กฎ ก
กฎ ก.ตร.
ว่าด้วยการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจเป็น
ข้าราชการตำรวจชั้นประทวนและการคัดเลือกและแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ
ชั้นประทวนหรือชั้นพลตำรวจเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร
พ.ศ. ๒๕๔๗
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๓๑ (๒) และมาตรา ๕๒ แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗ มติ ก.ตร.
ในการประชุม ครั้งที่ ๕/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ และมติอนุกรรมการ
ก.ตร. เกี่ยวกับตำแหน่ง ในการประชุม ครั้งที่ ๓/๒๕๔๗ เมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๔๗ ก.ตร. จึงออกกฎ ก.ตร. ไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑[๑] กฎ ก.ตร. นี้
ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๒
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นพลตำรวจเป็นข้าราชการตำรวจชั้นประทวนมียศสิบตำรวจตรี
ให้แต่งตั้งจาก
(๑)
ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจหรือหลักสูตรที่เทียบเท่า หรือหลักสูตรการศึกษาหรือฝึกอบรมตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
(๒)
ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จหลักสูตรนักเรียนผู้ช่วยพยาบาลตำรวจ
(๓)
นักเรียนนายร้อยตำรวจที่ไม่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาอบรม
(๔)
นักศึกษาพยาบาลตำรวจที่ไม่สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาอบรม
ข้อ ๓
การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจชั้นประทวนหรือชั้นพลตำรวจเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรมียศร้อยตำรวจตรี
ให้แต่งตั้งจาก
(๑)
ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ
(๒)
ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จหลักสูตรนักศึกษาพยาบาลตำรวจ
(๓)
ข้าราชการตำรวจผู้ได้รับการคัดเลือก หรือสอบแข่งขันได้ ตามมาตรา ๕๐
(๔)
ข้าราชการตำรวจผู้สอบแข่งขันเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรได้ ทั้งนี้
การสอบแข่งขั้นให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการตำรวจตามกฎ
ก.ตร. มาตรา ๕๐ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
(๕)
ข้าราชการตำรวจผู้สำเร็จหลักสูตรการศึกษาหรือฝึกอบรมเพื่อแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร
ตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดโดยความเห็นชอบของ ก.ตร.
ในระยะเริ่มแรก
ให้ถือว่าหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดไว้ตามที่มีอยู่เดิม
เป็นหลักสูตรการศึกษาและหลักสูตรการฝึกอบรมที่ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบไปพลางก่อน
(๖)
จ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ ซึ่งรับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าประดับ ป. ๑ ขั้น ๗
และขณะมียศเป็นจ่าสิบตำรวจหรือดาบตำรวจ
ได้ปฏิบัติหน้าที่ผู้นำหน่วยเข้าทำการสู้รบเพื่อป้องกันอธิปไตยหรือรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศทั้งภายในและภายนอกประเทศ
และจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวก่อให้เกิดผลดีแก่การปราบปรามจนได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญ
หรือเหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น ๑
(๗)
ข้าราชการตำรวจผู้มีความรู้ความสามารถ
และได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติจนเป็นที่ประจักษ์
โดยให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาตินำเสนอ ก.ตร. ให้ความเห็นชอบก่อนและมติ ก.ตร.
ในการประชุมให้ความเห็นชอบต้องเป็นเอกฉันท์
(๘)
กรณีมีเหตุพิเศษตามที่ ก.ตร. กำหนด
ข้อ ๔
ข้าราชการตำรวจตามข้อ ๓ (๓) (๔) (๖) และ (๗)
เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วให้เข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรสำหรับเสริมสร้างและปรับปรุงบุคลิกภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและทักษะในการปฏิบัติงานตามหลักสูตรที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนด
ข้อ ๕
การแต่งตั้งตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ยกเว้นข้อ ๓ (๓) และ (๔)
ให้ผู้มีอำนาจแต่งตั้งดำเนินการคัดเลือกและแต่งตั้งโดยพิจารณาจากความประพฤติ
ความรู้ความสามารถ และความเหมาะสมกับตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง
ข้อ ๖
ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งตามที่ ก.ตร.
กำหนดไว้ตามมาตรา ๔๕ หรือได้รับอนุมัติจาก ก.ตร. ตามมาตรา ๕๙ วรรคแรก
ข้อ ๗
ข้าราชการตำรวจที่อยู่ในระหว่างถูกสอบสวนพิจารณาทางวินัย หรือต้องหา
หรือถูกฟ้องคดีอาญา เว้นแต่ความผิดลหุโทษหรือความผิดอันกระทำโดยประมาท
หรือความผิดซึ่งถูกฟ้องอันเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ให้รอการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและมียศไว้จนกว่าจะทราบผลการสอบสวนพิจารณา
เมื่อผลการสอบสวนหรือการพิจารณาถึงที่สุดแล้ว ให้ดำเนินการดังนี้
(๑)
กรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิดวินัย
หรือได้กระทำผิดวินัยแต่ถูกลงโทษไม่สูงกว่าโทษภาคทัณฑ์
หรือมิได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
หรือไม่มีกรณีที่จะต้องออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ หรือมาตรา ๙๘
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ให้ดำเนินการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและมียศได้
(๒)
ในกรณีที่ปรากฏว่ามีความผิดถูกลงโทษสูงกว่าภาคทัณฑ์
แต่ไม่ถึงขั้นเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ที่ถูกลงโทษปลดออก หรือไล่ออก
และไม่มีกรณีต้องออกจากราชการด้วยเหตุอื่น ตามมาตรา ๙๗
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ให้ดำเนินการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและมียศเมื่อผู้นั้นได้รับโทษเรียบร้อยแล้ว
(๓)
กรณีที่ปรากฏว่าผู้นั้นได้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และต้องรับโทษปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ
หรือต้องรับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
หรือมีกรณีที่ต้องออกจากราชการตามมาตรา ๙๗ หรือมาตรา ๙๘
แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๗
ให้ระงับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและมียศ
ข้อ ๘
ในระยะเริ่มแรกให้ถือว่าหลักสูตรนักเรียนพลตำรวจหรือหลักสูตรที่เทียบเท่าของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจหรือหลักสูตรที่เทียบเท่าตามกฎ
ก.ตร. นี้
ข้อ ๙
การคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันที่ได้ดำเนินการก่อนหน้ากฎ ก.ตร. นี้ใช้บังคับ
ให้ถือว่าเป็นการคัดเลือกหรือการสอบแข่งขันตามกฎ ก.ตร. นี้
ข้อ ๑๐
กรณีที่มีปัญหาว่าผู้ใดจะได้รับการคัดเลือกและแต่งตั้งตามกฎ ก.ตร. นี้
หรือไม่ ให้ ก.ตร. วินิจฉัยชี้ขาด
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๔
มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๗
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
รองนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติราชการแทน นายกรัฐมนตรี
ประธานกรรมการข้าราชการตำรวจ
ภูวนนท์/ผู้จัดทำ
๑ กันยายน ๒๕๕๓
พัสสน/ผู้ตรวจ
๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ปณตภร/ปรับปรุง
๒๘ มีนาคม ๒๕๕๕
[๑] ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๑/ตอนพิเศษ ๒๕ ก/หน้า ๗/๒๑ มิถุนายน ๒๕๔๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).