข์แทนตามข้อ ๒๐ ให้แนบหลักฐานการมอบหมายตามข้อ ๒๐ วรรคสอง ด้วย

มาตรา ข้อ ๒๓

ข้อ ๒๓ การร้องทุกข์ตามข้อ ๒๑ ให้ยื่นต่อสํานักงานหรือยื่นทางไปรษณีย์ลงทะเบียนในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์นําคําร้องทุกข์มายื่นด้วยตนเอง ให้ผู้รับหนังสือออกใบรับหนังสือ ประทับตรารับหนังสือและลงทะเบียนรับหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ในวันที่รับหนังสือตามระเบียบว่าด้วยงานสารบรรณและให้ถือวันที่รับหนังสือตามหลักฐานดังกล่าวเป็นวันยื่นคําร้องทุกข์

ผู้ร้องทุกข์อาจยื่นคําร้องทุกข์เพิ่มเติมหรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ยื่นคําร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๒๔

ข้อ ๒๔ เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาร้องทุกข์ การนับวันทราบหรือถือว่าทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์นั้น ให้ถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดจากการที่ผู้บังคับบัญชามีคําสั่งเป็นหนังสือ ให้ถือว่าวันที่ผู้มีสิทธิร้องทุกข์ลงลายมือชื่อรับทราบคําสั่งเป็นวันทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์

(๒) ในกรณีที่ไม่มีการลงลายมือชื่อรับทราบคําสั่งตาม (๑) แต่มีการแจ้งคําสั่งให้ทราบพร้อมสําเนาคําสั่ง และทําบันทึกวันเดือนปี เวลา สถานที่ที่แจ้ง โดยลงลายมือชื่อผู้แจ้งพร้อมทั้งพยานรู้เห็นไว้เป็นหลักฐานแล้ว ให้ถือวันที่แจ้งนั้นเป็นวันทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์

(๓) ในกรณีที่ไม่อาจแจ้งคําสั่งตาม (๒) และได้แจ้งเป็นหนังสือส่งสําเนาคําสั่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ณ ที่อยู่ซึ่งปรากฏตามหลักฐานของทางราชการ ให้ส่งสําเนาคําสั่งไปสองฉบับเพื่อให้เก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ และให้ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคําสั่งแล้วส่งกลับคืนเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานหนึ่งฉบับ กรณีเช่นนี้ เมื่อล่วงพ้นสามสิบวันนับแต่วันที่ปรากฏในใบตอบรับทางไปรษณีย์ลงทะเบียนว่ามีผู้รับแล้ว แม้ยังไม่ได้รับสําเนาคําสั่งฉบับที่ให้ลงลายมือชื่อและวันเดือนปีที่รับทราบคําสั่งกลับคืนมา ก็ให้ถือว่าผู้มีสิทธิร้องทุกข์ได้รับทราบคําสั่งอันเป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์แล้ว

(๔) ในกรณีที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา โดยไม่มีคําสั่งเป็นหนังสือ ให้ถือวันที่มีหลักฐานยืนยันว่าผู้มีสิทธิร้องทุกข์รับทราบหรือควรรับทราบคําสั่งที่ไม่เป็นหนังสือนั้น เป็นวันทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์

(๕) ในกรณีที่เหตุแห่งการร้องทุกข์เกิดจากการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติของผู้บังคับบัญชาโดยไม่ได้มีคําสั่งอย่างใด ให้ถือวันที่ผู้ร้องทุกข์ควรได้ทราบถึงการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติของผู้บังคับบัญชา ดังกล่าวเป็นวันทราบเหตุแห่งการร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๒๕

ข้อ ๒๕ เมื่อได้รับคําร้องทุกข์ คําร้องทุกข์เพิ่มเติม หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมตามข้อ ๒๓ แล้ว ให้ประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ หรือสํานักงาน แล้วแต่กรณี มีหนังสือแจ้งพร้อมส่งสําเนาคําร้องทุกข์ คําร้องทุกข์เพิ่มเติม หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม ให้ผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์จัดทําคําชี้แจง

เมื่อผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ได้รับคําร้องทุกข์ คําร้องทุกข์เพิ่มเติม หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมแล้ว ให้จัดทําคําชี้แจงแก้คําร้องทุกข์ คําร้องทุกข์เพิ่มเติม หรือเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม พร้อมทั้งส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปยังประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ เพื่อประกอบการพิจารณาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งให้จัดทําคําชี้แจงดังกล่าว

มาตรา ข้อ ๒๖

ข้อ ๒๖ การร้องทุกข์ที่มิได้ปฏิบัติตามข้อ ๑๗ ข้อ ๒๐ หรือข้อ ๒๑ ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์พิจารณามีมติไม่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณา

ในกรณีเรื่องร้องทุกข์ที่ยื่นต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ไม่เป็นไปตามข้อ ๒๐ หรือข้อ ๒๑ อ.ขป. ร้องทุกข์ อาจสั่งให้ผู้ร้องทุกข์แก้ไขภายในระยะเวลาที่กําหนด ถ้าผู้ร้องทุกข์มิได้ปฏิบัติตาม ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีมติไม่รับเรื่องร้องทุกข์ไว้พิจารณา

เรื่องร้องทุกข์ที่ยื่นเมื่อพ้นระยะเวลาตามข้อ ๑๗ หากกรณีมีเหตุจําเป็นเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อ.ขป. ร้องทุกข์ มีอํานาจรับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าวไว้พิจารณาได้

มาตรา ข้อ ๒๗

ข้อ ๒๗ การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีอํานาจแสวงหาข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสม ในกรณีนี้ อ.ขป. ร้องทุกข์ อาจแสวงหาข้อเท็จจริงจากพยานบุคคล พยานเอกสารหรือพยานหลักฐานอื่นนอกเหนือจากพยานหลักฐานที่ปรากฏในหนังสือร้องทุกข์ คําชี้แจงแก้คําร้องทุกข์ก็ได้ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเช่นว่านี้ ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีอํานาจ ดังต่อไปนี้

(๑) ในกรณีจําเป็นและสมควรอาจขอเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมทั้งคําชี้แจงจากส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ

(๒) ขอให้ผู้แทนส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ ห้างหุ้นส่วน บริษัท ข้าราชการ หรือบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคําหรือชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณาได้

(๓) สั่งให้ข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง ลูกจ้าง หรือพนักงานราชการศาลปกครอง มาให้ถ้อยคํา ชี้แจงข้อเท็จจริง หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

ในกรณีที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ เห็นว่าข้อเท็จจริงซึ่งได้มาตาม (๑) (๒) หรือ (๓) อาจกระทบถึงสิทธิของผู้ร้องทุกข์ ให้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องทุกข์ให้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงพยานหลักฐานของตนภายในระยะเวลาที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ กําหนด

มาตรา ข้อ ๒๘

ข้อ ๒๘ ในกรณีที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ มีมติตามข้อ ๒๗ แล้ว ให้แจ้งมติให้สํานักงานทราบโดยเร็ว

ให้สํานักงานดําเนินการสั่งหรือปฏิบัติในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามมตินั้น ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งมติจาก อ.ขป. ร้องทุกข์ และเมื่อได้มีการดําเนินการตามมติ อ.ขป. ร้องทุกข์ แล้ว ให้รายงานผลการดําเนินการและจัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปยัง อ.ขป. ร้องทุกข์

มาตรา ข้อ ๒๙

ข้อ ๒๙ ในกรณีที่เรื่องร้องทุกข์ของผู้ใดจะเสนอเข้าสู่การวินิจฉัยของ อ.ขป. ร้องทุกข์ เมื่อใดให้แจ้งผู้ร้องทุกข์ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน และให้ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิขอแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้ โดยให้ผู้ร้องทุกข์แจ้ง อ.ขป. ร้องทุกข์ ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามวัน

ในกรณีที่ผู้ร้องทุกข์ขอแถลงด้วยวาจาหรือเป็นหนังสือ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ทราบด้วย หากผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์จะขอแถลงก็ให้มาแถลงหรือมอบหมายให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องมาแถลงด้วยวาจาหรือส่งคําแถลงเป็นหนังสือต่อที่ประชุมครั้งนั้นได้ และเพื่อประโยชน์ในการแถลงดังกล่าว ให้ผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์หรือผู้รับมอบหมายเข้าฟังคําแถลงด้วยวาจาหรือรับทราบคําแถลงเป็นหนังสือของผู้ร้องทุกข์ได้

มาตรา ข้อ ๓๐

ข้อ ๓๐ การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้รับเรื่องร้องทุกข์ เว้นแต่มีเหตุขัดข้องที่ทําให้การพิจารณาไม่แล้วเสร็จภายใน ระยะเวลาดังกล่าว ก็ให้ขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสองครั้ง โดยแต่ละครั้งจะต้องไม่เกินสามสิบวันและให้บันทึกเหตุขัดข้องให้ปรากฏไว้ด้วย

ในกรณีมีการดําเนินการตามข้อ ๒๗ วรรคหนึ่ง (๑) (๒) หรือ (๓) และวรรคสอง และระยะเวลาตั้งแต่เริ่มดําเนินการจนถึงวันที่ประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้รับรายงานผลการดําเนินการหรือ เอกสารหรือหลักฐานหรือวันที่ได้มีการให้ถ้อยคําหรือชี้แจงข้อเท็จจริงต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ถ้ามีระยะเวลาเกินกว่าหกสิบวัน ให้ขยายระยะเวลาตามวรรคหนึ่งเพิ่มได้อีกหนึ่งครั้ง

มาตรา ข้อ ๓๑

ข้อ ๓๑ เมื่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์แล้วให้มีมติ ดังต่อไปนี้

(๑) กรณีเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อํานาจหน้าที่ออกกฎ คําสั่ง ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ให้มีมติยกคําร้องทุกข์

(๒) กรณีเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อํานาจหน้าที่ออกกฎ คําสั่ง ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นไม่เป็นธรรมหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ให้มีมติให้แก้ไขโดยเพิกถอน หรือยกเลิกกฎ คําสั่ง การปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายนั้น หรือให้ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้เป็นธรรมหรือให้ถูกต้องตามกฎหมาย

(๓) กรณีเห็นว่าการที่ผู้บังคับบัญชาใช้อํานาจหน้าที่ออกกฎ คําสั่ง ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์นั้นเป็นธรรมหรือถูกต้องตามกฎหมายแต่บางส่วน และไม่เป็นธรรมหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บางส่วน ให้มีมติให้แก้ไขกฎ คําสั่ง หรือให้ปฏิบัติให้เป็นธรรมหรือให้ถูกต้องตามกฎหมาย

(๔) กรณีเห็นว่าสมควรดําเนินการโดยประการอื่นใด เพื่อให้มีความเป็นธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย หรือสมควรเยียวยาความเสียหายให้ผู้ร้องทุกข์ แม้ผู้ร้องทุกข์จะมิได้มีคําขอ ให้มีมติให้ดําเนินการได้ตามควรแก่กรณี เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม

การพิจารณามีมติตามวรรคหนึ่ง ให้บันทึกเหตุผลของการพิจารณาวินิจฉัยไว้ในรายงานการประชุมด้วย

มาตรา ข้อ ๓๒

ข้อ ๓๒ ผู้ร้องทุกข์มีสิทธิคัดค้านอนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้ โดยทําเป็นหนังสือแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านว่าจะทําให้การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ไม่ได้ความจริงหรือความยุติธรรมอย่างไร ยื่นต่อประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ ก่อนที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ เริ่มวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ ถ้าอนุกรรมการผู้นั้นมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

(๑) เป็นผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์

(๒) มีส่วนได้เสียในเรื่องที่ร้องทุกข์

(๓) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้ร้องทุกข์

(๔) มีความเกี่ยวพันทางเครือญาติหรือทางการสมรสกับบุคคลตาม (๑) (๒) หรือ (๓) อันอาจก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่ผู้ร้องทุกข์

เมื่อประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้รับหนังสือคัดค้าน ให้แจ้งอนุกรรมการผู้ถูกคัดค้านทราบก่อนเริ่มพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เพื่อพิจารณาว่าสมควรถอนตัวหรือไม่ อนุกรรมการผู้นั้นอาจขอถอนตัวจากการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์โดยได้รับอนุญาตจากประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์

ในกรณีที่อนุกรรมการผู้ถูกคัดค้านมิได้ขอถอนตัว ให้ที่ประชุม อ.ขป. ร้องทุกข์ พิจารณาข้อเท็จจริงที่คัดค้านว่ามีเหตุที่จะทําให้การพิจารณาไม่ได้ความจริงหรือความยุติธรรมหรือไม่ อย่างไรหากที่ประชุมมีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของอนุกรรมการที่ไม่ถูกคัดค้านซึ่งเข้าร่วมประชุม เห็นว่าข้อเท็จจริงนั้นน่าเชื่อถือให้แจ้งอนุกรรมการผู้นั้นทราบ และไม่ให้ร่วมพิจารณาร้องทุกข์เรื่องนั้น เว้นแต่การให้อนุกรรมการผู้นั้นร่วมพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ จะเป็นประโยชน์ยิ่งกว่าเพราะจะทําให้ได้ความจริงหรือความยุติธรรม จะอนุญาตให้ร่วมพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ด้วยก็ได้

มาตรา ข้อ ๓๓

ข้อ ๓๓ อนุกรรมการใน อ.ขป. ร้องทุกข์ ผู้ใดเห็นว่าตนมีกรณีอันอาจถูกคัดค้านได้ตามข้อ ๓๒ หรือเห็นว่ามีเหตุอื่นที่อาจจะมีการกล่าวอ้างในภายหลังได้ว่าตนไม่อยู่ในฐานะที่จะปฏิบัติหน้าที่ โดยเที่ยงธรรม ให้แจ้งต่อประธาน อ.ขป. ร้องทุกข์ และถอนตัวจากการพิจารณาวินิจฉัยร้องทุกข์และให้นําข้อ ๓๒ มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา ข้อ ๓๔

ข้อ ๓๔ เมื่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ ได้มีมติตามข้อ ๒๖ หรือข้อ ๓๑ แล้ว ให้แจ้งมติให้ผู้ร้องทุกข์และผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์ทราบโดยเร็ว ในการแจ้งมติไปยังผู้ร้องทุกข์ให้แจ้งสิทธิในการฟ้องคดีต่อศาลปกครองให้ผู้ร้องทุกข์ทราบเป็นหนังสือด้วย

ให้ผู้บังคับบัญชาที่เป็นเหตุแห่งการร้องทุกข์และผู้ที่เกี่ยวข้องสั่งหรือปฏิบัติให้เป็นไปตามมติของ อ.ขป. ร้องทุกข์ โดยเร็ว และเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อาจมีการดําเนินการเพิ่มเติมให้ครบถ้วนเท่าที่จําเป็นโดยให้นําประโยชน์ของทางราชการมาพิจารณาประกอบด้วย

มาตรา ข้อ ๓๕

ข้อ ๓๕ เรื่องร้องทุกข์ที่ยื่นไว้แล้ว ถ้าผู้ร้องทุกข์ขอถอนเรื่องร้องทุกข์ในเวลาใด ๆ ก่อนที่ อ.ขป. ร้องทุกข์ จะพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เสร็จสิ้น ก็ให้ อ.ขป. ร้องทุกข์ พิจารณาอนุญาต

การถอนเรื่องร้องทุกข์จะต้องทําเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ร้องทุกข์ยื่นต่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ หรือสํานักงาน แต่ถ้าผู้ร้องทุกข์ถอนเรื่องร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อหน้า อ.ขป. ร้องทุกข์ ให้บันทึกไว้ และจัดให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน

เมื่อ อ.ขป. ร้องทุกข์ อนุญาตให้ถอนเรื่องร้องทุกข์แล้ว ให้การพิจารณาเรื่องร้องทุกข์เป็นอันระงับ

บทเฉพาะกาล บทเฉพาะกาล

มาตรา ข้อ ๓๖

ข้อ ๓๖ การร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ค้างอยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับให้ดําเนินการต่อไปตามระเบียบนี้ และให้ถือว่าการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่กระทําไปแล้ว เป็นการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ตามระเบียบนี้

มาตรา ข้อ ๓๗

ข้อ ๓๗ คณะอนุกรรมการสามัญประจําสํานักงานศาลปกครอง (อ.ขป. สามัญ) ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในวันก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้ถือเป็น อ.ขป. ร้องทุกข์ ตามระเบียบนี้ และให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการแต่งตั้ง อ.ขป. ร้องทุกข์ ตามระเบียบนี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินเก้าสิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ให้ดําเนินการแต่งตั้ง อ.ขป. ร้องทุกข์ ตามระเบียบนี้ให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ

ผู้มีอํานาจลงนาม ประกาศ ณ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๕

ชาญชัย แสวงศักดิ์

ประธานศาลปกครองสูงสุด

ประธานกรรมการข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง

37 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

ระเบียบ ก.ขป. ว่าด้วยการร้องทุกข์ของข้าราชการฝ่ายศาลปกครอง พ.ศ. ๒๕๖๕ (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_0b77b745a5216375

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com