เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองอุดรธานี
เทศบัญญัติของเทศบาลเมืองอุดรธานี
เรื่อง
ควบคุมการก่อสร้างอาคาร
พุทธศักราช
๒๔๙๑
โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร
พุทธศักราช ๒๔๗๙ เทศบาลเมืองอุดรธานี ตราเทศบัญญัติไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาเมืองอุดรธานี
และโดยอนุมัติของข้าหลวงประจำจังหวัดอุดรธานี ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ เทศบัญญัตินี้ให้เรียกว่า เทศบัญญัติ
เรื่อง ควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๙๑
ข้อ ๒
เทศบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับในเขตควบคุมการก่อสร้างอาคารตามพระราชกฤษฎีกาให้ใช้พระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร
พุทธศักราช ๒๔๗๙ ภายในเขตเทศบาลเมืองอุดรธานี ลงวันที่ ๒๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๙๑
ข้อ ๓[๑]
ให้ใช้เทศบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
วิเคราะห์ศัพท์
ข้อ ๔ ในเทศบัญญัตินี้
(๑) อาคารที่พักอาศัย
หมายความว่า ตึก บ้าน เรือน โรง แพ ซึ่งโดยปกติบุคคลอาศัยอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน
(๒) อาคารพาณิชย์
หมายความว่า ห้างร้าน คลังสินค้า หรือโรงงานที่ไม่ใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่
(๓) ห้องแถว
หมายความว่า อาคารที่พักอาศัย หรืออาคารพาณิชย์ ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้อง
และประกอบด้วยวัตถุอันมิใช่วัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่
(๔) ตึกแถว
หมายความว่า อาคารที่พักอาศัย หรืออาคารพาณิชย์
ซึ่งปลูกสร้างติดต่อกันเป็นแถวเกินกว่าสองห้องและประกอบด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่
(๕) โรงงานอุตสาหกรรม
หมายความว่า โรงงานสำหรับประกอบการอุตสาหกรรมโดยใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นปัจจัย
(๖) อาคารสาธารณะ
หมายความว่า โรงมหรสพ หอประชุม โรงเรียน
หรือสถานที่ซึ่งกำหนดให้เป็นที่ชุมนุมชนได้ทั่วไป เช่น โรงแรม ภัตตาคาร
หรือโรงพยาบาล เป็นต้น
(๗) อาคารเลี้ยงสัตว์
หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างเพื่อให้สัตว์พาหนะ เช่น ช้าง ม้า โค กระบือ พักอาศัย
(๘) อาคารชั่วคราว
หมายความว่า สิ่งปลูกสร้างซึ่งเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นพิจารณา
เห็นว่าเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการชั่วคราว และมีกำหนดเวลาที่จะรื้อถอน
(๙) อาคารพิเศษ
หมายความถึง อาคารดังต่อไปนี้
ก. โรงมหรสพ อัฒจันทร์ หรือหอประชุม
ข. อู่เรือ คานเรือ หรือท่าเรือ
สำหรับเรือขนาดใหญ่เกินกว่า ๑๐๐ ตัน และโป๊ะ (ท่าเรือ)
ค. อาคารสูงกว่า ๑๕ เมตร
หรือสะพานในที่ซึ่งติดต่อกับทางสาธารณะ
หรืออาคารที่มีคานหรือโครงหลังคาช่วงหนึ่งยาวเกิน ๑๐ เมตร
(๑๐) ผู้ออกแบบ หมายความว่า
ผู้รับผิดชอบในการคำนวณเขียนแบบและกำหนดรายการเพื่อใช้ในการก่อสร้าง
(๑๑) นายงาน
หมายความว่า ผู้มีหน้าที่ควบคุมการปลูกสร้างให้ผู้ได้รับอนุญาต
(๑๒) นายช่าง
หมายความว่า นายช่างตามความในพระราชบัญญัติควบคุมการก่อสร้างอาคาร พุทธศักราช ๒๔๗๙
(๑๓) แผนผัง หมายความว่า
แผนที่แสดงลักษณะที่ดินบริเวณปลูกสร้างอาคาร
(๑๔) แบบก่อสร้าง
หมายความว่า แบบเพื่อใช้ประโยชน์ในการปลูกสร้างตัวอาคาร
(๑๕) รายการ
หมายความว่า ข้อความชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวแก่การปลูกสร้างตามแนวของแบบก่อสร้างนั้น
(๑๖) รายคำนวณ
หมายความว่า รายละเอียดแสดงวิธีการคิดกำลังต้านทานของส่วนอาคารตามที่ปรากฏในแบบก่อสร้าง
(๑๗) แบบสังเขป
หมายความว่า แบบชนิดซึ่งเขียนไว้พอเป็นประมาณ
(๑๘) แผนอาคาร
หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนราบของอาคาร
(๑๙) รูปด้าน
หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายนอกของอาคาร
(๒๐) รูปตัด
หมายความว่า แบบแสดงลักษณะส่วนตั้งภายในของอาคาร
(๒๑) พื้นอาคาร
หมายความว่า เนื้อที่ส่วนราบของอาคารซึ่งอยู่ภายในของเขตของคานหรือรอดที่รับพื้นนั้น
หรือภายในขอบเขตของเสาอาคาร
(๒๒) ฝา
หมายความว่า ส่วนก่อสร้างในด้านตั้ง ซึ่งกั้นแบ่งพื้นอาคารให้เป็นห้องๆ
(๒๓) ผนัง
หมายความว่า
ส่วนก่อสร้างในด้านตั้งซึ่งกั้นด้านนอกของอาคารให้เป็นหลังหรือหน่วยจากกัน
(๒๔) ผนังกันไฟ
หมายความว่า ผนังซึ่งทำด้วยวัตถุทนไฟ และไม่มีช่องที่จะให้ไฟผ่านได้
(๒๕) รากฐาน
หมายความว่า ส่วนรับน้ำหนักของอาคารนับจากใต้พื้นชั้นล่างลงไปจนถึงที่ฝังอยู่ในดิน
(๒๖) เสาเข็ม
หมายความว่า เสาที่ตอกฝังลงในดินเพื่อช่วยรับน้ำหนักบรรทุกของอาคาร
(๒๗) ช่วงบันได
หมายความว่า ระยะตั้งบันไดซึ่งมีขั้นต่อกันโดยตลอด
(๒๘) ลูกตั้ง
หมายความว่า ระยะตั้งของขั้นบันได
(๒๙) ลูกนอน
หมายความว่า ระยะราบของขั้นบันได
(๓๐) บ่อตรวจระบาย
หมายความว่า ส่วนที่เปิดได้ของท่อระบายซึ่งกำหนดไว้ใช้ในการชำระล้างท่อ
(๓๑) บ่อพักขยะ
หมายความว่า ส่วนของทางระบายน้ำที่กำหนดกั้นขยะให้หยุดระบายไปด้วยกับน้ำ
(๓๒) อุปกรณ์อนามัย
หมายความว่า เครื่องประกอบอันใช้ประโยชน์ในการสุขาภิบาลของอาคาร
(๓๓) บ่ออาจม
หมายความว่า บ่อพักอุจจาระหรือสิ่งโสโครกอันไม่มีวิธีการระบายออกไปตามสภาพปกติ
(๓๔) ลิฟต์
หมายความว่า เครื่องสำหรับใช้บรรทุกบุคคลหรือของขึ้นลงระหว่างพื้นต่างๆ ของอาคาร
(๓๕) ท่อเอกประปา
หมายความว่า ท่อน้ำประปาในทางสาธารณะซึ่งเป็นสมบัติของการประปา
(๓๖) วัตถุทนไฟ
หมายความว่า วัตถุก่อสร้างซึ่งไม่เป็นเชื้อเพลิง
(๓๗) วัตถุถาวร
หมายความว่า วัตถุทนไฟซึ่งตามปกติไม่แปลงสภาพได้ง่ายโดย น้ำ ไฟ หรือดินฟ้าอากาศ
(๓๘) อิฐธรรมดา
หมายความว่า ดินชนิดที่ปั้นขึ้นเป็นแท่งโดยไม่ใช้เครื่องอัดและเผาไฟสุกแล้ว
(๓๙) อิฐอัด
หมายความว่า อิฐชนิดซึ่งได้ประดิษฐ์ขึ้นโดยใช้เครื่องอัดให้เนื้อแน่นก่อนเผา
(๔๐) คอนกรีต
หมายความว่า วัตถุซึ่งประกอบขึ้นด้วยส่วนผสมของซีเมนต์ ทราย หิน และน้ำ
(๔๑) คอนกรีตเสริมเหล็ก
หมายความว่า คอนกรีตซึ่งมีเหล็กฝังภายในให้ทำหน้าที่รับแรงได้มากขึ้นกว่าปกติ
(๔๒) เหล็กหล่อ
หมายความว่า เหล็กซึ่งถลุงมาจากแร่เหล็กอันจะใช้เชื่อมหรือชุบไม่ได้ผล
(๔๓) เหล็กล้วน
หมายความว่า เหล็กที่มีธาตุอื่นเจือปนน้อยที่สุดและจะใช้ชุบไม่ได้ผล
(๔๔) เหล็กถ่าน
หมายความว่า เหล็กซึ่งมีธาตุถ่านผสมทำให้เหนียวกว่าปกติอันจะใช้ชุบได้ผล
(๔๕) เหล็กเสริม
หมายความว่า เหล็กถ่านที่ใช้สำหรับฝังในเนื้อคอนกรีตเพื่อเพิ่มกำลังขึ้น
(๔๖) ไม้อ่อน
หมายความว่า ไม้เนื้ออ่อนซึ่งไม่คงทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ เช่น
ไม้ยางหรือไม้ตะแบก
(๔๗) ไม้แก่น
หมายความว่า ไม้เนื้อแข็งซึ่งทนต่อดินฟ้าอากาศและตัวสัตว์ได้ดีตามสภาพอันสมควร
เช่น ไม้เต็งรัง ตะเคียน เคี่ยม
(๔๘) ปูนขาว
หมายความว่า วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากหินธาตุปูนหรือเปลือกหอย
(๔๙) ซีเมนต์
หมายความว่า
วัตถุประสานซึ่งประดิษฐ์ขึ้นจากแร่ธาตุปูนและธาตุดินผสมกันเป็นส่วนใหญ่
(๕๐) ทราย
หมายความว่า ก้อนหินเมล็ดเล็กละเอียดเกิดตามธรรมชาติซึ่งมีขนาดโตไม่เกิน ๓
มิลลิเมตร
(๕๑) กรวด
หมายความว่า ก้อนหินเกิดตามธรรมชาติขนาดโตเกินกว่า ๓ มิลลิเมตร
(๕๒) ดินดาน
หมายความว่า หินชนิดที่มีเนื้อเปื่อยไม่แน่นเป็นก้อนแกร่ง
(๕๓) หินปูน
หมายความว่า หินธาตุปูนซึ่งมีเนื้อแน่นแกร่งเป็นก้อนปึก
(๕๔) หินทราย
หมายความว่า หินประกอบด้วยเมล็ดทรายและประสานด้วยวัตถุอื่นเป็นก้อนปึก
(๕๕) หินอัคนี
หมายความว่า หินที่มีเนื้อแข็งแกร่งเป็นก้อนปึก โดยไม่ต้องอาศัยวัตถุอื่นประสาน
(๕๖) แรงประลัย
หมายความว่า แรงขนาดที่จะทำให้วัตถุแตกแยกออกจากกันเป็นส่วน
(๕๗) แรงดึง
หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุแยกออกห่างจากกัน
(๕๘) แรงดัน
หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุทลายเข้าหากัน
(๕๙) แรงเฉือน
หมายความว่า แรงที่จะทำให้วัตถุขาดออกจากกันดุจกรรไกรตัด
(๖๐) ส่วนปลอดภัย
หมายความว่า อัตราส่วนที่ใช้ทอนแรงประลัยลงให้ถึงขนาดที่จะใช้ได้ปลอดภัย
(๖๑) น้ำหนักบรรทุก
หมายความว่า น้ำหนักที่กำหนดว่าจะมาเพิ่มขึ้นบนอาคาร
นอกจากน้ำหนักของตัวอาคารนั้นเอง
(๖๒) ส่วนลาด
หมายความว่า ส่วนระยะตั้งเทียบกับส่วนระยะยาวของฐาน
(๖๓) ทางระบายน้ำสาธารณะ หมายความว่า
ช่องน้ำไหลตามทางสาธารณะ ซึ่งกำหนดไว้ให้ระบายน้ำออกจากอาคารได้
(๖๔) ทางสาธารณะ
หมายความว่า ที่ดินที่ประชาชนมีสิทธิใช้เป็นทางคมนาคมได้
(๖๕) ระดับถนน
หมายความว่า ความสูงของยอดถนนจากที่ดินที่ใกล้ชิดเทียบกับระดับน้ำทะเล
(๖๖) แนวถนน
หมายความว่า แนวเขตที่กำหนดไว้ให้เป็นทางสาธารณะทางบก
การอนุญาตปลูกสร้าง
ข้อ ๕ การขออนุญาตปลูกสร้างอาคาร ตามความในมาตรา
๗ แห่งพระราชบัญญัติให้ยื่นคำขอต่อคณะเทศมนตรีตามแบบ อ. ๑
ท้ายเทศบัญญัตินี้ พร้อมด้วยแผนผังแบบก่อสร้างและรายการอย่างละ ๓ ชุด
ผู้ขออนุญาตปลูกสร้างอาคารจะต้องเป็นเจ้าของอาคารที่จะปลูกสร้างขึ้นหรือเป็นตัวแทนของผู้นั้น
ซึ่งได้รับมอบอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย
ข้อ ๖ การขอใบอนุญาตชั่วคราวตามความในมาตรา ๙
วรรค ๒ แห่งพระราชบัญญัตินั้น นอกจากจะแสดงความประสงค์ในคำขออนุญาตแล้ว
ให้ผู้ขออนุญาตกำหนดขั้นของงานและระยะเวลาสำเร็จในแผนผังแบบก่อสร้าง
และรายการไว้ให้ชัดเจน
ข้อ ๗ ใบอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตามความในมาตรา
๙ แห่งพระราชบัญญัติ ให้ทำตามแบบ อ. ๒
ท้ายเทศบัญญัตินี้
ข้อ ๘
คำสั่งของคณะเทศมนตรีให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงแผนผัง
แบบก่อสร้างหรือรายการตามความในมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัตินี้ให้ทำตามแบบ อ. ๓
ท้ายเทศบัญญัตินี้ และให้จัดส่งให้ผู้ขออนุญาตโดยให้ลงชื่อรับเป็นหลักฐานไว้
แต่ถ้าส่งให้ไม่ได้ก็ให้ประกาศไว้ให้ทราบที่ป้ายโฆษณาของสำนักงานเทศบาล
ข้อ ๙ สำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติ ให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างแจ้งให้คณะเทศมนตรีทราบเป็นหนังสือก่อนกำหนดก่อสร้างอย่างน้อยเป็นเวลา
๓๐ วัน พร้อมด้วยแผนผังและแบบก่อสร้าง ๑ ชุด
ข้อ ๑๐
ถ้าคณะเทศมนตรีมีข้อแก้ไขสำหรับอาคารตามความในมาตรา ๑๔
แห่งพระราชบัญญัติก็ไห้มีหนังสือแจ้งเหตุผลให้เจ้าหน้าที่บังคับบัญชาการก่อสร้างทราบภายในกำหนด
๑๕ วัน นับจากเวลาที่ได้รับแจ้งความนั้น
แผนผัง
แบบก่อสร้าง และรายการ
แผนผัง
ข้อ ๑๑ แผนผังให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑ ใน
๑,๐๐๐
แสดงขอบเขตที่ดินและบริเวณติดต่อและแสดงขอบนอกของอาคารที่มีอยู่แล้วกับอาคารที่ขออนุญาตปลูกสร้างใหม่ด้วยลักษณะและเครื่องหมายต่างกันให้ชัดเจน
พร้อมด้วยเครื่องหมายทิศ
ข้อ ๑๒
ในแผนผังให้แสดงทางสาธารณะที่ติดต่อกับที่ดินปลูกสร้างโดยบริบูรณ์
กับทางระบายน้ำออกจากอาคารที่ปลูกสร้างนั้น จนถึงทางระบายน้ำสาธารณะ
และตามแนวทางระบายน้ำนั้น ให้แสดงเครื่องหมายชี้ทางน้ำไหลพร้อมด้วยส่วนลาด
ข้อ ๑๓
ในแผนผังให้แสดงระดับของพื้นชั้นล่างของอาคาร
และให้แสดงการสัมพันธ์กับระดับถนนสาธารณะหรือระดับพื้นดินตรงที่ปลูกสร้าง
แบบก่อสร้าง
ข้อ ๑๔ แบบก่อสร้างให้ใช้มาตราส่วนไม่เล็กกว่า ๑
ใน ๑๐๐ แสดงแผนอาคารของรากฐานและพื้นชั้นต่างๆ
ของอาคารรูปด้านและรูปตัดเนื่องกันไม่ต่ำกว่า ๒ ด้าน รูปรายละเอียดส่วนสำคัญ ขนาด
และเครื่องหมายวัตถุประกอบแผนอาคารชัดเจนพอที่จะคิดรายการและสอบรายคำนวณได้
ข้อ ๑๕ แบบก่อสร้างอาคารสาธารณะ
และอาคารที่บุคคลอาจเข้าอยู่หรือใช้สอยได้ตั้งแต่สามชั้นขึ้นไปให้แสดงรายคำนวณกำลังของส่วนสำคัญต่างๆ
ของอาคารไว้โดยบริบูรณ์
ข้อ ๑๖ อาคารพิเศษนั้น
นอกจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายต่างๆ
ที่มีกำหนดควบคุมอยู่โดยเฉพาะแล้วให้เสนอรายคำนวณอย่างละเอียดด้วย
ข้อ ๑๗
แบบก่อสร้างสำหรับการปลูกสร้างอาคารโดยต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงอาคารที่มีอยู่แล้วตามความในมาตรา
๗ (๒)
ให้แสดงแบบของส่วนเก่าและส่วนที่จะต่อเติมหรือเปลี่ยนแปลงให้เห็นชัดเจนต่างกัน
ข้อ ๑๘ อาคารชั่วคราว
เพื่อประโยชน์ในการปลูกสร้างอาคารถาวรหรือเพื่อประโยชน์อย่างอื่นก็ดี
จะเสนอแบบก่อสร้างเป็นแบบสังเขปก็ได้
รายการ
ข้อ ๑๙
รายการให้แสดงลักษณะของวัตถุก่อสร้างอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของตัวอาคารโดยละเอียดชัดเจนพร้อมด้วยวิธีก่อสร้าง
ทั่วไป
ข้อ ๒๐ มาตราส่วน ขนาด ระยะ น้ำหนัก
และหน่วยการคำนวณต่างๆ ของแผนผังและแบบก่อสร้างรายการหรือรายคำนวณนั้น
ให้ใช้วิธีเมตริก
ข้อ ๒๑ ในแผนผังแบบก่อสร้าง และรายการนั้น
ให้แจ้งชื่อและสำนักงานหรือที่อยู่ของผู้ออกแบบและผู้ทำรายการไว้ด้วย
ให้แจ้งนามและสำนักงานของผู้กำหนดแผนผังออกแบบก่อสร้างทำรายการและคิดรายคำนวณไว้เสมอไป
พร้อมด้วยเครื่องหมายวิทยฐานะ (ถ้ามี) ว่าเป็นผู้สามารถสมควรทำการเหล่านั้นได้
ลักษณะอาคารต่างๆ
ข้อ ๒๒
อาคารที่พักอาศัยซึ่งมิได้ทำด้วยวัตถุถาวรหรือทนไฟเป็นส่วนใหญ่นั้น
จะปลูกสร้างเกินกว่าสองชั้นและมีครัวไฟอยู่ในอาคารนั้นไม่ได้
ข้อ ๒๓
อาคารที่พักอาศัยเกินกว่าสองชั้นต้องทำด้วยวัตถุถาวรและทนไฟเป็นส่วนใหญ่
และต้องมีทางลงหนีไฟไว้ด้วย
เว้นแต่มีบันไดขึ้นลงมากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้ว
ข้อ ๒๔ ห้องแถว ตึกแถว ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า ๓๕๐
เซนติเมตร ระหว่างผนัง และต้องมีทางคนเข้าออกได้ทั้งข้างหน้ากับข้างหลัง
ถ้าปลูกสร้างติดต่อกันให้มีผนังกันไฟทุกระยะห้าห้องเป็นอย่างน้อย
ข้อ ๒๕ อาคารบ้านเรือนโรง
จะปลูกสร้างบนที่ดินซึ่งถมด้วยขยะมูลฝอยมิได้
เว้นแต่ขยะมูลฝอยนั้นจะได้กลายสภาพเป็นดินแล้ว
หรือได้ทับด้วยดินกระทุ้งแน่นไม่ต่ำกว่า ๓๐ เซนติเมตร
และมีลักษณะไม่เป็นอันตรายแก่อนามัยและมั่นคงพอควรแก่การปลูกสร้างแล้ว
ข้อ ๒๖ รั้วหรือกำแพงกั้นเขต ให้ทำได้สูงไม่เกิน
๓๐๐ เซนติเมตร เหนือระดับถนน
ประตูรั้วหรือกำแพงทางรถเข้าเมื่อมีคานบนให้วางคานสูงตั้งแต่ ๓๐๐
เซนติเมตรขึ้นไปจากระดับถนน
ข้อ ๒๗
ป้ายโฆษณาที่เป็นอาคารต้องติดตั้งโดยไม่บังช่องลม หน้าต่าง หรือประตู
และต้องติดตั้งด้วยวัตถุติดต่ออันถาวร เพื่อป้องกันการหลุดออก
ข้อ ๒๘
สะพานสำหรับรถข้ามได้ต้องมีช่องกว้างเป็นทางจราจรไม่น้อยกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร
และลาดขึ้นลงไม่ชันกว่า ๑ ใน ๑๐ ถ้ามีหลังคาคลุมต้องวางคานบนสูงไม่ต่ำกว่า ๓๐๐
เซนติเมตร จากระดับพื้นสะพาน
ข้อ ๒๙ การปลูกสร้าง
โดยต่อเติมหรือดัดแปลงอาคารซึ่งจำต้องได้รับอนุญาตนั้น มีกำหนดดังต่อไปนี้
ก. ขยายพื้นชั้นหนึ่งชั้นใดตั้งแต่ห้าตารางเมตรขึ้นไป
ข.
เปลี่ยนหลังคาหรือขยายหลังคาให้ปกคลุมเนื้อที่มากขึ้นกว่าเดิม
ค. เพิ่ม ลดจำนวน หรือ เปลี่ยนเสา คาน บันได และผนัง
ส่วนต่างๆ
ของอาคาร
ข้อ ๓๐
ห้องนอนหรือห้องใช้เป็นที่พักอาศัยในอาคารให้มีส่วนกว้างหรือยาวไม่ต่ำกว่า
๒๕๐ เซนติเมตร กับรวมเนื้อที่พื้นทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๙ ตารางเมตร
และให้มีช่องประตูและหน้าต่างเป็นเนื้อที่รวมกันไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๑๐ ของพื้นที่ของห้องนั้น
โดยไม่รวมนับส่วนประตูหรือหน้าต่างอันติดต่อกับห้องอื่น
ข้อ ๓๑ ห้องของอาคารซึ่งบุคคลเข้าไปได้
จะต้องมีช่องระบายลมให้เพียงพอในเมื่อได้ปิดประตูทั้งหมด วิธีระบายลมนั้น
ให้ทำตามแบบซึ่งเหมาะสมกับสภาพของอาคารนั้น
ข้อ ๓๒ ช่องทางเดินภายในอาคาร ให้ทำกว้างไม่น้อยกว่า
๑๐๐ เซนติเมตร กับมิให้มีเสากีดกั้นให้ส่วนหนึ่งส่วนใดแคบกว่ากำหนดนั้น
ทั้งให้มีแสงสว่างธรรมชาติแลเห็นได้เวลากลางวันด้วย
ข้อ ๓๓
หน้าต่างและประตูของห้องนอนหรือห้องพักอาศัย
ให้ทำสูงจากพื้นถึงยอดไม่น้อยกว่า ๒๐๐ เซนติเมตร และให้บุคคลสามารถเปิดออกจากห้องนั้นได้โดยสะดวก
ข้อ ๓๔
ระยะดิ่งระหว่างพื้นถึงเพดานตรงยอดฝาหรือยอดผนัง
สำหรับห้องในอาคารที่พักอาศัยต้องไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร
สำหรับห้องทั้งหลายอันเป็นประธานในอาคารสาธารณะ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารพาณิชย์
ห้องแถว ตึกแถว โรงรถ หรือคอกสัตว์ที่มีห้องคนพักอาศัยอยู่ชั้นบน
ระยะนั้นต้องไม่ต่ำกว่า ๓๕๐ เซนติเมตร
ข้อ ๓๕
พื้นชั้นล่างของอาคารที่พักอาศัยนั้นต้องมีระดับอยู่เหนือพื้นดินปลูกสร้างอาคารไม่ต่ำกว่า
๙๐ เซนติเมตร แต่ถ้าเป็นพื้นซีเมนต์ อิฐ หิน
หรือวัตถุแข็งอย่างอื่นที่สร้างตันติดพื้นดิน ต้องมีระดับสูงกว่าพื้นดินปลูกสร้างอาคารอย่างน้อย
๑๐ เซนติเมตร และถ้าเป็นอาคารตั้งอยู่ริมแนวถนนในที่ราบ
จะเป็นอาคารที่พักอาศัยหรือไม่ก็ตาม ต้องสูงกว่าระดับถนนนั้นไม่ต่ำกว่า ๓๐
เซนติเมตร
ข้อ ๓๖ ถ้าครัวไฟอยู่ติดกับห้องนอนหรือห้องส้วม
ห้ามมิให้มีประตู หน้าต่าง หรือช่องลมในด้านที่ติดต่อกันนั้น
ข้อ ๓๗ เตาไฟสำหรับการอุตสาหกรรม หรือการพาณิชย์
ชนิดเป็นเตาก่อหรือเตาเหล็กให้ตั้งได้เฉพาะในอาคาร
ซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ เตาไฟและปล่องระบายควันไฟจะต้องทำมิให้ฝา
หรือผนัง หรือหลังคารับความร้อนจัดได้
ข้อ ๓๘ บันไดสำหรับอาคารที่พักอาศัยต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า
๙๐ เซนติเมตร ช่วงหนึ่งไม่สูงเกิน ๓๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๒๐
เซนติเมตร ลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๒ เซนติเมตร ถ้าตอนใดที่ต้องทำเลี้ยวมีบันไดเวียน
ส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องไม่แคบกว่า ๑๐ เซนติเมตร
ข้อ ๓๙ บันไดอันเป็นประธานสำหรับอาคารสาธารณะ
โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารพาณิชย์ต้องทำขนาดกว้างไม่น้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร
ช่วงหนึ่งไม่สูงเกิน ๔๐๐ เซนติเมตร และลูกตั้งไม่สูงกว่า ๑๙ เซนติเมตร
และลูกนอนไม่แคบกว่า ๒๔ เซนติเมตร
และถ้าไม่มีบันไดขึ้นลงให้มากพอที่จะใช้เป็นทางลงหนีไฟได้ดีพอสมควรแล้ว
จะต้องมีทางลงหนีไฟอีก
ถ้าตอนใดที่ต้องทำเลี้ยวมีบันไดเวียนส่วนแคบที่สุดของลูกนอนต้องไม่แคบกว่า ๑๐
เซนติเมตร
ข้อ ๔๐ บันไดซึ่งมีช่วงระยะสูงกว่าที่กำหนดไว้
(ในข้อ ๓๘ หรือ ๓๙) ให้ทำที่พักมีขนาดกว้างยาวไม่น้อยกว่าส่วนกว้างของบันไดนั้น
ข้อ ๔๑ วัตถุมุงหลังคาให้ทำด้วยวัตถุทนไฟ
เว้นแต่อาคารซึ่งตั้งอยู่ห่างจากอาคารอื่นซึ่งมุงด้วยวัตถุทนไฟ
หรือจากเขตที่ดินหรือทางสาธารณะเกิน ๒๐ เมตร จึงจะใช้มุงด้วยวัตถุอื่นได้
ข้อ ๔๒ ลิฟต์สำหรับบุคคลใช้สอย
ให้ทำได้แต่ในอาคารซึ่งประกอบด้วยวัตถุทนไฟเป็นส่วนใหญ่ และโดยเฉพาะส่วนต่อเนื่องกับลิฟต์นั้นต้องเป็นวัตถุทนไฟทั้งสิ้น
และลิฟต์นั้นจะต้องมีส่วนปลอดภัยไม่น้อยกว่าสี่เท่าของน้ำหนักที่กำหนดใช้
ข้อ ๔๓ อาคารซึ่งอยู่ต่อเนื่องกับทางสาธารณะนั้น
ถ้าคณะเทศมนตรีเห็นสมควร
จะอนุญาตให้ส่วนรากฐานซึ่งอยู่ใต้ดินของอาคารนั้นเหลื่อมล้ำเข้าไปในทางสาธารณะก็ได้
แต่ต้องไม่เกิน ๑๐๐ เซนติเมตร
และต้องไม่กีดขวางสิ่งปลูกสร้างซึ่งได้มีอยู่ในทางสาธารณะนั้นแล้ว
และระดับของส่วนรากฐานที่ยื่นออกมาในทางสาธารณะจะต้องไม่สูงกว่าระดับที่คณะเทศมนตรีกำหนดให้
(ความลึกของรากฐานนั้นจะให้อยู่ในระดับใด ให้คณะเทศมนตรีกำหนด)
ข้อ ๔๔
รากฐานของอาคารจะต้องทำเป็นลักษณะถาวรมั่นคงพอที่จะรับน้ำหนักของตัวอาคาร
และน้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัย ในกรณีสงสัยให้คณะเทศมนตรีเรียกรายคำนวณ
หรือผลของการทดลองหรือทั้งสองอย่าง เพื่อประกอบการพิจารณาได้
กำลังวัตถุและน้ำหนักบรรทุก
ข้อ ๔๕ ในการคำนวณกำลังต้านทานแรงดันส่วนอาคารประกอบด้วยอิฐประสานด้วยปูนผสมส่วนต่างๆ
ให้กำหนดใช้ไม่เกินอัตราต่อไปนี้
ชนิดอิฐ
ส่วนปูนขาว
ตามปริมาตร
ส่วนซีเมนต์
ตราช้าง
ตามปริมาตร
ส่วนทราย
ตามปริมาตร
กำลังอัดต่อ
๑ ตารางเซนติเมตร
ธรรมดา
๑
๓
๒
กิโลกรัม
๑
๑
๖
๓
๑
๔
๔
๑
๓
๕
อัด
๑
๓
๔
๑
๑
๖
๖
๑
๔
๘
๑
๓
๑๐
ข้อ ๔๖ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน
๔ ของแรงประลัยแห่งเหล็ก กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ
ของส่วนอาคารประกอบด้วยเหล็กชนิดต่างๆ ที่มีส่วนปลอดภัย โดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔
ของแรงประลัยแห่งเหล็กนั้น
ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น
ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินอัตราต่อไปนี้
ชนิดเหล็ก
แรงดึงต่อ
๑
ตารางเซนติเมตร
แรงอัดต่อ
๑
ตารางเซนติเมตร
แรงเฉือนต่อ
๑
ตารางเซนติเมตร
เหล็กหล่อ
๒๐๐ กิโลกรัม
๑,๒๐๐
กิโลกรัม
๒๐๐
กิโลกรัม
เหล็กล้วน
๗๐๐
๗๐๐
๖๐๐
เหล็กถ่านอ่อน
๑,๐๐๐
๑,๐๐๐
๘๐๐
เหล็กเสริม
๑,๒๐๐
๑,๒๐๐
๘๕๐
ข้อ ๔๗ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน
๖ ของแรงประลัยแห่งไม้ แต่ไม่ให้ความแอ่นของไม้เกิน ๑/๒๐๐ ของช่วงคาน
กำลังต้านทานแรงประเภทต่างๆ ของไม้ชนิดต่างๆ
ที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๖ ของแรงประลัยแห่งไม้นั้น
ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น
ให้คำนวณโดยอัตราแรงไม่เกินอัตราต่อไปนี้
ชนิดไม้
แรงดึงตามเสี้ยน
ต่อ ๑
ตาราง
เซนติเมตร
แรงอัดตามเสี้ยน
ต่อ ๑
ตาราง
เซนติเมตร
แรงเฉือนตามเสี้ยนต่อ
๑ ตารางเซนติเมตร
ไม้อ่อน
๘๐
กิโลกรัม
๘๐
กิโลกรัม
๖
กิโลกรัม
ไม้สัก
๙๐
๙๐
๑๐
ไม้แก่น
๑๐๐
๑๐๐
๑๒
ข้อ ๔๘ ให้ใช้ส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน
๔ของแรงประลัยแห่งคอนกรีต เมื่ออายุครบ ๒๘
วันแล้ว
กำลังต้านทานแรงดันของคอนกรีตธรรมดา
ที่มีส่วนปลอดภัยโดยใช้กำลังไม่เกิน ๑ ใน ๔ของแรงประลัยแห่งคอนกรีต เมื่ออายุครบ ๒๘
วันแล้วนั้น ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น
ให้คำนวณโดยอัตราแรงต่อไปนี้
ส่วนซีเมนต์ตามปริมาตร
ส่วนทรายตามปริมาตร
ส่วนหินตามปริมาตร
แรงดัน
๑ ตารางเซนติเมตร
คาน
เสา
๑
๑
๓
๕๐ กิโลกรัม
๓๕
๑
๒
๔
๔๕
๓๐
๑
๒
๕
๔๐
๒๘
๑
๓
๖
๓๕
๒๓
๑
๓
๗
๓๐
๒๐
๑
๔
๘
๑๕
๑๐
ถ้าความยาวของเสามากกว่า ๑๒ เท่า
ของด้านที่แคบหรือของเส้นผ่าศูนย์กลาง (Diameter)
ให้ใช้ค่าในตารางข้างบน +
หมายเหตุ ส.
= ยาวของเสา
บ. =
ด้านที่แคบของเสา
กฎนี้ให้ใช้ได้ทั้งเสาคอนกรีตและเสาไม้
ข้อ ๔๙ ในการคำนวณกำลังแรงของส่วนอาคารประกอบด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก
ให้ผู้คำนวณแสดงรายคำนวณจนเป็นที่พอใจคณะเทศมนตรีว่าอยู่ในลักษณะปลอดภัย
ถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือเป็นอย่างอื่น
ให้ถือหลักการคำนวณดังต่อไปนี้
ก. พิกัดยึดของคอนกรีต = ๑,๐๐๐
เท่า ของแรงประลัยแห่งคอนกรีต เมื่อครบอายุ ๒๘ วันแล้ว
ข. พิกัดยึดของเหล็กเสริม = ๒๒ + ๑๐๖
เมตริกตันต่อ ๑ ตารางเมตร
ค. ส่วนผสมของคอนกรีต ซีเมนต์ ๑ ทราย ๒ และหิน ๔
ตามปริมาตร
ง. แรงดันของคอนกรีตไม่เกิน ๔๕ กิโลกรัมต่อ ๑
ตารางเซนติเมตร
จ. แรงดึงของเหล็กเสริมไม่เกิน ๑,๒๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑
ตารางเซนติเมตร
ฉ. แรงเฉือนของเหล็กเสริมไม่เกิน ๘๕๐ กิโลกรัมต่อ ๑
ตารางเซนติเมตร
ช. สำหรับคานคอนกรีตเสริมเหล็ก
ให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๒เซนติเมตร
และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด
ซ. ให้มีช่องว่างระหว่างเหล็กที่ขนานกันไม่น้อยกว่า ๒
๑/๒ เซนติเมตร และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริม
ญ. สำหรับพื้นคอนกรีต
เสริมเหล็กให้มีคอนกรีตหุ้มเหล็กหนาไม่น้อยกว่า ๑ เซนติเมตร
และไม่ต่ำกว่าขนาดของเหล็กเสริมเส้นใหญ่ที่สุด
ด. สำหรับคานคอนกรีตเสริมเหล็กต้องมีส่วนยาวไม่เกิน
๒๐ เท่าของส่วนหนา และไม่ใช้เหล็กเสริมแนวนอนเล็กกว่า ๖ มิลลิเมตร
ต. สำหรับเสาคอนกรีต
เสริมเหล็กรับน้ำหนักต้องมีเหล็กเสริมตามลำไม่น้อยกว่า ๔ เส้น
และส่วนเหล็กไม่น้อยกว่า ๐.๕ ใน ๑๐๐ ของคอนกรีต และขนาดของเหล็กต้องไม่น้อยกว่า
๑๒.๗ มิลลิเมตร
ข้อ ๕๐ น้ำหนักบรรทุกของอาคารประเภทต่างๆ
ให้คำนวณเป็นประมาณเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าอัตราดังต่อไปนี้
ก. โรงเก็บรถยนต์ นอกจากโรงเก็บรถยนต์ส่วนบุคคล
โรงเก็บเครื่องจักร โรงงานอุตสาหกรรม ตั้งแต่ ๕๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตรขึ้นไป
ข. คลังสินค้า ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ โรงกีฬา ๕๐๐
กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร
ค. โรงเรียน โรงงาน โรงพิมพ์ ร้านขายของ โรงมหรสพ
หอประชุม ภัตตาคาร ๔๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร
ง. โรงพยาบาล โรงแรม อาคารสำนักงาน ๓๐๐ กิโลกรัมต่อ ๑
ตารางเมตร
จ. อาคารที่พักอาศัย ๑๕๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร
แต่ถ้าเนื้อที่ส่วนใดแห่งอาคารนั้น จะรับบรรทุกสิ่งที่มีหนักมากกว่าอัตราที่กล่าวแล้ว
เช่น เครื่องจักร ก็ให้คำนวณน้ำหนักบรรทุกเพิ่มขึ้นให้พอที่จะรับน้ำหนักนั้นได้
ข้อ ๕๑
แรงลมอย่างสูงขนานกับพื้นดินสำหรับส่วนอาคารเหนือชั้นสองขึ้นไป
ให้ถือกำลังแรงท่ากับ ๑๕๐ กิโลกรัมต่อ ๑ ตารางเมตร ส่วนตั้งแต่สองชั้นลงมา
ให้ลดอัตราแรงลมเป็น ๑๐๐ กิโลกรัม ต่อ ๑ ตารางเมตร
ข้อ ๕๒
น้ำหนักบรรทุกบนดินที่รากฐานของอาคารนั้นต้องคำนวณให้เหมาะสมเพื่อความมั่นคงและปลอดภัย
ซึ่งถ้าไม่มีเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลทดลองให้เชื่อถือได้เป็นอย่างอื่น
จะต้องไม่เกินอัตรากำหนดสำหรับดินประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้
ก. ดินอ่อนหรือดินถม ๒
เมตริกตันต่อ ๑ ตารางเมตร
ข.
ดินปานกลางหรือทรายร่วน ๑๐
๑
ค.
ดินแน่นหรือทรายหยาบ ๒๐
๑
ง.
กรวดหรือดินดาน ๔๐
๑
จ.
หินปูนหรือหินทราย ๘๐
๑
ฉ.
หินอัคนี ๑๕๐
๑
ทั้งนี้ เว้นไว้แต่จะได้แสดงให้เป็นที่เชื่อถือได้ว่าจะจัดการเพิ่มอัตรารับน้ำหนักบรรทุกแห่งรากฐานของอาคารได้เป็นอย่างอื่น
ข้อ ๕๓ ในการคำนวณกำลังต้านทานของรากฐาน
และเสาของอาคารสูงตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป
ให้คำนวณน้ำหนักของอาคารรวมทั้งน้ำหนักบรรทุกเต็มอัตรา
ส่วนน้ำหนักบรรทุกของอาคารซึ่งมิใช่เป็นอาคารพิเศษ คลังสินค้า ห้องสมุด
หรือโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ให้ลดส่วนลงได้ตามชั้นของอาคาร ดังนี้
ก. พื้นชั้นสอง ลดอัตราลง ๒๐
ใน ๑๐๐
ข. พื้นชั้นสาม ๓๐
ใน ๑๐๐
ค. พื้นชั้นต่อไป ๔๐
ใน ๑๐๐
ข้อ ๕๔
ในการคำนวณกำลังต้านทานของรากฐานให้คำนวณน้ำหนักของอาคารเต็มอัตราและ
(เข็มรากฐานบนดินอ่อน) ให้เข็มรับน้ำหนักทั้งหมดโดยไม่คิดเอาแรงฝืดของดินรอบๆ
เข็มมาช่วยรับน้ำหนัก ถ้าปลายเข็มจดดินแข็ง ดินดาน หรือวัตถุพื้นแข็ง
ให้คำนวณเข็มนั้นเช่นลักษณะเสา
แต่ถ้าเข็มอยู่ในดินอ่อนอาศัยแรงฝืดพยุงให้ใช้เข็มไม่สั้นกว่า ๓.๐๐ เมตร และให้ใช้แรงฝืดดินตามสูตรต่อไปนี้
ฝ.
= ๔๐๐ + ๓๕ ย.
ฝ.
= แรงฝืดดินเป็นกิโลกรัมต่อตารางเมตรของเนื้อที่ผิวเข็ม
ย.
= ความยาวของเสาเข็มเป็นเมตร
ถ้าความยาวของเสาเข็มเกิน ๑๒.๐๐ เมตร
ต้องมีการทดลองกำลังน้ำหนักบรรทุกของเสาเข็ม
เนื้อที่ของรากฐานทั้งหมดจะต้องไม่น้อยกว่า ๑/๑๐
ของเนื้อที่ผิวของเสาเข็มทั้งหมดซึ่งอยู่ภายใต้รากฐานนั้น
สำหรับเครื่องตอกเข็มด้วยแรงคน
ถ้าตอกด้วยเครื่องจักรซึ่งตอกได้ไม่น้อยกว่า
๔๐ ครั้ง ต่อ ๑ นาที
ให้ บ. =
น้ำหนักบรรทุกได้โดยปลอดภัยเป็นกิโลกรัม
น.
= น้ำหนักลูกตุ้มเป็นกิโลกรัม
ส =
ระยะลูกตุ้มตกเป็นเซนติเมตร
จ.
= ระยะที่เข็มจมครั้งสุดท้ายเป็นเซนติเมตร
แนวอาคารและระยะต่างๆ
ข้อ ๕๕
ห้ามมิให้บุคคลใดปลูกสร้างอาคารหรือส่วนของอาคารยื่นออกมาในหรือเหนือทางที่ดินสาธารณะ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีเป็นหนังสือซึ่งจะต้องไม่เกินกำหนดต่อไปนี้
สำหรับกันสาดของพื้นชั้นแรกเหนือระดับถนน
ระยะยื่นของกันสาดไม่เกิน ๒๐๐ เซนติเมตรจากผนัง
ระดับปลายกันสาดไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ เซนติเมตรเหนือทางเท้า
ระยะยื่นของกันสาดจะต้องไม่เกินกำหนดของสูตรนี้ด้วย
ย. =
สำหรับส่วนประณีตสถาปัตยกรรมของพื้นชั้นอื่นๆ
ระยะยื่นของชายคาไม่เกิน ๑๕๐ เซนติเมตรจากผนัง
ระยะยื่นของส่วนประณีตสถาปัตยกรรมไม่เกิน ๑๒๐
เซนติเมตรจากผนัง
ระยะยื่นที่กล่าวนั้นจะต้องไม่เกินกำหนดของสูตรนี้ด้วย
ย. =
ให้ ย. = ระยะยื่นออกมาจากผนังเป็นเซนติเมตร
ก. =
ความกว้างของถนนเป็นเซนติเมตร
ร. =
ระยะผนังอาคารจากแนวถนนเป็นเซนติเมตร
ข้อ ๕๖
ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารมีระยะดิ่งระหว่างพื้นดินถึงเพดานตรงยอดฝาหรือยอดผนังสูงเกินกว่าระยะราบจากผนังด้านหน้าของอาคารจดถึงแนวถนนฟากตรงข้าม
เว้นแต่ในกรณีอาคารตามข้อ ๕๗ หรือได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเป็นพิเศษ
ข้อ ๕๗ สำหรับอาคารหลังเดียวกัน
ซึ่งมีถนนสองสายขนาบอยู่ และถนนสองสายนั้นขนาดไม่เท่ากัน
เมื่อส่วนกว้างของอาคารนั้นไม่เกิน ๑๕ เมตร
อนุญาตให้ปลูกสร้างถึงระดับสูงเท่าตอนแนวถนนที่กว้างกว่าได้ทั้งหลัง
สำหรับอาคารหลังเดียวกัน
ซึ่งอยู่ที่มุมถนนสองสายขนาดไม่เท่ากัน อนุญาตให้ปลูกสร้างด้านถนนแคบถึงระดับสูง ๑
๑/๒ ของความกว้างแห่งถนนแคบ
และให้ปลูกสร้างอาคารสูงดังว่านี้ได้เป็นระยะยาวจากมุมถนนเพียงสองเท่าของความกว้างแห่งถนนแคบนั้น
อาคารซึ่งอยู่ริมถนนที่มีความกว้างไม่ถึง ๘๐๐
เซนติเมตร แต่ไม่น้อยกว่า ๔๐๐ เซนติเมตร อนุญาตให้ปลูกสร้างสูงได้ไม่เกิน ๘๐๐
เซนติเมตร
ข้อ ๕๘
ห้ามมิให้ปลูกสร้างอาคารริมแนวทางสาธารณะโดยมีระยะดิ่งระหว่างพื้นดินถึงเพดานตรงยอดฝาหรือยอดผนังสูงเกินระดับ
๔๐ เมตร ถึงแม้ว่าตรงนั้นจะเป็นถนนขนาดกว้างเท่าใดก็ตาม
ข้อ ๕๙ อาคารที่ปลูกชิดกับที่ดินของผู้อื่น
หรือชิดกับอาคารอีกหลังหนึ่งนั้น ถ้ามีระยะห่างน้อยกว่า ๒๐๐ เซนติเมตร
สำหรับอาคารสองชั้นลงมาหรือน้อยกว่า ๓๐๐ เซนติเมตร สำหรับอาคารเกินสองชั้นขึ้นไป
ห้ามมิให้มีหน้าต่างประตูหรือช่องระบายลม
ในด้านที่ชิดกับเขตที่ดินหรืออาคารอื่นนั้น
อย่างไรก็ตาม
อาคารที่ปลูกชิดกับที่ดินของผู้อื่นนั้นจะมีระยะห่างจากเขตที่ดินนั้นต่ำกว่า ๕๐
เซนติเมตรไม่ได้ เว้นแต่จะปลูกสร้างโดยวิธีตกลงทำผนังร่วมกัน
แต่ทั้งนี้ต้องไม่เสียประโยชน์ในทางสถาปัตยกรรม
ข้อ ๖๐ อาคารประเภทต่างๆ
จะต้องมีที่ว่างอันปราศจากสิ่งปกคลุมไม่น้อยกว่าส่วนที่กำหนดไว้ต่อไปนี้
ก. อาคารที่พักอาศัย ห้องแถวหรือตึกแถว
แต่ละหลังหรือห้อง ให้มีที่ว่างอยู่ ๓๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่
ข. อาคารพาณิชย์ โรงงานอุตสาหกรรม และอาคารสาธารณะ
ให้มีที่ว่างอยู่ ๑๐ ใน ๑๐๐ ส่วนของพื้นที่
เว้นแต่ในกรณีพิเศษที่การระบายลมและให้แสงสว่างเหมาะสมเพียงพอแล้ว
คณะเทศมนตรีจะอนุมัติให้ปลูกสร้าง โดยมีที่ว่างเปล่าน้อยกว่าส่วนที่กำหนดก็ได้
ข้อ ๖๑
ให้คณะเทศมนตรีมีอำนาจที่จะประกาศกำหนดชนิดของอาคารที่ปลูกสร้างริมถนนที่ระบุไว้ในประกาศให้จำต้องปลูกสร้างเป็นตึกแถวหรือห้องแถวแต่ชนิดเดียวได้
ประกาศดังกล่าวนี้
ต้องกำหนดเขตที่บังคับให้จำต้องปลูกสร้างอาคารได้แต่บางชนิดไว้
การสุขาภิบาล
ข้อ ๖๒
อาคารที่จะปลูกสร้างต้องมีทางระบายน้ำที่ใช้แล้วออกจากอาคารไปได้สะดวก
ข้อ ๖๓ การทำทางระบายน้ำจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะจะต้องให้มีส่วนลาดไม่ต่ำกว่า
๑ ใน ๒๐๐ ตามแนวตรงที่สุดที่จะจัดทำได้
ถ้าจะใช้ท่อกลมเป็นทางระบายต้องมีบ่อตรวจทุกระยะ ๓๐ เมตร และทุกมุมเลี้ยวด้วย
ข้อ ๖๔
ถ้าการระบายน้ำโสโครกออกจากอาคารไปสู่ทางน้ำสาธารณะซึ่งมิได้จัดเตรียมไว้โดยเฉพาะแล้ว
คณะเทศมนตรีอาจไม่ยอมอนุญาตให้
จนกว่าเจ้าของอาคารจะได้จัดการให้น้ำโสโครกนั้นมีลักษณะดีขึ้นตามที่เห็นสมควรก็ได้
ข้อ ๖๕ อาคารตามความหมายแห่งข้อ ๔ (๑) ถึง (๗)
ถ้ามีท่อเอกประปาในทางสาธารณะต่อเขตที่สร้างอาคารก็ให้ต่อท่อประปาเข้าสู่อาคารด้วย
เว้นแต่อาคารที่พักอาศัยซึ่งเจ้าของอยู่เอง
ข้อ ๖๖ การทำการระบายน้ำและติดต่อท่อระบายน้ำนั้น
ท่อประปา ท่อระบายน้ำในอาคาร และอุปกรณ์ต่างๆ
สำหรับการต่อท่อและการสุขาภิบาลจะต้องมีลักษณะถูกต้อง
เพื่อประโยชน์ในทางอนามัยตามแบบนิยมในทางวิชาการ
ข้อ ๖๗ อาคารที่บุคคลอาจพักอาศัยใช้สอยได้ให้มีส้วมไว้ตามจำนวนอันสมควร
แต่ต้องไม่น้อยกว่าอัตราตามกำหนดไว้นี้
ก. อาคารที่พักอาศัยให้มี ๑ แท่นทุกหลัง
ข. ห้องแถวหรือตึกแถวให้มี ๒ แท่นทุกๆ ๕ ห้อง
ค. โรงแรมให้มี ๑ แท่นต่อกำหนด ๑๐ คน
ที่อาคารนั้นจะให้คนพักแรมได้
ง. โรงแรมและโรงงานให้มี ๑ แท่นต่อ ๑๐๐ คน
ที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น
จ. หอประชุมและโรงมหรสพให้มี ๑ แท่นต่อ ๓๐๐
คนที่กำหนดให้ใช้สอยอาคารนั้น
ข้อ ๖๘ ห้องส้วมต้องมีขนาดเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า
๑.๕๐ ตารางเมตรต่อ ๑ แท่น มีลักษณะที่จะรักษาความสะอาดได้ง่ายเรียบร้อย
และมีพื้นที่ไม่ซึม กับมีช่องระบายลมตามสมควรถ้าเป็นส้วมระบายน้ำซึ่งไม่ใช้บ่อเก็บอาจม
ให้ทำในตัวอาคารที่พักอาศัยได้
แต่ถ้าเป็นส้วมวิธีอื่นต้องทำเป็นส่วนหนึ่งต่างหากนอกออกไปจากตัวอาคารที่พักอาศัยนั้น
การตรวจควบคุมการก่อสร้าง
ข้อ ๖๙
ผู้ได้รับอนุญาตปลูกสร้างอาคารต้องเก็บรักษาใบอนุญาต แผนผังแบบก่อสร้าง
และรายการไว้ในบริเวณการปลูกสร้างชุดหนึ่ง
เพื่อให้นายช่างตรวจดูได้เสมอตามเวลาที่สมควร
และต้องทำการปลูกสร้างภายในเวลาที่กำหนดไว้ในใบอนุญาต
เว้นไว้แต่จะได้ขอต่ออายุใบอนุญาตใหม่
ข้อ ๗๐ ในการปลูกสร้างอาคาร
ให้ผู้รับอนุญาตหรือผู้แทนควบคุมให้เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งการอนุญาต
และต้องมีนายงานที่มีความสามารถตามสมควรอยู่ประจำตลอดเวลาที่ทำการปลูกสร้าง
ถ้านายงานไม่อยู่ต้องตั้งตัวแทนกำกับการไว้
คำสั่งของนายช่างซึ่งมอบให้กับนายงานหรือตัวแทนนั้น
ให้ถือว่าได้ให้ไว้กับผู้รับอนุญาต
ข้อ ๗๑ ถ้านายช่างตรวจพบการปลูกสร้างอาคารผิดจากแผนผัง
แบบก่อสร้าง รายการหรือเงื่อนไขตามที่ระบุไว้ในหนังสืออนุญาต
ให้ตักเตือนเจ้าของอาคารหรือนายงานควบคุมแล้วรายงานให้คณะเทศมนตรีทราบ
คณะเทศมนตรีจะแจ้งกำหนดเวลาอันสมควรให้เจ้าของอาคารจัดการแก้ไขการปลูกสร้างเสียให้ถูกต้อง
ซึ่งเมื่อพ้นกำหนดเวลาไปแล้ว การแก้ไขยังไม่สำเร็จเรียบร้อย
ก็ให้ดำเนินการต่อไปตามมาตรา ๑๑ แห่งพระราชบัญญัติ
ข้อ ๗๒
วัตถุประกอบการปลูกสร้างอาคารต้องมีคุณสมบัติตามกำหนดของรายการ และรายคำนวณ
ถ้ามีเหตุสงสัยในคุณภาพของวัตถุให้นายช่างมีอำนาจเรียกตรวจดูเอกสารของผู้ชำนาญแสดงผลการทดลองกำลัง
หรือเรียกตัวอย่างวัตถุตามปริมาณสมควรจากผู้รับอนุญาต
เพื่อตรวจสอบโดยการทดลองตามหลักวิชาการ
ซึ่งผู้รับอนุญาตจะต้องจัดการส่งให้ตามต้องการโดยไม่คิดมูลค่า
ข้อ ๗๓
ถ้าปรากฏแก่นายช่างว่ารายคำนวณรากฐานที่ได้อนุญาตไว้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น
เพราะเหตุพื้นดินที่จะปลูกสร้างรากฐานนั้นมิได้เป็นไปตามที่ได้คาดหมายไว้
ให้นายช่างมีอำนาจสั่งเปลี่ยนแปลงรายคำนวณของรากฐานนั้นเสียใหม่ได้
การปลูกสร้างรากฐานของอาคารให้ทำได้เฉพาะเวลากลางวัน
เว้นไว้แต่จะได้รับอนุญาตจากคณะเทศมนตรีให้ทำในเวลากลางคืนได้
ข้อ ๗๔ การปลูกสร้างอาคารที่ติดต่อกับทางสาธารณะ
ผู้รับอนุญาตจะต้องแสดงวิธีการและขั้นของงานให้เป็นที่พอใจนายช่างก่อนว่า
เป็นที่ปลอดภัยแก่ผู้ใช้ทางสาธารณะนั้นแล้ว จึงจะลงมือทำการปลูกสร้างได้
ข้อ ๗๕
เมื่อนายช่างประสงค์จะเข้าตรวจอาคารที่ปลูกสร้างไว้เสร็จแล้ว
ว่าอยู่ในภาวะอันสมควรหรือไม่
ก็ให้แจ้งกำหนดเวลาตรวจให้เจ้าของอาคารทราบเป็นหนังสือก่อนตรวจอย่างน้อย ๔๘
ชั่วโมง เจ้าของอาคารหรือตัวแทนจะต้องให้ความสะดวกต่อนายช่างในการตรวจตามสมควร
ข้อ ๗๖
เมื่อนายช่างตรวจพบอาคารซึ่งไม่อยู่ในภาวะสมควร น่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย
ชีวิต หรือทรัพย์สิน ให้รายงานคณะเทศมนตรีทราบ
คณะเทศมนตรีจะสั่งเจ้าของอาคารให้เปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือรื้อถอนตามแบบ อ. ๔
ท้ายเทศบัญญัตินี้ ถ้าคำสั่งเป็นการให้เปลี่ยนแปลงแก้ไข
ให้ถือการอนุญาตปลูกสร้างนั้นเป็นการเร่งร้อน
โดยออกหนังสืออนุญาตแบบชั่วคราวให้เวลาขออนุญาต
ค่าธรรมเนียม
ข้อ ๗๗ ค่าธรรมเนียมการตรวจแบบก่อสร้าง
รวมทั้งการออกใบอนุญาตให้เรียกเก็บดังนี้
๑. อาคารที่พักอาศัยซึ่งทำด้วยวัตถุถาวร
คำนวณตามเนื้อที่ของพื้นอาคารทุกชั้น ตารางเมตรละ ๑๐ สตางค์
๒. อาคารที่พักอาศัยซึ่งทำด้วยวัตถุอันมิใช่วัตถุถาวร
คำนวณตามเนื้อที่ของพื้นอาคารทุกชั้น ตารางเมตรละ ๕ สตางค์
๓. ท่อ รางระบายน้ำ รั้วหรือกำแพง กับทั้งประตูรั้ว
หรือประตูกำแพงนั้นคำนวณตามระยะยาว เมตรละ ๕ สตางค์
๔. เขื่อน ท่าน้ำ หรือสะพานท่าน้ำ
คำนวณตามระยะยาวเมตรละ ๒๐ สตางค์
๕. สะพาน อู่เรือ คานเรือหรือป้ายโฆษณา คำนวณตามเนื้อที่ตารางเมตรละ
๔๐ สตางค์
อาคารอย่างอื่นคำนวณตามเนื้อที่ของพื้นอาคารทุกชั้นตารางเมตรละ
๔๐ สตางค์ แต่ถ้าเป็นอาคารชนิดที่ไม่ใช้เนื้อที่ภายใน คำนวณตามระยะยาวเมตรละ ๒๐
สตางค์ เศษของเมตรหรือตารางเมตร ถ้าต่ำกว่ากึ่งให้ปัดทิ้ง
ตั้งแต่กึ่งขึ้นไปให้คิดเป็นหนึ่ง
ข้อ ๗๘ ค่าธรรมเนียมการออกใบอนุญาต
ต่ออายุหรือใบแทน ฉบับละ ๑ บาท
ข้อ ๗๙ การตรวจแบบก่อสร้าง รวมทั้งการออกใบอนุญาตสำหรับอาคารชั่วคราว
ไม่ให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียม
ข้อ ๘๐
เมื่อมีความจำเป็นหรือมีเหตุอันสมควรบางกรณี
คณะเทศมนตรีจะผ่อนผันหรือยกเว้นการปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งเทศบัญญัตินี้โดยประการใด
และด้วยเงื่อนไขอย่างใดก็ได้
การรักษาเทศบัญญัติ
ข้อ ๘๑ ให้นายกเทศมนตรีเมืองอุดรธานี
มีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้
และให้มีอำนาจออกข้อบังคับเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามเทศบัญญัตินี้
ประกาศ ณ วันที่ ๑ พฤษภาคม
พุทธศักราช ๒๔๙๑
พระยาอุดรธานี
นายกเทศมนตรีเมืองอุดรธานี
ประภาศรี/พิมพ์
๒๕
พฤษภาคม ๒๕๕๐
ฐิติพงษ์/ตรวจ
๑๕
พฤศจิกายน ๒๕๕๐
[๑] ราชกิจจานุเบกษา
เล่ม ๖๕/ตอนที่ ๓๔/หน้า ๓๙๓/๑๕ มิถุนายน ๒๔๙๑
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).