มาตรา ๓๖
ข้าราชการอัยการพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ
(๑) ตาย
(๒) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
(๓) ได้รับอนุญาตให้ลาออก
(๔) โอนไปรับราชการทางอื่น
(๕) ออกจากราชการเพื่อไปรับราชการทหารตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการ
ทหาร
(๖) ถูกสั่งให้ออกจากราชการตามมาตรา ๒๖ หรือมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๙
(๗) ถูกสั่งลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
การพ้นจากตำแหน่งของข้าราชการอัยการ เว้นแต่ตำแหน่งอัยการผู้ช่วย หาก
เป็นกรณีตาม (๑) (๒) หรือ (๓)
ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบ
แต่ถ้าเป็นการพ้นจาก
ตำแหน่งตาม (๔) (๕) (๖) หรือ (๗)
ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง
พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันโอนหรือวันออกจากราชการ
แล้วแต่กรณี
มาตรา ๓๗
ผู้ได้รับบรรจุเป็นข้าราชการอัยการและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งใด
หากภายหลังปรากฏต่อ ก.อ. ว่าขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๒๕
หรือมาตรา ๓๓ ตั้งแต่ก่อนได้รับ
การบรรจุ ให้รัฐมนตรีด้วยความเห็นชอบของ
ก.อ.สั่งให้ผู้นั้นออกจากราชการ แต่ทั้งนี้ไม่กระทบ
กระเทือนถึงการใดที่ผู้นั้นได้ปฏิบัติไปตามอำนาจหน้าที่และการรับเงินเดือนหรือผลประโยชน์อื่นใด
ที่รับจากทางราชการก่อนมีคำสั่งให้ออกนั้น
และถ้าการเข้ารับราชการเป็นไปโดยสุจริตแล้วให้ถือว่า
เป็นการสั่งให้ออกเพื่อรับบำเหน็จบำนาญเหตุทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ
ข้าราชการ
มาตรา ๓๘
ข้าราชการอัยการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือ
ขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่งเพื่อให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับ
มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณา
เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีสั่งอนุญาตแล้วให้ถือ
ว่าพ้นจากตำแหน่ง
ในกรณีที่ข้าราชการอัยการขอลาออกเพื่อดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือเพื่อ
สมัครรับเลือกตั้ง
ให้การลาออกมีผลตั้งแต่วันที่ผู้นั้นขอลาออก
นอกจากกรณีตามวรรคสอง ถ้านายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมาย
จากนายกรัฐมนตรีเห็นว่า จำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการ
จะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกินสามเดือนนับแต่วันขอลาออกก็ได้
มาตรา ๓๙
เมื่อนายกรัฐมนตรีหรือผู้บังคับบัญชาที่ได้รับมอบหมายจาก
นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรให้ข้าราชการอัยการผู้ใดออกจากราชการเพื่อรับบำเหน็จบำนาญ
เหตุทดแทน เหตุทุพพลภาพ หรือเหตุรับราชการนาน ตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ
ข้าราชการ ให้ทำได้ด้วยความเห็นชอบของ ก.อ.
แต่การให้ออกจากราชการเพื่อรับ
บำเหน็จบำนาญเหตุทดแทน ให้ทำได้เฉพาะในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดต้องหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง และได้
ดำเนินการสอบสวนตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในลักษณะ ๔ หมวด ๒
แล้ว ไม่ได้ความเป็นสัตย์ว่า
กระทำผิดที่จะต้องถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออก
แต่ผู้นั้นมีมลทินหรือมัวหมอง จะให้รับ
ราชการต่อไป จะเป็นการเสียหายแก่ราชการ
(๒) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ
ในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ
หรือประพฤติตนไม่สมควรที่จะให้คงเป็นข้าราชการอัยการต่อไป
(๓) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดเจ็บป่วยไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ราชการได้โดย
สม่ำเสมอ แต่ไม่ถึงเหตุทุพพลภาพ หรือ
(๔) เมื่อข้าราชการอัยการผู้ใดขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๓ (๒) หรือ (๑๑)
หรือเป็นสมาชิกรัฐสภาซึ่งมาจากการเลือกตั้ง
หรือเป็นข้าราชการการเมือง เว้นแต่กรณีตาม