พระราชกำหนด
พระราชกำหนด
แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ.
๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ.
๒๕๓๓
ภูมิพลอดุลยเดช
ป.ร.
ให้ไว้
ณ วันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓
เป็นปีที่
๔๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๗
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๒๗ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๓๓
มาตรา ๒[๑]
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๓
ให้ยกเลิกความในช่องรายการและช่องอัตราภาษีของประเภทที่ ๐๓.๐๓ และประเภทที่
๐๓.๑๓ ในตอนที่ ๓
ของพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
พ.ศ. ๒๕๒๗ พ.ศ. ๒๕๒๗ และให้ใช้ความในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตท้ายพระราชกำหนดนี้แทน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก
ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี
[เอกสารแนบท้าย]
๑. พิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต
(ดูข้อมูลจากภาพกฎหมาย)
หมายเหตุ
:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้ คือ
เนื่องจากได้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่น และก๊าซธรรมชาติเหลว
(เอ็น.จี.แอล.) และก๊าซเหลวที่คล้ายกัน ไปใช้อย่างไม่เหมาะสม
โดยได้มีการนำน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบินไอพ่นไปใช้ในกิจการอุตสาหกรรมบางประเภทแทนการใช้น้ำมันก๊าด
และมีการนำก๊าซธรรมชาติไปผลิตเป็นตัวละลาย (SOLVENT) แทนการนำไปผสมกับผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ได้จากการกลั่นให้เป็นน้ำมันเบนซินซึ่งมีมูลค่าสูงกว่า
อันเป็นการใช้ทรัพยากรในทางที่ไม่คุ้มค่าแก่เศรษฐกิจ
และมีผลให้รัฐต้องสูญเสียรายได้จากภาษีสรรพสามิตเป็นจำนวนมาก
เพื่อให้โครงสร้างการให้พลังงานเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการใช้น้ำมันผิดประเภท
และเพื่อให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
สัญชัย/ผู้จัดทำ
๑๙
มกราคม ๒๕๕๒
[๑]
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๗/ตอนที่ ๕/ฉบับพิเศษ หน้า ๑/๘ มกราคม ๒๕๓๓
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).