กฎกระทรวง
กฎกระทรวง
การจดทะเบียนการอนุญาตให้ใช้สิทธิ
การโอนสิทธิและการรับโอนสิทธิ
โดยทางมรดกในพันธุ์พืชใหม่
พ.ศ. ๒๕๕๐[๑]
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา
๔ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒
อันเป็นกฎหมายที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๔๑ และมาตรา ๔๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้
ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑
ในกฎกระทรวงนี้
ผู้ทรงสิทธิ หมายความว่า
ผู้ทรงสิทธิในพันธุ์พืชใหม่
หนังสือสำคัญ หมายความว่า
หนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่
สัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่ หมายความว่า
ความตกลงที่ผู้ทรงสิทธิตามมาตรา ๓๒ อนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิตามมาตรา ๓๓
ทั้งหมดหรือเพียงบางส่วนโดยมีกำหนดระยะเวลา ทั้งนี้
ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนหรือข้อตกลงในเรื่องอื่นใดด้วยหรือไม่ก็ตาม
สัญญาโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ หมายความว่า
ความตกลงที่ผู้ทรงสิทธิตามมาตรา ๓๒ โอนสิทธิตามมาตรา ๓๓
ให้บุคคลอื่นทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน ทั้งนี้ ไม่ว่าจะมีค่าตอบแทนด้วยหรือไม่ก็ตาม
ข้อ ๒
ในการขอจดทะเบียนการอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่
ให้ผู้ทรงสิทธิยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ที่อธิบดีกำหนด
พร้อมแนบหนังสือสำคัญและสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ
กรมวิชาการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อ ๓
ในการขอจดทะเบียนการโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่
ให้ผู้ทรงสิทธิยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ที่อธิบดีกำหนด
พร้อมแนบหนังสือสำคัญและสัญญาโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่
ณ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อ ๔
ในการขอจดทะเบียนการรับโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่โดยทางมรดก
ให้ทายาทของผู้ทรงสิทธิยื่นคำขอตามแบบพิมพ์ที่อธิบดีกำหนด
พร้อมแนบหนังสือสำคัญและหลักฐานเกี่ยวกับการรับมรดกตามประกาศกรมวิชาการเกษตรต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ กรมวิชาการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข้อ ๕
ในการยื่นคำขอตามข้อ ๒ ข้อ ๓ หรือข้อ ๔
ที่กระทำโดยผู้รับมอบอำนาจให้แนบสำเนาหนังสือมอบอำนาจ
สำเนาบัตรประจำตัวของผู้มอบอำนาจ และสำเนาบัตรประจำตัวของผู้รับมอบอำนาจมาพร้อมกันด้วย
ข้อ ๖
บรรดาเอกสารที่จะต้องส่งตามกฎกระทรวงนี้ หากเป็นภาษาต่างประเทศ
จะต้องมีคำแปลเป็นภาษาไทย
โดยผู้ยื่นคำขอและผู้แปลต้องลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องทุกหน้า
ข้อ ๗
ในกรณีที่การมอบอำนาจได้กระทำในต่างประเทศ หนังสือมอบอำนาจต้องมีคำรับรองของเจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งกฎหมายของประเทศนั้นกำหนดให้เป็นผู้มีอำนาจรับรอง
หรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทยซึ่งประจำอยู่ในประเทศนั้น
ในกรณีที่การมอบอำนาจได้กระทำในประเทศไทยโดยผู้มอบอำนาจมิได้มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยต้องส่งสำเนาหรือภาพถ่ายหนังสือเดินทางหรือหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ชั่วคราว
หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่าในขณะมอบอำนาจ ผู้นั้นได้เข้ามาในประเทศไทยจริง
ข้อ ๘
ในการพิจารณาคำขอตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓
ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่าคำขอรายใดมีข้อความไม่ถูกต้องหรือมีหลักฐานไม่ครบถ้วนตามข้อ
๒ หรือข้อ ๓ และข้อ ๖ หรือข้อ ๗
ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอแก้ไขหรือส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมหรือจะเรียกผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับมอบอำนาจมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมก็ได้
ถ้าผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับมอบอำนาจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้ถือว่าละทิ้งคำขอจดทะเบียนการอนุญาตให้ใช้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่
หรือการโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่
เว้นแต่ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นอธิบดีอาจขยายกำหนดเวลาดังกล่าวให้ตามที่เห็นสมควร
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอและหลักฐานต่าง
ๆ เห็นว่าถูกต้องและครบถ้วนแล้ว ให้เสนอรายงานการตรวจสอบคำขอต่ออธิบดี
ข้อ ๙
ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอจดทะเบียนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วตามข้อ
๘ มีข้อความถูกต้องและหลักฐานต่าง ๆ ครบถ้วนตามข้อ ๒ หรือข้อ ๓ และข้อ ๖ หรือข้อ ๗
ให้มีคำสั่งรับจดทะเบียน แต่ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอหรือหลักฐานต่าง ๆ
ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน ให้มีคำสั่งไม่รับจดทะเบียน
เมื่ออธิบดีมีคำสั่งรับจดทะเบียนตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกการจดทะเบียนดังกล่าวลงในทะเบียนและหนังสือสำคัญ และให้แจ้งคำสั่งของอธิบดีที่รับจดทะเบียนให้ผู้ยื่นคำขอทราบแล้วส่งหนังสือสำคัญพร้อมทั้งหลักฐานอื่น
ๆ นั้นคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งของอธิบดีที่ไม่รับจดทะเบียนให้ผู้ยื่นคำขอทราบ
แล้วส่งหนังสือสำคัญนั้นคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยไม่ชักช้า
ข้อ ๑๐
ในการพิจารณาคำขอตามข้อ ๔ ถ้าพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นว่า
คำขอรายใดมีข้อความไม่ถูกต้องหรือมีหลักฐานไม่ครบถ้วน
ให้แจ้งให้ผู้ยื่นคำขอแก้ไขหรือส่งเอกสารหรือสิ่งใดเพิ่มเติมหรือจะเรียกผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับมอบอำนาจมาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมก็ได้
ถ้าผู้ยื่นคำขอหรือผู้รับมอบอำนาจไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่งภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่
ให้คืนหนังสือสำคัญพร้อมทั้งหลักฐานแก่ผู้ยื่นคำขอโดยไม่ชักช้า
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาคำขอและหลักฐานต่าง
ๆ เห็นว่าถูกต้องและครบถ้วนแล้วให้เสนอรายงานการตรวจสอบคำขอต่ออธิบดี
ข้อ ๑๑
ในกรณีที่อธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอจดทะเบียนที่พนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วตามข้อ
๑๐ มีข้อความถูกต้องและหลักฐานต่าง ๆ ครบถ้วนตามข้อ ๔ ข้อ ๖ หรือข้อ ๗
ให้มีคำสั่งรับจดทะเบียน แต่ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าคำขอหรือหลักฐานต่าง ๆ
ไม่ถูกต้องหรือไม่ครบถ้วน
ให้มีคำสั่งเรียกให้ทายาทของผู้ทรงสิทธิหรือผู้รับมอบอำนาจแก้ไขหรือให้ยื่นหลักฐานเพิ่มเติม
เมื่ออธิบดีมีคำสั่งรับจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่บันทึกการจดทะเบียนดังกล่าวลงในทะเบียนและหนังสือสำคัญ
และให้แจ้งคำสั่งของอธิบดีที่รับจดทะเบียนให้ผู้ยื่นคำขอทราบแล้วส่งหนังสือสำคัญนั้นคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยไม่ชักช้า
ในกรณีที่อธิบดีมีคำสั่งไม่รับจดทะเบียนตามวรรคหนึ่ง
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งคำสั่งของอธิบดีที่ไม่รับจดทะเบียนให้ผู้ยื่นคำขอทราบ
แล้วส่งหนังสือสำคัญพร้อมทั้งหลักฐานนั้นคืนให้แก่ผู้ยื่นคำขอโดยไม่ชักช้า
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๓
มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐
ธีระ สูตะบุตร
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๕ แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช
พ.ศ. ๒๕๔๒
ได้บัญญัติให้การอนุญาตให้บุคคลอื่นใช้สิทธิในพันธุ์พืชใหม่การโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
และการจดทะเบียนการรับโอนสิทธิในพันธุ์พืชใหม่โดยทางมรดกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
วิชชุตา/ผู้จัดทำ
๔ สิงหาคม ๒๕๕๔
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๑๒๔/ตอนที่ ๖๕ ก/หน้า ๑/๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).