法律人 LawPlayer logo

資料由法律人 LawPlayer整理提供·กฎหมายไทย / LawPlayer จากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

statute

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (Update ณ วันที่ 24/10/2540)

เลขที่
วันที่ประกาศ
จำนวนมาตรา
26
มาตรา อารัมภบท

พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. ๒๕๐๕

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.

ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๕

เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

มีพระบรมราชโองการ

โปรดเกล้า ฯให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า

ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำ

และยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้

มาตรา ๑

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พ.ศ. ๒๕๐๕”

มาตรา ๒

มาตรา ๒*

พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศใน

ราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

*[รก.๒๕๐๕/๓๙/๑พ/๓๐

เมษายน ๒๕๐๕]

มาตรา ๓

มาตรา ๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

พุทธศักราช ๒๔๘๘

มาตรา ๔

มาตรา ๔*

ในพระราชบัญญัตินี้

“การธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า การประกอบธุรกิจประเภทรับฝากเงิน

ที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามหรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้

และใช้ประโยชน์เงินนั้นในทางหนึ่ง

หรือหลายทาง เช่น (ก)ให้สินเชื่อ (ข) ซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใด

(ค) ซื้อขายเงินปริวรรตต่างประเทศ

“ธนาคารพาณิชย์” หมายความว่า

ธนาคารที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบการ

ธนาคารพาณิชย์

และหมายความรวมถึงสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบ

การธนาคารพาณิชย์ด้วย

“บริษัทมหาชนจำกัด” หมายความว่า บริษัทมหาชนจำกัดตามกฎหมายว่าด้วย

บริษัทมหาชนจำกัด

“บริษัทจำกัด” หมายความรวมถึงบริษัทมหาชนจำกัดด้วย

“เงินกองทุน” หมายความว่า

(๑)

ทุนชำระแล้วซึ่งรวมทั้งส่วนล้ำมูลค่าหุ้นที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับและเงินที่

ธนาคารพาณิชย์ได้รับจากการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นของธนาคารพาณิชย์นั้น

(๒) ทุนสำรอง

(๓)

เงินสำรองที่ได้จัดสรรจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นงวดการบัญชีตามมติที่ประชุม

ใหญ่ผู้ถือหุ้นหรือตามข้อบังคับของธนาคารพาณิชย์

แต่ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของ

สินทรัพย์และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้

(๔)

กำไรสุทธิคงเหลือหลังจากการจัดสรร

(๕)

เงินสำรองจากการตีราคาสินทรัพย์ เงินสำรองอื่น และ

(๖)

เงินที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับเนื่องจากการออกตราสารแสดงสิทธิในหนี้ระยะ

ยาวเกินห้าปีที่มีสิทธิด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ

เงินกองทุนตาม (๑)

(๒) (๓) และ (๔) ให้หักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการ

บัญชีออกก่อน และให้หักค่าแห่งกู๊ดวิลล์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ

และเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ชนิด

ประเภทและการคำนวณเงินกองทุนตาม (๕) หรือ (๖) ให้เป็นไปตามหลัก

เกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

เงินกองทุนตาม (๑)

(๒) (๓) (๔) (๕) และ (๖) ให้หักเงินตามตราสารใน

(๖)

ของบริษัทเงินทุนและธนาคารพาณิชย์อื่นที่ธนาคารพาณิชย์นั้นถือไว้และสินทรัพย์อื่นใด

ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

“ให้สินเชื่อ” หมายความว่า ให้กู้ยืมเงิน ซื้อ ซื้อลด

รับช่วงซื้อลดตั๋วเงิน เป็นเจ้า

หนี้ เนื่องจากได้จ่ายหรือสั่งให้จ่ายเงินเพื่อประโยชน์ของผู้เคยค้า

หรือเป็นเจ้าหนี้เนื่องจากได้จ่าย

เงินตามภาระผูกพันตามเล็ตเตอร์ออฟเครดิต

“บัตรเงินฝาก” หมายความว่า

ตราสารซึ่งเปลี่ยนมือได้ที่ธนาคารพาณิชย์ออกให้

แก่ผู้ฝากเงินเพื่อเป็นหลักฐานการรับฝากเงินและเพื่อแสดงสิทธิของผู้ทรงตราสารที่จะได้รับเงิน

ฝากคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้

โดยจะมีการกำหนดดอกเบี้ยไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

“รัฐมนตรี” หมายความว่า

รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

*[มาตรา ๔

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒ นิยามคำว่า “เงินกองทุน” แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์

(ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕ และนิยามคำว่า “บัตรเงินฝาก”

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๕

มาตรา ๕*

ภายใต้บังคับ มาตรา ๕ จัตวา และมาตรา ๕ เบญจ ธนาคารพาณิชย์

นอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งขึ้นได้ก็แต่ในรูปบริษัทมหาชนจำกัดและโดยได้รับใบ

อนุญาตจากรัฐมนตรี

คำขออนุญาตต้องมีรายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด

และจะดำเนินการเพื่อจัดตั้ง

บริษัทมหาชนจำกัดได้ก็ต่อเมื่อได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

เมื่อได้จดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว

ให้บริษัทมหาชนจำกัดนั้นแจ้ง

การจดทะเบียนเพื่อขอรับใบอนุญาต

ในการให้ความเห็นชอบตามวรรคสอง

และการอนุญาตตามวรรคสาม รัฐมนตรี

จะกำหนดเงื่อนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้

*[มาตรา ๕

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.

๒๕๒๒]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ทวิ*

บุคคลใดจะถือหุ้นธนาคารพาณิชย์ใดเกินร้อยละห้าของจำนวน

หุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคารพาณิชย์นั้นมิได้

เว้นแต่เป็นกรณีที่ผู้ถือหุ้นเป็นส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย

หรือนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์นั้น

รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีการถือหุ้นเป็นอย่างอื่นได้

ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

หุ้นธนาคารพาณิชย์ที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่

ให้นับรวมเป็นหุ้น

ของบุคคลตามวรรคหนึ่งด้วย

(๑)

คู่สมรสของบุคคลตามวรรคหนึ่ง

(๒)

บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง

(๓)

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒)

เป็นหุ้นส่วน

(๔)

ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็น

หุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด

หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดรวมกันเกินร้อยละ

สามสิบของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

(๕)

บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้าง

หุ้นส่วนตาม (๓)หรือ (๔)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้ง

หมดของบริษัทจำกัดนั้น

(๖)

บริษัทจำกัดที่บุคคลตามวรรคหนึ่งหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้าง

หุ้นส่วนตาม (๓) หรือ (๔) หรือบริษัทจำกัดตาม (๕)

ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

*[มาตรา ๕ ทวิ

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการ

ธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ตรี*

ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ใดจำหน่ายหุ้นของธนาคารพาณิชย์นั้น

แก่บุคคลใดซึ่งจะทำให้บุคคลนั้นถือหุ้นเกินอัตราที่กำหนดตามมาตรา ๕ ทวิ

ทุกครั้งที่มีการชี้ชวนให้เข้าชื่อซื้อหุ้น

ให้ธนาคารพาณิชย์ระบุจำนวนหุ้นที่บุคคล

หนึ่งบุคคลใดจะถือหุ้นได้ทั้งสิ้นโดยชอบด้วยมาตรา ๕ ทวิ ไว้ให้ทราบในคำชี้ชวน

*[มาตรา ๕ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ จัตวา*

หุ้นสามัญและหุ้นบุริมสิทธิของธนาคารพาณิชย์ต้องเป็นหุ้น

ชนิดระบุชื่อผู้ถือ

มีมูลค่าของหุ้นไม่เกินหุ้นละหนึ่งร้อยบาทและข้อบังคับของธนาคารพาณิชย์ต้องไม่มีข้อจำกัดในการโอนหุ้น

เว้นแต่เพื่อเป็นการปฏิบัติตามมาตรา ๕ ทวิ หรือมาตรา ๕ เบญจ หรือตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

*[มาตรา ๕ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ เบญจ*

ธนาคารพาณิชย์ต้องมีจำนวนหุ้นที่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยถือ

อยู่ไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด

และต้องมีกรรมการเป็นบุคคลผู้มี

สัญชาติไทยไม่ต่ำกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมด

แต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นต้องแก้ไข

ฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใด รัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศ

ไทยมีอำนาจผ่อนผันให้มีจำนวนหุ้นหรือกรรมการเป็นอย่างอื่นได้

ในการผ่อนผันนั้นจะกำหนด

เงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*[มาตรา ๕ เบญจ

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๐ ]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ ฉ* เมื่อปรากฏว่าบุคคลใดได้หุ้นของธนาคารพาณิชย์ใดมาและการได้

มานั้นเป็นเหตุให้ถือหุ้นเกินจำนวนที่จะถือได้ตามมาตรา ๕ ทวิ

บุคคลนั้นจะยกเอาการถือหุ้นใน

ส่วนที่เกินจำนวนดังกล่าวขึ้นใช้ยันต่อธนาคารพาณิชย์นั้นมิได้

และธนาคารพาณิชย์นั้นจะจ่ายเงิน

ปันผลหรือเงินตอบแทนอื่นใดให้แก่บุคคลนั้นหรือให้บุคคลนั้นออกเสียงลงคะแนนในที่ประชุม

ของผู้ถือหุ้นตามจำนวนหุ้นส่วนที่เกินมิได้

*[มาตรา ๕ ฉ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ สัตต*

เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติตามมาตรา ๕ ทวิ มาตรา ๕ เบญจ

และมาตรา ๕ ฉ

ให้ธนาคารพาณิชย์ตรวจสอบทะเบียนผู้ถือหุ้นทุกคราวก่อนจ่ายเงินปันผลหรือ

เงินตอบแทนอื่นใด และก่อนการประชุมผู้ถือหุ้น

แล้วแจ้งผลการตรวจสอบต่อธนาคารแห่ง

ประเทศไทยตามรายการและภายในเวลาที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

และในกรณีที่พบว่าผู้

ถือหุ้นรายใดถือหุ้นเกินจำนวนที่กำหนดในมาตรา 5 ทวิ

ให้ธนาคารพาณิชย์แจ้งให้ผู้นั้นทราบเพื่อ

ดำเนินการจำหน่ายหุ้นส่วนที่เกินนั้นเสีย

*[มาตรา ๕ สัตต

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๕)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๕

มาตรา ๕ อัฏฐ*

บทบัญญัติแห่งมาตรา ๕ ทวิ มาตรา ๕ ตรี มาตรา ๕ จัตวา

มาตรา ๕

มาตรา ๕ เบญจมาตรา ๕ ฉ และมาตรา ๕ สัตต

มิให้นำมาใช้บังคับแก่ธนาคารพาณิชย์ที่เป็นสาขา

ของธนาคารต่างประเทศ

*[มาตรา ๕ อัฎฐ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๖

มาตรา ๖*

การประกอบการธนาคารพาณิชย์โดยตั้งเป็นสาขาของธนาคารที่ตั้ง

อยู่ในต่างประเทศจะกระทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับใบอนุญาตจากรัฐมนตรีในการอนุญาตรัฐมนตรีจะ

กำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

สาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับใบอนุญาตให้ประกอบการธนาคาร

พาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์ไว้ในประเทศไทยตามจำนวน ชนิด วิธีการและเงื่อนไขที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษา

สินทรัพย์ที่ต้องดำรงตามวรรคสองต้องจัดหาด้วย

(๑) เงินที่นำเข้ามาจากสำนัก

งานใหญและหรือสาขาอื่นนอกประเทศไทยของธนาคารต่างประเทศนั้น (๒) เงินสำรองต่าง

ๆ แต่

ไม่รวมถึงเงินสำรองสำหรับการลดค่าของสินทรัพย์ และเงินสำรองเพื่อการชำระหนี้หรือ

(๓) เงิน

กำไรสุทธิแต่ละงวดการบัญชีของสาขาอันได้โอนเป็นส่วนของสำนักงานใหญ่แล้วและไม่ต้องส่ง

ออก ทั้งนี้

เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว

ในการปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

ให้ถือว่าสินทรัพย์ตามวรรคสองเป็นเงินกอง

ทุน

*[มาตรา ๖

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.

๒๕๒๒]

มาตรา ๗

มาตรา ๗

ธนาคารพาณิชย์นอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศที่ได้รับ

อนุญาตให้ประกอบการธนาคารพาณิชย์อาจเปิดสาขาได้

แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี คำขอ

อนุญาตต้องมีรายการตามที่รัฐมนตรีกำหนด ในการนี้รัฐมนตรีจะอนุญาตโดยมีเงื่อนไขก็ได้

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ทวิ*

ผู้ใดจะกระทำการแทนธนาคารต่างประเทศโดยมีสำนักงานติด

ต่อกับบุคคลทั่วไปในราชอาณาจักร

หรือธนาคารพาณิชย์ใดนอกจากสาขาของธนาคารต่างประเทศจะตั้งสำนักงานเพื่อกระทำการแทนธนาคารพาณิชย์ไม่ว่าในหรือนอกราชอาณาจักร

ต้องได้รับ

อนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

*[มาตรา ๗ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๗

มาตรา ๗ ตรี*

เมื่อธนาคารพาณิชย์ได้รับอนุญาตให้ตั้งสำนักงานใหญ่หรือสำนัก

งานสาขา ณ ที่ใดแล้ว จะย้ายสำนักงานนั้นไม่ได้

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศ

ไทย ในการอนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ต้องปฏิบัติด้วยก็ได้

*[มาตรา ๗ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๘

มาตรา ๘

ห้ามมิให้บุคคลใดนอกจากธนาคารพาณิชย์ประกอบการธนาคาร

พาณิชย์

มาตรา ๙

มาตรา ๙

ห้ามมิให้บุคคลใดนอกจากธนาคารพาณิชย์ใช้ชื่อหรือคำแสดงชื่อใน

ธุรกิจว่า”ธนาคาร” หรือคำอื่นใดที่มีความหมายเช่นเดียวกัน

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ทวิ*

นอกจากการธนาคารพาณิชย์แล้ว ธนาคารพาณิชย์อาจกระทำ

ธุรกิจที่เกี่ยวกับหรือเนื่องจากการธนาคารพาณิชย์หรือธุรกิจอันเป็นประเพณีที่ธนาคารพาณิชย์พึง

กระทำ เช่นการเรียกเก็บเงินตามตั๋วเงิน การรับอาวัลตั๋วเงิน การรับรองตั๋วเงิน

การออกเล็ตเตอร์

ออฟเครดิตหรือการค้ำประกันหรือธุรกิจทำนองเดียวกันด้วยก็ได้ เมื่อได้รับอนุญาตจากธนาคาร

แห่งประเทศไทย แต่จะประกอบการค้าหรือธุรกิจอื่นใดมิได้

*[มาตรา ๙ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๙

มาตรา ๙ ตรี*

ธนาคารพาณิชย์จะรับฝากเงินที่ต้องจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอัน

กำหนดไว้ โดยวิธีออกบัตรเงินฝากก็ได้

บัตรเงินฝากต้องมีรายการดังต่อไปนี้

(๑)

คำบอกชื่อว่าเป็นบัตรเงินฝาก

(๒)

ชื่อธนาคารพาณิชย์ผู้ออกบัตรเงินฝาก

(๓)

วันที่ออกบัตรเงินฝาก

(๔)

จังหวัดที่ออกบัตรเงินฝาก

(๕)

ข้อตกลงอันปราศจากเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินเป็นจำนวนหนึ่งที่แน่นอนพร้อม

ด้วยดอกเบี้ย(ถ้ามี)

(๖)

วันถึงกำหนดจ่ายเงิน

(๗)

สถานที่จ่ายเงิน

(๘)

ชื่อของผู้ฝากเงิน หรือคำจดแจ้งว่าให้จ่ายเงินแก่ผู้ถือ

(๙)

ลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามแทนธนาคารพาณิชย์ผู้ออกบัตรเงินฝาก

*[มาตรา ๙ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๙

มาตรา ๙ จัตวา*

ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา ๘๙๙

มาตรา ๘๙๙ ถึงมาตรา ๙๐๗ มาตรา

๙๑๑ มาตรา ๙๑๓ (๑) และ (๒) มาตรา ๙๑๔ ถึงมาตรา ๙๑๖ มาตรา ๙๑๗ วรรคหนึ่งและวรรคสาม

มาตรา ๙๑๘

มาตรา ๙๑๘ ถึงมาตรา ๙๒๒ มาตรา ๙๒๕ มาตรา ๙๒๖ มาตรา ๙๓๘ ถึงมาตรา ๙๔๒ มาตรา ๙๔๕ มาตรา ๙๔๖ มาตรา ๙๔๘ มาตรา ๙๔๙ มาตรา ๙๕๙

มาตรา ๙๖๗

มาตรา ๙๖๗ มาตรา ๙๗๑ มาตรา ๙๗๓ มาตรา ๙๘๖ มาตรา ๙๙๔ ถึงมาตรา ๑๐๐๐ มาตรา ๑๐๐๖ ถึงมาตรา ๑๐๐๘

มาตรา ๑๐๑๐

มาตรา ๑๐๑๐ และมาตรา ๑๐๑๑ มาใช้บังคับแก่บัตรเงินฝากโดยอนุโลม

*[มาตรา ๙ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๑๐

มาตรา ๑๐*

ให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้

สิน หรือภาระผูกพันตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วย

ความเห็นชอบของรัฐมนตรี

การกำหนดตามวรรคหนึ่ง

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้ามีผลเป็นการ

เปลี่ยนแปลงอัตราให้สูงขึ้น จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่วันประกาศมิได้

*[มาตรา ๑๐

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑*

ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงเงินสดสำรองเป็นอัตราส่วนกับเงินฝาก

และหรือเงินกู้ยืมตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๑ ทวิ

ไม่ต่ำกว่าอัตราส่วนที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

อัตราส่วนที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

จะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละห้า และไม่เกินร้อยละ

ห้าสิบของเงินฝาก และหรือเงินกู้ยืมแล้วแต่กรณี

และจะกำหนดให้เป็นอัตราส่วนกับเงินฝากและ

หรือเงินกู้ยืม ประเภทใดประเภทหนึ่งหรือหลายประเภทรวมกันหรือแยกกันก็ได้

เพื่อประโยชน์ในการดำรงเงินสดสำรองตามวรรคหนึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย

จะกำหนดให้ถือเอาหลักทรัพย์รัฐบาลไทยเป็นส่วนหนึ่งของเงินสดสำรองที่พึงดำรงนั้นก็ได้

*[มาตรา ๑๑

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ทวิ*

เงินฝากและหรือเงินกู้ยืมซึ่งธนาคารพาณิชย์จะต้องดำรงเงินสด

สำรองให้ได้อัตราส่วน ได้แก่เงินฝาก และหรือเงินกู้ยืม ดังต่อไปนี้

(๑)

ยอดรวมเงินฝากทั้งหมด

(๒)

เงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อทวงถาม

(๓) เงินฝากประเภทจ่ายคืนเมื่อสิ้นระยะเวลาอันกำหนดไว้

(๔)

ยอดรวมเงินกู้ยืมทั้งหมด

(๕)

เงินกู้ยืมแต่ละประเภท

การคำนวณยอดเงินฝากหรือเงินกู้ยืมตามวรรคหนึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศไทย

ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีจะกำหนดให้คำนวณรวมกับยอดเงินให้เบิกเกินบัญชีที่ยังไม่ได้

จ่ายไป โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเงินฝากหรือเงินกู้ยืมอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้

*[มาตรา ๑๑ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ตรี*

ธนาคารพาณิชย์ต้องดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามที่ระบุไว้ใน

มาตรา ๑๑ จัตวา

มาตรา ๑๑ จัตวา

เป็นอัตราส่วนกับยอดเงินฝาก และหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภท

ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

อัตราที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง

จะต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละห้าและไม่เกินร้อยละห้า

สิบของยอดเงินฝากและหรือยอดเงินกู้ยืมทั้งหมดหรือแต่ละประเภท แล้วแต่กรณี

การกำหนดให้ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามวรรคหนึ่ง

ธนาคารแห่งประเทศ

ไทยจะกำหนดให้ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องแต่เพียงบางประเภทหรือทุกประเภทก็ได้

และจะ

กำหนดอัตราส่วนของแต่ละประเภทในอัตราใดก็ได้

*[มาตรา ๑๑ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ จัตวา*

สินทรัพย์สภาพคล่องได้แก่

(๑) เงินสด

(๒)

เงินฝากที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

(๓)

เงินฝากสุทธิที่ธนาคารพาณิชย์อื่น

(๔)

หลักทรัพย์รัฐบาลไทยที่ปราศจากภาระผูกพัน

(๕)

หุ้นกู้หรือพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันต้นเงินและดอกเบี้ยและ

ปราศจากภาระผูกพัน

(๖)

สินทรัพย์อื่นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดด้วยความเห็นชอบของ

รัฐมนตรี

*[มาตรา ๑๑ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่

๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ เบญจ* การดำรงเงินสดสำรองตามมาตรา ๑๑

ให้ได้อัตราส่วนกับ

เงินฝากและหรือเงินกู้ยืม และการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องตามมาตรา ๑๑ ตรี

ให้ได้อัตราส่วน

กับยอดเงินฝากและหรือยอดเงินกู้ยืม แล้วแต่กรณี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไข

ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

การกำหนดตามมาตรา

๑๑ มาตรา ๑๑ ทวิ วรรคสอง และมาตรา ๑๑ ตรี วรรค

หนึ่ง

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

และถ้ามีผลเป็นการเพิ่มอัตราส่วนเงินสดสำรองและอัตรา

ส่วนสินทรัพย์สภาพคล่อง จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่วันประกาศมิได้

*[มาตรา ๑๑ เบญจ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่

๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๑

มาตรา ๑๑ ฉ*

ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพของเงินตรา

รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ดำรงเงินสดสำรองพิเศษไม่ต่ำกว่าอัตราที่รัฐมนตรี

กำหนดไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต่างหากจากการดำรงเงินสดสำรองตามมาตรา ๑๑

การกำหนดอัตราตามวรรคหนึ่ง

ให้กำหนดเป็นอัตราส่วนกับเงินฝากและหรือเงิน

กู้ยืมตามมาตรา ๑๑ ทวิ

ทั้งหมดหรือแต่ละประเภทเฉพาะส่วนที่เพิ่มขึ้นจากยอดเงินดังกล่าวเมื่อ

สิ้นวันใดวันหนึ่ง และให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๑๑ ฉ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒*

ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์กระทำการดังต่อไปนี้

(๑)

ลดทุนโดยมิได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี

(๒)

ให้สินเชื่อแก่กรรมการ หรือประกันหนี้ใด ๆ ของกรรมการหรือรับรอง รับ

อาวัล

หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่กรรมการเป็นผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วหรือผู้สลักหลัง

(๓)

รับหุ้นของธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นประกัน หรือรับหุ้นของธนาคารพาณิชย์

จากธนาคารพาณิชย์อื่นเป็นประกัน

(๔)

ซื้อหรือมีไว้เป็นประจำซึ่งอสังหาริมทรัพย์ เว้นแต่

(ก)

เพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับดำเนินธุรกิจ หรือสำหรับพนักงานและลูกจ้าง

ของธนาคารพาณิชย์นั้น โดยได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในการให้ความเห็น

ชอบนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(ข)

เป็นการได้มาจากการชำระหนี้หรือจากการประกันการให้สินเชื่อหรือจาก

การซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่จำนองไว้แก่ธนาคารพาณิชย์นั้นจากการขายทอดตลาดโดยคำสั่งศาลหรือ

เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

(๕)*

ซื้อหรือมีหุ้นในบริษัทจำกัดใดเกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้

แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

หรือซื้อหรือมีหุ้นมีมูลค่าหุ้นรวมกันทั้งสิ้นเกินอัตราส่วนกับเงิน

กองทุนทั้งหมดหรือเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใดหรือหลายชนิดตามหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อน

ไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ทั้งนี้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ในการอนุญาตนั้นจะกำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(๖)

ซื้อหรือมีหุ้นธนาคารพาณิชย์อื่น เว้นแต่เป็นการได้มาจากการชำระหนี้หรือ

การประกันการให้สินเชื่อแต่ต้องจำหน่ายภายในเวลาหกเดือนนับแต่วันที่ได้มา

หรือเป็นการได้มา

โดยได้รับผ่อนผันจากรัฐมนตรีด้วยคำแนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทย

ในการผ่อนผันนั้นจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

(๗)

จ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นให้แก่กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของธนาคาร

พาณิชย์นั้น

เป็นค่านายหน้าหรือค่าตอบแทนสำหรับหรือเนื่องจากการกระทำหรือการประกอบ

ธุรกิจใด ๆ ของธนาคารพาณิชย์

ทั้งนี้ นอกจากบำเหน็จ เงินเดือน เงินรางวัล และเงินเพิ่มอย่าง

อื่นบรรดาที่พึงจ่ายตามปกติ

(๘)

ขายหรือให้อสังหาริมทรัพย์ใด ๆ หรือสังหาริมทรัพย์ที่มีมูลค่ารวมกันสูง

กว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดแก่กรรมการหรือซื้อทรัพย์สินจากกรรมการ ทั้งนี้ รวมถึง

บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรรมการ ตามมาตรา 12 ทวิ ด้วย

เว้นแต่ได้รับความเห็น

ชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๙) กระทำการใด ๆ

อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจของประเทศ

หรือแก่ประโยชน์ของประชาชน

หรือเป็นการเอาเปรียบลูกค้าหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างไม่เป็น

ธรรม หรือเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาหรือต่อการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน

หรือเป็นการผูก

ขาดหรือจำกัดตัดตอนทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็น

ชอบของคณะรัฐมนตรีและประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๑๒

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๒๘และมาตรา ๒(๕) แก้ไขโดยพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ทวิ*

การให้สินเชื่อแก่หรือการประกันหนี้ใด ๆ ของบุคคลหรือห้าง

หุ้นส่วนดังต่อไปนี้ หรือการรับรอง รับอาวัล

หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงินที่บุคคลหรือห้างหุ้น

ส่วนดังต่อไปนี้เป็นผู้สั่งจ่ายหรือผู้ออกตั๋วหรือผู้สลักหลัง

ให้ถือว่าเป็นการให้สินเชื่อ หรือการ

ประกัน หรือการรับรอง รับอาวัล หรือสอดเข้าแก้หน้าแก่กรรมการตามมาตรา ๑๒ (๒)

ด้วย

(๑)

คู่สมรสของกรรมการ

(๒)

บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของกรรมการ

(๓)

ห้างหุ้นส่วนสามัญที่กรรมการหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วน

(๔) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม

(๑) หรือ (๒) เป็นหุ้นส่วน

จำพวกไม่จำกัดความรับผิด

หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดรวมกันเกินร้อยละสามสิบ

ของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

(๕)

บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้างหุ้นส่วนตาม

(๓) หรือ

(๔)ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท

จำกัดนั้น

(๖)

บริษัทจำกัดที่กรรมการหรือบุคคลตาม (๑) หรือ (๒) หรือห้างหุ้นส่วนตาม

(๓) หรือ (๔) หรือบริษัทจำกัดตาม

(๕) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่

จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทจำกัดนั้น

*[มาตรา ๑๒ ทวิ

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ ตรี*

ธนาคารพาณิชย์ต้องจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่ตกเป็นของ

ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา ๑๒ (๔) ( ข ) ภายในห้าปีนับแต่วันที่อสังหาริมทรัพย์นั้นตกเป็นของ

ธนาคารพาณิชย์

เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะขยายระยะเวลาให้หรือให้ความเห็นชอบเพื่อ

ใช้เป็นสถานที่ตามมาตรา ๑๒ (๔) (ก)

*[มาตรา ๑๒ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๒

มาตรา ๑๒ จัตวา*

ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ตั้งหรือยอมให้บุคคลซึ่งมีคุณ

สมบัติหรือลักษณะดังต่อไปนี้เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ รองผู้จัดการ

ผู้ช่วยผู้จัดการ หรือที่ปรึกษาของธนาคารพาณิชย์

(๑)

เป็นบุคคลล้มละลาย

(๒)

เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับ

ทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต

(๓)

เคยถูกลงโทษไล่ออกหรือปลดออกจากราชการ หรือองค์การหรือหน่วยงาน

อื่นของรัฐ ฐานทุจริตต่อหน้าที่

(๔) เคยเป็นกรรมการ

ผู้จัดการ รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการของธนาคารพาณิชย์

ที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจากธนาคารแห่งประเทศไทย

(๕)

ถูกถอดถอนจากธนาคารพาณิชย์ตามคำแนะนำของรัฐมนตรีตามมาตรา

๒๕

(๖)

เป็นข้าราชการการเมือง

(๗)

เป็นข้าราชการซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการควบคุมธนาคารพาณิชย์ หรือ

พนักงานธนาคารแห่งประเทศไทย

เว้นแต่เป็นกรณีของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ

หรือเป็นกรณีที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์

(๘)* เป็นผู้จัดการ

รองผู้จัดการ ผู้ช่วยผู้จัดการ ของห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท

จำกัด ซึ่งตนหรือบุคคลตามมาตรา ๑๒ ทวิ ถือหุ้นอยู่ เว้นแต่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษาของ

ธนาคารพาณิชย์

ซึ่งไม่มีอำนาจลงนามผูกพันธนาคารพาณิชย์ด้วยตนเองหรือร่วมกับผู้อื่น

*[มาตรา ๑๒ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่

๒) พ.ศ. ๒๕๒๒ และมาตรา ๑๒ จัตวา (๘)

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓*

ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อหรือลงทุนในกิจการของผู้อื่น

หรือก่อภาระผูกพันเพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใด

อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน เมื่อสิ้นวัน

หนึ่ง ๆ เกินอัตราส่วนกับเงินกองทุนทั้งหมดหรือเงินกองทุนชนิดหนึ่งชนิดใด

หรือหลายชนิดตาม

หลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ทั้งนี้

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนดในการ

อนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทยจะกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติด้วยก็ได้

การกำหนดตามวรรคหนึ่ง

ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและถ้ามีผลเป็นการ

เปลี่ยนแปลงอัตราให้ต่ำลง จะให้ใช้บังคับก่อนสิบห้าวันนับแต่วันประกาศมิได้

ให้นำความในมาตรา

๑๒ ทวิ มาใช้บังคับแก่การกระทำตามวรรคหนึ่งด้วยโดย

อนุโลม

*[มาตรา ๑๓

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓)

พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ทวิ*

บทบัญญัติแห่งมาตรา ๑๓ ไม่ให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ธนาคาร

พาณิชย์

(๑)

ให้กู้ยืมเงินโดยการซื้อหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์อื่นที่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยกำหนด

(๒)

ให้กู้ยืมเงินโดยมีประกันด้วยหลักทรัพย์รัฐบาลไทย หรือหลักทรัพย์ หรือ

ทรัพย์สินอื่นตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ทั้งนี้

เฉพาะในส่วนที่ไม่เกินมูลค่าแห่งหลัก

ทรัพย์ หรือทรัพย์สินที่ธนาคารพาณิชย์นั้นได้ตีราคารับไว้เป็นประกัน

(๓)

ให้สินเชื่อตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด หรือ

(๔)

รับอาวัลตั๋วเงิน รับรองตั๋วเงิน ออกเล็ตเตอร์ออฟเครดิตที่ธนาคารพาณิชย์มี

ความผูกพันในการชำระเงิน หรือค้ำประกันการกู้ยืมเงินหรือค้ำประกันการขาย

ขายลดหรือขาย

ช่วงลดตั๋วเงิน ทั้งนี้

ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

การกำหนดตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๑๓ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ ตรี*

เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาประเทศหรือเพื่อแก้ไขภาวะ

เศรษฐกิจ รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดการดังต่อไปนี้ได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเสนอ

(๑)

ให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อในกิจการประเภทใด ๆ ไม่น้อยกว่าอัตราที่

กำหนด

(๒)

ห้ามมิให้ธนาคารพาณิชย์ให้สินเชื่อในกิจการใด ๆ เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นเกิน

อัตราที่กำหนด

การกำหนดตาม (๑)

ทุกครั้งต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี อัตราที่

กำหนดตาม(๑) รวมกันทั้งสิ้นทุกประเภทของกิจการต้องไม่เกินร้อยละยี่สิบของยอดเงินฝากของ

ธนาคารพาณิชย์ในวันสิ้นปีก่อนหน้านั้น

การกำหนดตาม (๒)

ให้กำหนดเป็นร้อยละของยอดเงินให้สินเชื่อในแต่ละกิจ

การของธนาคารพาณิชย์นั้นในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้

การกำหนดตามมาตรานี้ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

และจะกำหนดหลัก

เกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาเพื่อปฏิบัติการไว้ด้วยก็ได้

*[มาตรา ๑๓ ตรี

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๓

มาตรา ๑๓ จัตวา*

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุ

เบกษา กำหนดหลักเกณฑ์

วิธีการและเงื่อนไขให้ธนาคารพาณิชย์ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการรับฝาก

เงิน การกู้ยืมเงิน หรือการซื้อขายตั๋วแลกเงินหรือตราสารเปลี่ยนมืออื่นใดได้

การกำหนดตามวรรคหนึ่งจะกำหนดตามประเภทของเงินฝากหรือเงินกู้ยืม

ประเภทของบุคคล

ประเภทของเอกสารการรับฝากเงินหรือการกู้ยืมเงินหรือประเภทของตราสาร

ก็ได้

*[มาตรา ๑๓ จัตวา

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่

๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๔

มาตรา ๑๔*

ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์

ปฏิบัติในเรื่องดังต่อไปนี้

(๑)

ดอกเบี้ยที่ธนาคารพาณิชย์อาจจ่ายได้

(๒)

ดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้

(๓) ค่าบริการที่ธนาคารพาณิชย์อาจเรียกได้

(๔)

เงินมัดจำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียก

(๕)

หลักประกันเป็นทรัพย์สินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเรียก

บรรดาเงิน

ทรัพย์สิน หรือสิ่งอื่นใดที่อาจกำหนดเป็นเงินได้ ที่ผู้ฝากเงินหรือ

บุคคลอื่นได้รับจากธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้นเนื่องจากการ

ฝากเงินหรือที่ธนาคารพาณิชย์หรือพนักงานหรือลูกจ้างของธนาคารพาณิชย์นั้นได้รับเนื่องจาก

การประกอบธุรกิจนั้นของธนาคารพาณิชย์ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลด

หรือค่าบริการตาม

ความใน (๑) หรือ (๒) หรือ (๓)

แล้วแต่กรณี เว้นแต่ค่าบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการให้สินเชื่อที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม (๓)

ไม่ให้ถือว่าเป็นดอกเบี้ยหรือส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์

อาจเรียกได้ตาม (๒)

การกำหนดตามมาตรานี้ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี

และให้ประกาศ

ในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๑๔

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕*

ให้ธนาคารพาณิชย์จดแจ้งบัญชีแสดงหนี้สินและสินทรัพย์ให้

ครบถ้วนถูกต้องตามความเป็นจริง

และประกาศรายการย่อตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทย

กำหนดโดยแสดงหนี้สินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในวันทำงานวันสุดท้ายของทุกเดือน

หรือในวันอื่นที่

ได้รับความเห็นชอบจากธนาคารแห่งประเทศไทย

ประกาศตามวรรคหนึ่งให้เสนอต่อธนาคารแห่งประเทศไทยหนึ่งฉบับและให้ปิด

ไว้ในที่เปิดเผย ณ

สำนักงานภายในวันที่ยี่สิบเอ็ดของเดือนถัดไปและให้ลงในหนังสือพิมพ์รายวัน

อย่างน้อยหนึ่งฉบับด้วย เว้นแต่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะได้กำหนดเป็นอย่างอื่น

*[มาตรา ๑๕

แก้ไขโดยพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๒)

พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๕

มาตรา ๑๕ ทวิ*

ให้ธนาคารพาณิชย์ปิดบัญชีทุกงวดการบัญชีในรอบระยะเวลา

หกเดือน

ถ้าธนาคารพาณิชย์ใดมีสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้หรือที่สงสัยว่าจะไม่มี

ราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี

ให้

ธนาคารพาณิชย์นั้นตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวออกจากบัญชี

หรือกันเงิน

สำรองสำหรับสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ดังกล่าวเมื่อสิ้นงวดการบัญชีนั้น

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทยให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น

ในการอนุญาตนั้นจะ

กำหนดเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอนุญาตตามวรรคหนึ่ง

ถ้านำสินทรัพย์

ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้ตัดออกจากบัญชีหรือสินทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคา

หรือเรียกคืนไม่ได้ในส่วนที่ไม่ได้กันเงินสำรองมาหักออกจากเงินกองทุนของธนาคารพาณิชย์นั้น

แล้ว

หากปรากฏว่าเงินกองทุนที่คงเหลือมีจำนวนต่ำกว่าเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามมาตรา

๑๐

ให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจกำหนดมาตรการใด

ๆให้ธนาคารพาณิชย์นั้นถือปฏิบัติจน

กว่าจะได้ตัดสินทรัพย์ที่ไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นหมดสิ้นไป

หรือกันเงินสำรองสำหรับสิน

ทรัพย์ที่สงสัยว่าจะไม่มีราคาหรือเรียกคืนไม่ได้นั้นครบจำนวนแล้ว

*[มาตรา ๑๕ ทวิ

วรรคหนึ่ง

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๒๘ และมาตรา ๑๕ ทวิ วรรคสอง แก้ไขโดย

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๕]

มาตรา ๑๖

มาตรา ๑๖*

ภายในสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีบัญชีให้ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา

๕ ประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่แล้ว

ตามแบบที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของธนาคารพาณิชย์นั้นลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ

และเสนอต่อรัฐมนตรีและธนาคารแห่ง

ประเทศไทยภายในยี่สิบเอ็ดวันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ เว้นแต่ธนาคาร

แห่งประเทศไทยจะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น

งบดุลตามวรรคหนึ่งจะต้องมีการรับรองของผู้สอบบัญชีซึ่งธนาคารแห่งประเทศ

ไทยได้ให้ความเห็นชอบในแต่ละปีบัญชี และต้องมิใช่กรรมการ

พนักงานหรือลูกจ้างของธนาคาร

พาณิชย์นั้น

ให้ธนาคารพาณิชย์ตามมาตรา

๖ ประกาศงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนของ

ธนาคารในต่างประเทศที่ธนาคารพาณิชย์นั้นเป็นสาขาภายในเวลาสี่เดือนนับแต่วันสิ้นปีบัญชีของ

ธนาคารต่างประเทศนั้น

เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ามีเหตุขัดข้องอันสมควร ประกาศดังกล่าวให้ปิดไว้

ในที่เปิดเผย ณ สำนักงานของธนาคารพาณิชย์นั้น

*[มาตรา ๑๖

แก้ไขโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗*

ให้ธนาคารพาณิชย์เปิดทำการตามเวลาและหยุดทำการตามวันที่

ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้เปิดทำการหรือหยุดทำการในเวลา

หรือวันอื่นจากธนาคารแห่งประเทศไทย ในการอนุญาตดังกล่าวธนาคารแห่งประเทศไทยจะ

กำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติด้วยก็ได้

ให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศเวลาทำการและวันหยุดทำการดังกล่าวไว้ในที่เปิด

เผย ณ สำนักงาน

*[มาตรา ๑๗

แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๒]

มาตรา ๑๗

มาตรา ๑๗ ทวิ* เพื่อแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์

หรือ

เพื่อประโยชน์ในการรักษาเสถียรภาพทางการเงินหรือระบบสถาบันการเงิน

ให้รัฐมนตรีด้วยคำ

แนะนำของธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ระงับการดำเนินกิจการทั้งหมด

หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราวภายในระยะเวลาที่กำหนด และในการนี้จะกำหนดหลักเกณฑ์

วิธีการ

และเงื่อนไขใด ๆ ไว้ด้วยก็ได้

*[มาตรา ๑๗ ทวิ

เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ

การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. ๒๕๐๕ พ.ศ. ๒๕๒๘]

มาตรา ๑๘

มาตรา ๑๘ ธนาคารพาณิชย์ใดหยุดทำการจ่ายเงิน

ให้ธนาคารพาณิชย์นั้นแจ้ง

ให้รัฐมนตรีทราบทันที และห้ามมิให้ทำกิจการใด ๆ

เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากรัฐมนตรีแล้วให้รายงานโดยละเอียดแสดงเหตุที่ต้องหยุดทำการจ่ายเงินภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่หยุดทำการจ่ายเงิน

26 มาตรา

อ้างอิงกฎหมายนี้

พระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (Update ณ วันที่ 24/10/2540) (Office of the Council of State). Retrieved via LawPlayer, https://lawplayer.com/th/act/pythainlp_0f49d5ccd8e7adae

ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).

Thai official texts excluded from copyright (Copyright Act B.E. 2537 s.7);開放資料層 CC BY 署名

本頁資料來源:สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (OCS)·整理提供:法律人 LawPlayer· lawplayer.com