มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้
ปิโตรเลียม
หมายความว่า ปิโตรเลียมที่ผลิตในราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
น้ำมันดิบ
หมายความว่า น้ำมันดิบตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
น้ำมันดิบที่ส่งออก
หมายความว่า น้ำมันดิบที่บริษัทซึ่งได้รับสัมปทาน หรือมีส่วนได้เสียร่วมกันในสัมปทานส่งออกนอกราชอาณาจักร
หรือขายให้แก่บุคคลอื่นเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึงน้ำมันดิบที่กลั่นในราชอาณาจักรเฉพาะส่วนที่ถือว่าเป็นน้ำมันดิบที่ส่งออกตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
กิจการปิโตรเลียม
หมายความว่า กิจการปิโตรเลียมตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม และให้หมายความรวมถึงการโอนทรัพย์สินหรือสิทธิใด
ๆ ทั้งหมด หรือบางส่วนที่เกี่ยวกับกิจการดังกล่าวไม่ว่าการโอนนั้นจะเป็นปกติธุระหรือไม่ก็ตาม
รวมทั้งกิจการใด ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการหรือการโอนดังกล่าวด้วย
เงินได้
หมายความว่า เงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่ได้มาอันอาจคิดคำนวณได้เป็นเงิน
และรวมถึงภาษีอากรที่มีผู้อื่นออกแทนให้ แต่ไม่รวมถึงภาษีที่ให้บริษัทผู้ขายนำมาเป็นเครดิตตามมาตรา
๓๒
ราชอาณาจักร
หมายความว่า ราชอาณาจักรตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
สัมปทาน
หมายความว่า สัมปทานตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
ขาย
หมายความว่า ขายตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
จำหน่าย
หมายความว่า
ส่งน้ำมันดิบไปยังโรงกลั่นน้ำมันหรือสถานที่เก็บรักษาเพื่อการกลั่นน้ำมันของบริษัท
นำปิโตรเลียมที่ต้องเสียค่าภาคหลวงไปใช้ในกิจการใด ๆ ของบริษัทโดยไม่มีการขาย
หรือโอนปิโตรเลียมที่ต้องเสียค่าภาคหลวงโดยไม่มีค่าตอบแทน
ราคามาตรฐาน
หมายความว่า ราคาประกาศตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม หักด้วยส่วนลดถ้ามี
ราคาตลาด
หมายความว่า ราคาในตลาดเปิดเผย หากไม่มีราคาดังกล่าว
หมายความว่าราคาที่พึงคิดกันระหว่างบุคคลซึ่งเป็นอิสระต่อกันโดยไม่มีความสัมพันธ์ในด้านทุน
หรือการจัดการ
ค่าภาคหลวง
หมายความว่า ค่าภาคหลวงตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
บริษัท
หมายความว่า บริษัทตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม ซึ่ง
(๑)
ได้รับสัมปทานหรือมีส่วนได้เสียร่วมกันในสัมปทาน หรือ
(๒)
ซื้อน้ำมันดิบที่บริษัทตาม (๑) เป็นผู้ผลิต
เพื่อส่งน้ำมันดิบนั้นทั้งหมดออกนอกราชอาณาจักร
อธิบดี
หมายความว่า อธิบดีกรมสรรพากร
รัฐมนตรี
หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๕
กำหนดเวลาตามที่ได้ระบุไว้ในพระราชบัญญัตินี้
ถ้าผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติมีเหตุจำเป็นจนไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดเวลาได้
ให้อธิบดี โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งขยายหรือเลื่อนเวลาออกไปได้ตามความจำเป็นแก่กรณี
มาตรา ๖
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าพนักงานตรวจค้นหรือยึดบัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นใดซึ่งเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของกิจการปิโตรเลียม
หรือซึ่งอธิบดีมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายดังกล่าว
การตรวจค้นหรือยึดตามวรรคหนึ่งให้กระทำในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
หรือในเวลาทำการของผู้ถูกตรวจค้นหรือถูกยึด
เว้นแต่การตรวจค้นหรือยึดในเวลาดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จ จะกระทำต่อไปก็ได้ หรือในกรณีฉุกเฉินอย่างยิ่ง
อธิบดีจะออกคำสั่งให้ตรวจค้นหรือยึดในเวลาใด ๆ ก็ได้
มาตรา ๗
ในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษี
อธิบดีมีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้บริษัทแสดงบัญชี หลักฐาน รายงาน
หรือแจ้งข้อความใด ๆ ซึ่งเกี่ยวกับ หรือซึ่งอธิบดีมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัท
คำสั่งตามวรรคหนึ่งจะให้ปฏิบัติก่อนรอบระยะเวลาบัญชีแรกของบริษัทก็ได้
มาตรา ๘ บรรดาบัญชี หลักฐาน
และเอกสารประกอบการลงบัญชีซึ่งเกี่ยวกับกิจการปิโตรเลียมของบริษัทให้ทำเป็นภาษาไทยและต้องระบุเป็นเงินตราไทย
เว้นแต่ในกรณีที่บริษัทร้องขออธิบดีอาจอนุมัติให้บริษัททำเป็นภาษาต่างประเทศและระบุเป็นเงินตราต่างประเทศได้
มาตรา ๙ บรรดาบัญชี หลักฐาน รายงาน และเอกสารต่าง ๆ
ซึ่งเกี่ยวกับ
หรือซึ่งอธิบดีหรือเจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่าเกี่ยวกับรายได้และรายจ่ายของกิจการปิโตรเลียม
ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศ
อธิบดีหรือเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจสั่งให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้จัดการแปลเป็นภาษาไทยให้เสร็จภายในเวลาอันสมควรได้
มาตรา ๑๐ หมายเรียก หนังสือแจ้งการประเมิน
หรือหนังสืออื่นที่มีถึงบุคคลใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ให้นำไปส่งในเวลาระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก
หรือในเวลาทำการของผู้รับ หรือส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ถ้าไม่สามารถจะส่งตามวิธีดังกล่าวในวรรคหนึ่งด้วยเหตุใด
ๆ ให้ส่งโดยวิธีปิดหมายเรียก หนังสือแจ้งการประเมิน หรือหนังสืออื่น ณ ที่เห็นได้ง่ายที่ประตูบ้าน
สำนักงาน ภูมิลำเนา หรือถิ่นที่อยู่ของผู้รับ หรือส่งโดยวิธีย่อข้อความในหมายเรียก
หนังสือแจ้งการประเมิน หรือหนังสืออื่นนั้นลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์ก็ได้
เมื่อได้ส่งตามวิธีดังกล่าวในวรรคสองและเวลาได้ล่วงพ้นไปสามวันแล้ว
ให้ถือว่าบุคคลนั้นได้รับหมายเรียก หนังสือแจ้งการประเมิน หรือหนังสืออื่นนั้นแล้ว
มาตรา ๑๑
เจ้าพนักงานผู้ใดโดยหน้าที่ราชการได้รู้เรื่องกิจการของผู้เสียภาษี
หรือของผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง
ห้ามมิให้นำออกแจ้งแก่ผู้ใดหรือทำให้เป็นที่ล่วงรู้แก่ผู้อื่นโดยวิธีใด ๆ
เว้นแต่จะมีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๑๒
ให้บริษัทจำกัดและนิติบุคคลที่มีสภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำกัด ซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้
ได้รับยกเว้น
(๑)
ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และ
(๒)
ภาษีอากรตามกฎหมายอื่น เว้นแต่ตามกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม
ทั้งนี้
เฉพาะภาษีอากรที่เก็บจากกำไรสุทธิหรือที่เก็บจากเงินได้ที่ต้องนำมารวมเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ
หรือเงินได้อันต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๓
ให้บริษัทจำกัดและนิติบุคคลที่มีสภาพเช่นเดียวกับบริษัทจำกัดซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศได้รับยกเว้น
(๑)
ภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร และ
(๒)
ภาษีอากรตามกฎหมายอื่น
ทั้งนี้
เฉพาะภาษีอากรที่เก็บจากเงินปันผลหรือส่วนแบ่งกำไรที่จ่ายจากกำไรสุทธิ
หรือที่จ่ายจากเงินได้อันต้องเสียภาษีตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๑๔ ภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่งตามพระราชบัญญัตินี้
เมื่อถึงกำหนดชำระหรือนำส่งแล้ว มิได้ชำระหรือนำส่ง ให้ถือเป็นภาษีค้าง
เพื่อให้ได้รับชำระภาษีค้าง
ให้นำบทบัญญัติตามประมวลรัษฎากรที่เกี่ยวกับวิธีการเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้างมาใช้บังคับ
มาตรา ๑๕ ให้ลดหรือยกเว้นภาษีตามพระราชบัญญัตินี้แก่บุคคลตามสัญญาว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อนที่รัฐบาลไทยทำกับรัฐบาลต่างประเทศ
มาตรา ๑๖ ให้อธิบดีมีอำนาจ
(๑)
กำหนดแบบแสดงรายการและแบบพิมพ์อื่น
(๒)
แต่งตั้งเจ้าพนักงานประเมินและเจ้าพนักงานอื่น
(๓)
กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับให้ผู้เสียภาษีหรือผู้ทำการแทนทำบัญชี หลักฐาน รายงาน
หรือทำการใด ๆ ตามความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บและการเสียภาษี
การแต่งตั้งเจ้าพนักงานตาม
(๒) และการกำหนดระเบียบหรือข้อบังคับตาม (๓) ให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๑๗ อำนาจของอธิบดีตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).