มาตรา ๓๐ ให้มีคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการกรุงเทพมหานครและบุคลากรกรุงเทพมหานครคณะหนึ่ง
เรียกโดยย่อว่า ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยกรรมการจำนวนห้าคน
ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา ๓๒
กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ต้องทำงานเต็มเวลา
ให้หัวหน้าสำนักงาน ก.ก. เป็นเลขานุการของ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
มาตรา ๓๑ ผู้จะได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสี่สิบห้าปี
(๓) มีคุณสมบัติอื่นอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(ก)
เป็นหรือเคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
คณะกรรมการข้าราชการครู คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ
(ข) เป็นหรือเคยเป็นกรรมการกฤษฎีกา
(ค) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์หรือเทียบเท่า
หรือตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองชั้นต้น
(ง)
รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการพิเศษประจำเขตหรือเทียบเท่า
(จ) รับราชการหรือเคยรับราชการในตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงหรือเทียบเท่าหรือตำแหน่งอื่นที่เทียบเท่าตำแหน่งบริหารระดับสูงตามที่
ก.ก. กำหนด
(ฉ) เป็นหรือเคยเป็นผู้สอนวิชาในสาขานิติศาสตร์ รัฐศาสตร์
รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์
หรือวิชาที่เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินในสถาบันอุดมศึกษาและดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์
แต่ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ต้องดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี
มาตรา ๓๒ ให้มีคณะกรรมการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นประธาน รองประธานศาลฎีกาที่ได้รับมอบหมายจากประธานศาลฎีกาหนึ่งคน
กรรมการ ก.ก. ผู้ทรงคุณวุฒิหนึ่งคนซึ่งได้รับเลือกโดย ก.ก. และให้หัวหน้าสำนักงาน
ก.ก. เป็นกรรมการและเลขานุการ
ให้คณะกรรมการคัดเลือกมีหน้าที่คัดเลือกบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา
๓๑ จำนวนห้าคน
ให้ผู้ได้รับคัดเลือกตามวรรคสองประชุมและเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร แล้วให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการคัดเลือกกำหนด
มาตรา ๓๓ กรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นข้าราชการ
(๒) เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลใด
(๓) เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
กรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง สมาชิกพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
(๔) เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ
(๕) เป็นกรรมการในองค์กรกลางบริหารงานบุคคลในหน่วยงานของรัฐ
(๖) ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอย่างอื่นหรือดำรงตำแหน่งหรือประกอบการใด
ๆ หรือเป็นกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน
อันขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา
(๗) เป็นบุคคลล้มละลาย คนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๘) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ
เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
มาตรา ๓๔ ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ผู้ใดมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓ (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) หรือ (๖)
ผู้นั้นต้องลาออกจากการเป็นบุคคลซึ่งมีลักษณะต้องห้าม หรือแสดงหลักฐานให้เป็นที่เชื่อได้ว่าตนได้เลิกการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือการประกอบการอันมีลักษณะต้องห้ามต่อเลขานุการ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับคัดเลือก
ในกรณีที่ผู้ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
มิได้ลาออกหรือเลิกการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพหรือการประกอบการภายในเวลาที่กำหนดตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือว่าผู้นั้นมิเคยได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
และให้ดำเนินการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ขึ้นใหม่
มาตรา ๓๕ กรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร มีวาระการดำรงตำแหน่งหกปีนับแต่วันที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง
และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
ให้กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระ
อยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร ใหม่
มาตรา ๓๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) มีอายุครบเจ็ดสิบปีบริบูรณ์
(๔) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา ๓๑ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๓๓
(๕) ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แม้จะมีการรอการลงโทษ
เว้นแต่เป็นการรอการลงโทษในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท ความผิดลหุโทษ
หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท
(๖) ไม่สามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลาอย่างสม่ำเสมอตามระเบียบของ
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่ง ให้กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
เท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
ประกอบด้วยกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครเท่าที่เหลืออยู่ เว้นแต่มีกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร เหลืออยู่ไม่ถึงสามคน
เมื่อมีกรณีตามวรรคหนึ่งหรือกรณีที่กรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
พ้นจากตำแหน่งตามวาระ ให้คณะกรรมการคัดเลือกดำเนินการคัดเลือกกรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานครแทนกรรมการ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ซึ่งพ้นจากตำแหน่งโดยเร็ว
มาตรา ๓๗ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) เสนอแนะต่อ ก.ก. เพื่อให้ ก.ก.
ดำเนินการจัดให้มีหรือปรับปรุงนโยบายการบริหารทรัพยากรบุคคลของกรุงเทพมหานครในส่วนที่เกี่ยวกับการพิทักษ์ระบบคุณธรรม
(๒) พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๐
(๓) พิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ตามมาตรา ๖๔
(๔) พิจารณาเรื่องการคุ้มครองระบบคุณธรรมตามมาตรา ๖๖
(๕) ออกกฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร ข้อบังคับ ระเบียบ หลักเกณฑ์
และวิธีการเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานคร
และข้อบังคับเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
(๖) แต่งตั้งบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่
ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครกำหนด เพื่อเป็นกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร
หรือเป็นกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์ กรุงเทพมหานคร
(๗)
ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนบัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ
ก.พ.ค. ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๓๘ ให้กรรมการ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
กรุงเทพมหานคร ได้รับเงินประจำตำแหน่ง
ประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่นเดียวกับกรรมการ ก.พ.ค.
กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน
มาตรา ๓๙ การประชุมของ ก.พ.ค.
กรุงเทพมหานคร กรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ กรุงเทพมหานคร และกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์
กรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปตามระเบียบที่ ก.พ.ค. กรุงเทพมหานครกำหนด
ข้าราชการกรุงเทพมหานคร
ส่วนที่
๑
บททั่วไป
ที่มา: ระบบกลางกฎหมาย law.go.th (สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา).